ปัจจุบันการเริ่มต้นธุรกิจของ เอสเอ็มอี โดยส่วนใหญ่ มีความจำเป็นที่ต้องการแสวงหาเงินมาลงทุนในธุรกิจ ซึ่งการหาทุนมาลงทุนในธุรกิจนั้น มีหลายวิธี แต่ วิธีที่ผู้ประกอบมักใ้ช้เป็นทางเลือกแรก ก็คือ การขอกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งต่อไปนี้จะขออธิบายถึงวิธีการที่จะหาเงินกู้จากธนาคารมาทำโครงการธุรกิจ โดยมีหลักการพิจารณาในด้านสินเชื่อและการนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อให้ได้เงินกู้จากธนาคาร
ซึ่งหลักการพิจารณาสินเชื่อธนาคารส่วนใหญ่จะพิจารณาสินเชื่อหรือเงินกู้แก่โครงการธุรกิจใดหรือไม่นั้น เข้ามีหลักการที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะกู้จากสถาบันการเงินไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากปัจจัยการดำเนินงานตามหลัก 6 C's อันประกอบไปด้วย
C1 หรือ Characteristic
พิจารณาคุณสมบัติของโครงการและตัวผู้กู้เงิน ว่ามีความน่าสนใจ รวมถึงโครงการธุรกิจมีความเป็นไปได้หรือไม่เพียงใด และมีเครดิตที่ดีพอหรือไม่
C2 หรือ Capacity
คือการวิเคราะห์ศักยภาพของธุรกิจว่ามีความสามารถที่จะหาเงินหรือรายได้จากการดำเนินโครงการธุรกิจ ได้มากน้อยเพียงใด มีความเหมาะสมกับความสามารถที่จะหาเงินมาชำระหนี้คืนธนาคารได้หรือไม่ เพียงใด
C3 หรือ Capital
คือการวิเคราะห์เกี่ยวกับมูลค่าโครงการและการใช้เงินลงทุนในโครงการธุรกิจ จากแผนการใช้จ่ายเงินลงทุน รวมถึงเงินที่ใช้จ่ายหมุนเวียนในธุรกิจ ว่ามีสัดส่วนการใช้เงินลงทุนที่เป็นส่วนของเจ้าของ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินกู้เป็นเท่าไหร่ ซึ่งหลักการนี้จะต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม
C4 หรือ Collateral
คือหลักทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกับเงินกู้ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งจะต้องมีการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์หรือหลักประกันเท่าไหร่ ด้วยวิธีการของแต่ละธนาคาร ส่วนใหญ่จะใ้้ช้เกณฑ์ของธนาคารเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากหลักประกันน้อยก็อาจจะส่งผลถึงเงินกู้ก็จะ้ต้องน้อยไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะธนาคารถือว่ามีความเสี่ยงสูง
C5 หรือ Condition
ก็คือเงื่อนไขสำคัญต่างๆ ของโครงการธุรกิจ ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทางทางตรงและทางอ้อม ซึ่งธนาคารอาจจะพิจารณาจากภาพรวมธุรกิจ ตลาด และคู่แข่งขัน รวมถึงการเข้าทำตลาดว่ามีความเป็นไปได้หรือสอดคล้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบันหรือไม่ ทั้งนี้อาจจะรวมไปถึงเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้งาน การให้บริการ รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ว่ามีความชัดเจนหรือไม่อย่างไร
C6 หรือ Country
คือ ทำเล สถานที่ตั้งหรือภูมิศาสตร์ ว่าอยู่ในสถานที่หรือทำเลที่ดีหรือไม่ มีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจนี้หรือไม่อย่างไร รวมไปถึง ความหนาแน่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คู่แข่งขัน สภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางสังคม การเมือง รวมถึงไปวัฒนธรรมพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร มีความสอดคล้องหรือเข้ากันได้กับโครงการธุรกิจหรือไม่อย่างไร
ซึ่งจากหลักการวิเคราะห์โอกาสการการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการธุรกิจ โดยธนาคารจะดูจากข้อมูลของแผนธุรกิจ หรือ Business Plan ของผู้ที่ยื่นกู้นั้นเอง หากผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจหรือทำโครงการธุรกิจใหม่ ถ้าไม่มีแผนธุรกิจ ก็อย่าหวังว่าจะได้เงินกู้จากธนาคารได้อย่างแน่นอน เพราะธนาคารส่วนใหญ่ถือเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อโครงการธุรกิจตามแผนธุรกิจ เป็นหลัก ซึ่งถือเป็นนโยบายของธนาคารส่วนใหญ่ และมีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้
