12/26/2558

ม.มหิดล ชี้! 3 กลุ่มธุรกิจมาแรง ปี' 59 แข่งขัน AEC

นักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดโผกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมาแรงในปี 2559 ได้แก่ เทคโนโลยีทางการเงิน สุขภาพและการแพทย์ และอาหาร

โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญในด้านความสะดวกสบาย ความทันสมัยในด้านเทคโนโลยี่ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตสูง ประกอบกับกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้ตลาดเปิดกว้างมากขึ้น โดยแนะทางรอดให้กับผู้ประกอบ ธุรกิจ SMEs ว่าจะต้องเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ ทันสมัย ตามกระแสเทคโนโลยี ไม่ตกเทรนด์ หรือ กลุ่ม “สตาร์ทอัพ” (Start UP) หากต้องการให้ธุรกิจอยู่รอดได้นั้น ผู้ประกอบการ SMEs จำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับธุรกิจ
ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยหลักสำคัญ 4 ประการ คือ ความมุ่งมั่น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การวางแผนธุรกิจ และ ต้องมีความกล้า ในการตัดสินใจและเรื่องการลงทุน 


โดย อาจารย์กิตติชัย ราชมหา อาจารย์ประจำภาควิชาผู้ประกอบการและนวัตกรรม วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน (AEC) ทำให้ภาคการค้าเปิดกว้างขึ้น จึงทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมในด้านการแข่งขันทางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจมาแรง คือ กลุ่มธุรกิจที่มีการประยุกต์โดยนำเทคโนโลยีและนวตกรรมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงการสร้างความสะดวกสบายผ่านการพัฒนาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ เช่น การเพิ่มช่องทางทำการตลาดผ่านแอปพลิเคชั่น (Application) ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตผ่านโทรศัพท์มือถือในยุคที่การเข้าถึงเทคโนโลยี่เปิดกว้างและสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากนักธุรกิจหน้าใหม่ แต่เกิดจากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์โดยการประยุกต์เข้ากับเทคโนโลยีและนวตกรรมใหม่ๆ เน้นที่ความแตกต่าง การคิดค้นและพัฒนาสินค้าและบริการอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าสินค้าและบริการที่สร้างสรรค์ขึ้น จะสามารถสนับสนุนให้ธุรกิจก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมนั้นๆได้ ทั้งนี้ ได้คาดการณ์กลุ่มธุรกิจที่จะมาแรงเป็นพิเศษในปี 2559 นั้นมี 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้ 

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology)

เหตุเพราะการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตทุกวันนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน ดังนั้น การนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงินให้ง่ายขึ้น ย่อมเป็นโอกาสและความน่าสนใจใหม่สำหรับสตาร์ทอัพเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ และเมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลังไป 3 ปี พบว่ามูลค่ามวลรวมของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีฟินเทคเกี่ยวข้อง (FinTech StartUp) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคตอย่างชัดเจน

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการแพทย์ (Healthcare and Wellness)

เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตามองในปี 2559 เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิต ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการแพทย์ เช่น ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมด้านสุขภาพ ล้วนเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักที่ภาครัฐให้การสนับสนุน และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการสุขภาพของภูมิภาค (Medical Hub) โดยในปี 2557 ที่ผ่านมามีชาวต่างชาติเข้ารับบริการสุขภาพในประเทศไทยถึง 1.2 ล้านครั้ง สร้างรายได้เข้าประเทศ 107,000 ล้านบาท (ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) 

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร (Food Innovation)

เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความน่าสนใจและมีกระแสของการเติบโตไม่น้อยในปี 2559 ที่ใกล้เข้ามา เหตุเพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ถือว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขันในตลาดอาเซียน ซึ่งหากมีการประยุกต์เอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริมด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า นอกจากนี้ ความเข้มแข็งและมุ่งเน้นผลักดันส่งเสริมจากภาครัฐในอุตสาหกรรมด้านอาหารและนวัตกรรมอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการที่มีส่วนส่งผลต่อความสำเร็จและโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมด้านอาหารในปีหน้า เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่มีการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งในด้านการให้ความรู้เพิ่มเติมในการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเปิดตลาดต่างประเทศ โดยในปี 2557 ที่ผ่านมาจำนวนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่มมีมากกว่า 370,000 ราย สร้างมูลค่ารวมกว่า 628 ล้านบาท (ที่มา : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม)


นอกจากนั้น อาจารย์กิตติชัย ยังได้ให้แนวคิดสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ ตระหนักในการดำเนินธุรกิจ 4 ประการ คือ

1.ความมุ่งมั่นตั้งใจ (Entrepreneurial Intention)
ความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำธุรกิจ พร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้และมีทั้งความตั้งใจและเข้าใจธุรกิจที่ทำ และมีตัวชี้วัดเป็นความมุ่งมั่นในการนำเงินมาเริ่มลงทุนทำธุรกิจ
2.ความคิดริเริ่มธุรกิจ (Business-Idea Initiate)
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการทำธุรกิจเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญของจุดขายของธุรกิจ โดยเฉพาะการคิดแบบนวัตกร (Innovator) ที่จะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวส่งเสริมธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากขึ้น
3.ความรู้ด้านการวางแผนและสร้างตัวแบบธุรกิจที่มีความเป็นไปได้จริงและมีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Business Model and Plan)
ผู้ประกอบการยุคใหม่จะเป็นต้องมีความรู้ด้านการทำธุรกิจและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น รู้กลุ่มลูกค้า ผลิตภัณฑ์ ความต้องการของตลาด คู่แข่งในตลาด เป็นต้น เพื่อใช้ในการร่างแผนธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งรัฐบาลและเอกชนให้ความรู้ในเรื่องเครื่องมือของผู้ประกอบธุรกิจ (Business Model) อย่างแพร่หลาย
4.ความเป็นคนรักที่จะเสี่ยงและเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ (Risk and Challenge Lover)
โดยหลังจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ความใจสู้และกล้าเสี่ยงถือเป็นหัวใจสำคัญของคนทำธุรกิจ และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการใช้ความใจสู้และกล้าเสี่ยงนั้น ต้องมีการศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยและสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะปัจจุบันได้แล้ว น่าจะสามารถครองพื้นที่ส่วนมากของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ไม่ยากนัก

และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลรายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เรียบเรียงโดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ผ่านมา พบว่า แนวโน้มตั้งแต่ปี2555 จนถึงปี 2557 มูลค่า GDP ของเอสเอ็มอีเริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดยในปี 2555 อยู่ที่ร้อยละ 37 และในปี 2556 สัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเอสเอ็มอี ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 37.4และมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันแนวโน้มที่ผ่านมาก็เป็นที่น่าสังเกตว่าอัตราการขยายตัวของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังคงสูงกว่าอัตราการขยายตัวของประเทศซึ่งจุดนี้แสดงถึงการเป็นกลไกขับเคลื่อนการเจริญเติบโต (Engine of Growth) ที่สำคัญยิ่งให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ อาจารย์กิตติชัยกล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือเข้าไปที่ www.cmmu.mahidol.ac.th


โดย : BisnesCafe.com | คาเฟ่ของคนรักธุรกิจ

เปิดโผ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2559 พร้อมแนะ SME ลุยตลาด AEC

เปิดโผ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2559 พร้อมแนะ SME ลุยตลาด AEC


โดยจากผลสำรวจของ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยผลสำรวจ 10 ธุรกิจ ดาวรุ่ง ดาวร่วง ในปี 2559 