จากที่กล่าวมาทั้งหมด การที่ SMEs มีความประสงค์ที่จะเริ่มต้นธุรกิจโดยการลงทุนทำธุรกิจและต้องการขอรับการสนับสนุนด้านสินเชื่อ ผู้ประกอบการ SMEs จึงมีความจำเป็นจะ้ต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมในเรื่องของ หลัก 6 C's เป็นสำคัญ เพราะถือว่าเป็น Key Success หรือ กุญแจแห่งความสำเร็จที่จะทำให้ SMEs กู้เิงินจากธนาคารได้ และที่สำัคัญ ควรเริ่มที่จะต้องวางแผนธุรกิจโดยการตระเตรียมข้อมูลตามโครงสร้างแผนธุรกิจ การเน้นรายละเอียดและการเตรียมพร้อมในด้าน 6 C's เพื่อตอบโจทย์ให้กับธนาคาร ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว โอกาสของการเริ่มต้นธุรกิจ โดยมีเงินทุนสนับสนุนจากธนาคาร ก็คงไม่ไกลเกินฝัน สำหรับ SMEs มือใหม่
โดย : SMEssmart.com
ปัจจุบันการเริ่มต้นธุรกิจของ เอสเอ็มอี โดยส่วนใหญ่ มีความจำเป็นที่ต้องการแสวงหาเงินมาลงทุนในธุรกิจ ซึ่งการหาทุนมาลงทุนในธุรกิจนั้น มีหลายวิธี แต่ วิธีที่ผู้ประกอบมักใ้ช้เป็นทางเลือกแรก ก็คือ การขอกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งต่อไปนี้จะขออธิบายถึงวิธีการที่จะหาเงินกู้จากธนาคารมาทำโครงการธุรกิจ โดยมีหลักการพิจารณาในด้านสินเชื่อและการนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อให้ได้เงินกู้จากธนาคาร
ซึ่งหลักการพิจารณาสินเชื่อธนาคารส่วนใหญ่จะพิจารณาสินเชื่อหรือเงินกู้แก่โครงการธุรกิจใดหรือไม่นั้น เข้ามีหลักการที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะกู้จากสถาบันการเงินไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากปัจจัยการดำเนินงานตามหลัก 6 C's อันประกอบไปด้วย
C1 หรือ Characteristic
พิจารณาคุณสมบัติของโครงการและตัวผู้กู้เงิน ว่ามีความน่าสนใจ รวมถึงโครงการธุรกิจมีความเป็นไปได้หรือไม่เพียงใด และมีเครดิตที่ดีพอหรือไม่
C2 หรือ Capacity
คือการวิเคราะห์ศักยภาพของธุรกิจว่ามีความสามารถที่จะหาเงินหรือรายได้จากการดำเนินโครงการธุรกิจ ได้มากน้อยเพียงใด มีความเหมาะสมกับความสามารถที่จะหาเงินมาชำระหนี้คืนธนาคารได้หรือไม่ เพียงใด
C3 หรือ Capital
คือการวิเคราะห์เกี่ยวกับมูลค่าโครงการและการใช้เงินลงทุนในโครงการธุรกิจ จากแผนการใช้จ่ายเงินลงทุน รวมถึงเงินที่ใช้จ่ายหมุนเวียนในธุรกิจ ว่ามีสัดส่วนการใช้เงินลงทุนที่เป็นส่วนของเจ้าของ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินกู้เป็นเท่าไหร่ ซึ่งหลักการนี้จะต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม
C4 หรือ Collateral
คือหลักทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกับเงินกู้ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งจะต้องมีการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์หรือหลักประกันเท่าไหร่ ด้วยวิธีการของแต่ละธนาคาร ส่วนใหญ่จะใ้้ช้เกณฑ์ของธนาคารเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากหลักประกันน้อยก็อาจจะส่งผลถึงเงินกู้ก็จะ้ต้องน้อยไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะธนาคารถือว่ามีความเสี่ยงสูง
C5 หรือ Condition
ก็คือเงื่อนไขสำคัญต่างๆ ของโครงการธุรกิจ ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทางทางตรงและทางอ้อม ซึ่งธนาคารอาจจะพิจารณาจากภาพรวมธุรกิจ ตลาด และคู่แข่งขัน รวมถึงการเข้าทำตลาดว่ามีความเป็นไปได้หรือสอดคล้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบันหรือไม่ ทั้งนี้อาจจะรวมไปถึงเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้งาน การให้บริการ รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ว่ามีความชัดเจนหรือไม่อย่างไร