จากการทำการสำรวจ 10 ธุรกิจ น่าสนใจ ดาวรุ่งและ 10 ธุรกิจ ดาวร่วง พบว่า  ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ , บูติคโฮเทล และสายการบินต้นทุนต่ำ คือ ธุรกิจดาวรุ่ง แต่สำหรับธุรกิจ รถทัวร์-รถไฟ , ร้านกาแฟสด รวมทั้ง ร้านบุฟเฟ่ต์ อย่างหมูกะทะ คือ ธุรกิจดาวร่วง ส่วนภาพรวมของธุรกิจ SMEs มองว่ายังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่ AEC 
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นทิศทางเศรษฐกิจ และการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2559 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME กว่า 580 รายทั่วประเทศ พบว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่มองแนวโน้มดีขึ้น คาดการณ์ว่ายอดขายโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 16.3% ซึ่งกลุ่มนี้สามารถปรับตัวได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าแนวโน้มจะแย่ลงนั้น มองว่ายอดขายเฉลี่ยจะลดลง 10.8%

โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ 63.2% ระบุว่า ผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 14.4% ดีกว่าที่คาดหวังไว้ โดยขณะที่ 22.4% มองว่าผลประกอบการจะใกล้เคียงที่คาดการณ์

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในปี 2559 พบว่า 34.6% ระบุว่าดีขึ้น 52.5% ใกล้เคียงกับปี 2558 และ อีก 12.9% แย่ลง โดย 1 ใน 3 ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเริ่มปรับตัวรับสภาพเศรษฐกิจได้แล้ว และเชื่อว่าปีหน้าผลประกอบการของตัวเองจะดีขึ้น หรืออย่างน้อยสามารถประคองตัวให้ใกล้เคียงกับปีนี้ได้

สำหรับ 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ประจำปี 2559 จะเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายและดีต่อสุขภาพ โดยจะเน้นที่ไปที่ความคุ้มค่าในสินค้าหรือบริการ และเป็นมิตรกับต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนตลาดออนไลน์ถือเป็นช่องทางตลาดที่โดดเด่นในปี 2559 เนื่องจากการเปิดใช้เทคโนโลยี 4G จึงทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสะดวกและเร็วยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกันก็จะส่งผลถึงการแข่งขันในตลาดออนไลน์สูงขึ้นเช่นกัน มาดูกันว่าธุรกิจดาวรุ่ง ประกอบไปด้วยธุรกิจไหนที่น่าสนใจกันบ้าง

โดยธุรกิจดาวรุ่ง 10 อันดับแรก ในปี 2559 ประกอบด้วย

1. อาหารเพื่อสุขภาพ
2. บูติกโฮเต็ล, โฮมสเตย์, โรงแรมราคาประหยัด
3. สายการบินต้นทุนต่ำ
4. ร้านขายอุปกรณ์กีฬาออนไลน์
5. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
6. การสอนภาษาอังกฤษ
7. จักรยานและอุปกรณ์
8. การดูแลสุขภาพ
9. แอปพลิเคชันบนมือถือ และ
10. การขนส่งระยะสั้น / BTS / MRT

ส่วนธุรกิจดาวร่วง นั้นจากการประเมินธุรกิจแล้วส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการที่ธุรกิจได้เกิดขึ้นมากแล้วและไม่ตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มองว่าตลาดใกล้เต็ม หรือ มีผู้ประกอบเกิดขึ้นมากแล้ว จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางทั่วไป ทำให้ความน่าสนใจลดลง ไม่มีแรงจูงใจ เท่าที่ควร มาดูกันว่าธุรกิจดาวร่วง มีธุรกิจอะไรบ้าง    

ธุรกิจที่เป็นดาวร่วง 10 อันดับ ในปี 2559 ได้แก่

1. รถทัวร์/รถไฟ
2. ร้านกาแฟสด
3. ร้านบุฟเฟต์ราคาถูก (เช่น หมูกระทะ)
4. ร้านอินเทอร์เน็ต
5. เสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก
6. ร้านโชวห่วย
7. อาหารทะเลแปรรูป
8. สายการบินทั่วไป
9. ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ และ
10. ร้านขายโทรศัพท์มือถือมือสอง

สำหรับธุรกิจดาวร่วงนั้น ควรที่จะทำตลาดโดยเน้นไปที่ตลาดเฉพาะกลุ่มแบบเจาะจง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน เช่น การมุ่งเน้นไปที่ตลาดบน (ตลาดไฮเอนด์) หรือจับกลุ่มตลาดล่าง โดยเน้นไปที่สินค้าหรือบริการราคาถูก ซึ่งน่าจะทำให้ได้รับความนิยมมากกว่า


ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่มองแนวโน้มดีขึ้น คาดการณ์ว่ายอดขายโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 16.3% ซึ่งกลุ่มนี้สามารถปรับตัวได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าแนวโน้มจะแย่ลงนั้น มองว่ายอดขายเฉลี่ยจะลดลง 10.8%

สำหรับปี 2558 ผู้ประกอบการ 63.2% ระบุว่า ผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 14.4% ดีกว่าที่คาดหวังไว้ ขณะที่ 22.4% มองว่าผลประกอบการจะใกล้เคียงที่คาดการณ์ นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีสายงานวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า ผู้ประกอบการ คาดว่า แนวโน้มผลประกอบการในปี 2559 34.6% ระบุว่าดีขึ้น 52.5% ใกล้เคียงกับปี 2558 และ อีก 12.9% แย่ลง โดย 1 ใน 3 ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) เริ่มปรับตัวรับสภาพเศรษฐกิจได้แล้ว และเชื่อว่าปีหน้าผลประกอบการของตัวเองจะดีขึ้น หรืออย่างน้อยสามารถประคองตัวให้ใกล้เคียงกับปีนี้ได้

ในภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2559 คาดว่าจะมีอัตราเติบโต GDP อยู่ที่ 3.14% ส่วน GDP SME ปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.84% โดยการเติบโตของ GDP SME ยังต่ำกว่า GDP ประเทศ เหตุผลเพราะการฟื้นตัวของผู้ประกอบการระดับกลางและเล็กมักจะช้ากว่ารายใหญ่ ทำให้จะเห็นการฟื้นตัวจริงๆ ของ เอสเอ็มอี (SMEs) ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559 หรือไปถึงไตรมาส 1 ปี 2560 เป็นต้นไป

ในด้านปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับ เอสเอ็มอี (SMEs) ในปี 2559 คือ การขาดแรงงานฝีมือรุนแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง 3 เท่า นักศึกษาจบใหม่ที่ออกมาจากภาคการศึกษาไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน เห็นได้จากภาษาอังกฤษที่ประเทศไทยด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์

ส่วนความพร้อมของเอสเอ็มอีไทย (SMEs Thai) ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2559 พบว่ามีผู้ประกอบการเพียง 11.4% เท่านั้น ที่ระบุว่าพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผู้ที่ยังไม่พร้อมคิดเป็น 75.2% และอีก 13.4% ไม่สนใจจะเตรียมความพร้อม โดยคาดว่า ต้องใช้เวลาในการปรับตัว 2 ถึง 3 ปี เนื่องจาก การขาดความรู้เกี่ยวกับโอกาสทางการตลาดของอาเซียน ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า

ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2559 คือ

ธุรกิจที่เป็นดาวร่วง ปี 2559 คือ

2. ธุรกิจแปรรูปสินค้าการเกษตร จากราคาตกต่ำ และปัญหาภัยแล้ง ,
4. ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

โดยเน้นไปที่เทรนด์ธุรกิจความงามและสุขภาพสปา คือเทรนด์ธุรกิจที่ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจากนี้ไปอีก 5 ปี และแนวโน้มธุรกิจโลจิสติกส์กำลังจะเป็นดาวรุ่ง

โดย : BisnesCafe.com | คาเฟ่ของคนรักธุรกิจ