C6 หรือ Country
คือ ทำเล สถานที่ตั้งหรือภูมิศาสตร์ ว่าอยู่ในสถานที่หรือทำเลที่ดีหรือไม่ มีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจนี้หรือไม่อย่างไร รวมไปถึง ความหนาแน่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คู่แข่งขัน สภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางสังคม การเมือง รวมถึงไปวัฒนธรรมพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร มีความสอดคล้องหรือเข้ากันได้กับโครงการธุรกิจหรือไม่อย่างไร
ซึ่งจากหลักการวิเคราะห์โอกาสการการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการธุรกิจ โดยธนาคารจะดูจากข้อมูลของแผนธุรกิจ หรือ Business Plan ของผู้ที่ยื่นกู้นั้นเอง หากผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจหรือทำโครงการธุรกิจใหม่ ถ้าไม่มีแผนธุรกิจ ก็อย่าหวังว่าจะได้เงินกู้จากธนาคารได้อย่างแน่นอน เพราะธนาคารส่วนใหญ่ถือเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อโครงการธุรกิจตามแผนธุรกิจ เป็นหลัก ซึ่งถือเป็นนโยบายของธนาคารส่วนใหญ่ และมีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้
จากที่กล่าวมาทั้งหมด การที่ SMEs มีความประสงค์ที่จะเริ่มต้นธุรกิจโดยการลงทุนทำธุรกิจและต้องการขอรับการสนับสนุนด้านสินเชื่อ ผู้ประกอบการ SMEs จึงมีความจำเป็นจะ้ต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมในเรื่องของ หลัก 6 C's เป็นสำคัญ เพราะถือว่าเป็น Key Success หรือ กุญแจแห่งความสำเร็จที่จะทำให้ SMEs กู้เิงินจากธนาคารได้ และที่สำัคัญ ควรเริ่มที่จะต้องวางแผนธุรกิจโดยการตระเตรียมข้อมูลตามโครงสร้างแผนธุรกิจ การเน้นรายละเอียดและการเตรียมพร้อมในด้าน 6 C's เพื่อตอบโจทย์ให้กับธนาคาร ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว โอกาสของการเริ่มต้นธุรกิจ โดยมีเงินทุนสนับสนุนจากธนาคาร ก็คงไม่ไกลเกินฝัน สำหรับ SMEs มือใหม่
โดย : SMEssmart.com
โดยปกติทั่วไป ธนาคารและสถาบันการเงินจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาวงเงินกู้จากวัตถุประสงค์ของการกู้ และความสามารถในการผ่อนชำระ โดยดูจากฐานะทางการเงิน อาชีพ รายได้ มูลค่าหลักทรัพย์ ฯลฯ
หลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเพียงหลักเกณฑ์เบื้องต้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินอาจไม่อนุมัติให้กู้เงินก็ได้ เนื่องจากผู้ขอกู้ติดปัญหาในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการขอกู้เงินจึงควรศึกษาเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการขอกู้
ปัญหา 10 ประการที่ทำให้กู้เงินไม่ผ่าน
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้หลายๆ คนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ พอจะสรุปได้ ดังนี้
- ผู้ขอกู้ไม่มีระบบบัญชีที่ชัดเจนและแน่นอน นั่นคือ เงินที่เข้าออกของกิจการไม่มีการจัดทำในรูปบัญชีอย่างชัดเจน เจ้าของกิจการบางราย เมื่อได้เงินมา ก็ใช้จ่ายเงินไป เจ้าของกิจการไม่มีการจดบันทึกสต็อกสินค้า รายรับ/รายจ่ายต่างๆ เพื่อรายงานกับนักการเงิน
- ผู้ขอกู้ไม่มีการจัดเก็บข้อมูล / ตัวเลขของกิจการไว้
- เป้าหมายของโครงการไม่ชัดเจน หรือเจ้าของกิจการตัดสินใจไม่แน่นอน เช่น ผู้ขอกู้ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนทำอะไร จำนวนเท่าใด
- ผู้ขอกู้ขาดหลักประกัน
- การขอกู้ขาดความเหมาะสม เช่น โครงสร้างการลงทุนไม่มีความเหมาะสม เป็นต้น
- ผู้ขอกู้ขาดข้อมูล เช่น บางรายการในโครงการยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ
- ผู้ขอกู้ขาดประสบการณ์ คือ ผู้ขอกู้ไม่มีผู้ร่วมงานที่มีประสบการณ์มาช่วยดำเนินธุรกิจ
- สัดส่วนการลงทุนไม่สมดุล เงินทุนจะมาจาก 2 ส่วน คือ เงินของกิจการและเงินกู้โดยทั่วไป อัตราส่วนเงินลงทุนสำหรับการขยายกิจการควรเป็น 50 : 50 แต่ถ้าเป็นกิจการใหม่ควรมีอัตราส่วนเงินลงทุน 70 : 30
- ผู้ขอกู้ขาดการชำระหนี้ นั่นคือ ผู้ขอกู้มีหนี้สินผูกพันอยู่ แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ขอกู้ต้องแสดงเหตุผลชัดเจน เพราะสถาบันการเงินจะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้
- ผู้ขอกู้ขาดหลักฐานในการกู้ ที่จะสามารถตรวจสอบได้
จะเห็นได้ว่าการอนุมัติวงเงินกู้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งรายได้ ฐานะทางการเงินและความสามารถในการผ่อนชำระ ผู้ประกอบการที่เริ่มทำธุรกิจ หรือขยายกิจการแล้ว ถ้าต้องการเงินลงทุน จึงควรตรวจสอบถึงปัญหาต่างๆ ในการขอกู้เงินตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น เพื่อให้การกู้ในครั้งนี้ผ่านได้ง่ายขึ้น
รูปภาพประกอบ
จาก dailynews
โดยปกติทั่วไป ธนาคารและสถาบันการเงินจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาวงเงินกู้จากวัตถุประสงค์ของการกู้ และความสามารถในการผ่อนชำระ โดยดูจากฐานะทางการเงิน อาชีพ รายได้ มูลค่าหลักทรัพย์ ฯลฯ
หลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเพียงหลักเกณฑ์เบื้องต้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินอาจไม่อนุมัติให้กู้เงินก็ได้ เนื่องจากผู้ขอกู้ติดปัญหาในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการขอกู้เงินจึงควรศึกษาเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการขอกู้
ปัญหา 10 ประการที่ทำให้กู้เงินไม่ผ่าน
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้หลายๆ คนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ พอจะสรุปได้ ดังนี้
- ผู้ขอกู้ไม่มีระบบบัญชีที่ชัดเจนและแน่นอน นั่นคือ เงินที่เข้าออกของกิจการไม่มีการจัดทำในรูปบัญชีอย่างชัดเจน เจ้าของกิจการบางราย เมื่อได้เงินมา ก็ใช้จ่ายเงินไป เจ้าของกิจการไม่มีการจดบันทึกสต็อกสินค้า รายรับ/รายจ่ายต่างๆ เพื่อรายงานกับนักการเงิน
- ผู้ขอกู้ไม่มีการจัดเก็บข้อมูล / ตัวเลขของกิจการไว้
- เป้าหมายของโครงการไม่ชัดเจน หรือเจ้าของกิจการตัดสินใจไม่แน่นอน เช่น ผู้ขอกู้ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนทำอะไร จำนวนเท่าใด
- ผู้ขอกู้ขาดหลักประกัน
- การขอกู้ขาดความเหมาะสม เช่น โครงสร้างการลงทุนไม่มีความเหมาะสม เป็นต้น
- ผู้ขอกู้ขาดข้อมูล เช่น บางรายการในโครงการยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ
- ผู้ขอกู้ขาดประสบการณ์ คือ ผู้ขอกู้ไม่มีผู้ร่วมงานที่มีประสบการณ์มาช่วยดำเนินธุรกิจ
- สัดส่วนการลงทุนไม่สมดุล เงินทุนจะมาจาก 2 ส่วน คือ เงินของกิจการและเงินกู้โดยทั่วไป อัตราส่วนเงินลงทุนสำหรับการขยายกิจการควรเป็น 50 : 50 แต่ถ้าเป็นกิจการใหม่ควรมีอัตราส่วนเงินลงทุน 70 : 30
- ผู้ขอกู้ขาดการชำระหนี้ นั่นคือ ผู้ขอกู้มีหนี้สินผูกพันอยู่ แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ขอกู้ต้องแสดงเหตุผลชัดเจน เพราะสถาบันการเงินจะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้
- ผู้ขอกู้ขาดหลักฐานในการกู้ ที่จะสามารถตรวจสอบได้
จะเห็นได้ว่าการอนุมัติวงเงินกู้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งรายได้ ฐานะทางการเงินและความสามารถในการผ่อนชำระ ผู้ประกอบการที่เริ่มทำธุรกิจ หรือขยายกิจการแล้ว ถ้าต้องการเงินลงทุน จึงควรตรวจสอบถึงปัญหาต่างๆ ในการขอกู้เงินตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น เพื่อให้การกู้ในครั้งนี้ผ่านได้ง่ายขึ้น
รูปภาพประกอบ
จาก dailynews