แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจแฟรนไชส์ แสดงบทความทั้งหมด

12/26/2558

เปิดโผ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2559 พร้อมแนะ SME ลุยตลาด AEC


โดยจากผลสำรวจของ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยผลสำรวจ 10 ธุรกิจ ดาวรุ่ง ดาวร่วง ในปี 2559 

จากการทำการสำรวจ 10 ธุรกิจ น่าสนใจ ดาวรุ่งและ 10 ธุรกิจ ดาวร่วง พบว่า  ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ , บูติคโฮเทล และสายการบินต้นทุนต่ำ คือ ธุรกิจดาวรุ่ง แต่สำหรับธุรกิจ รถทัวร์-รถไฟ , ร้านกาแฟสด รวมทั้ง ร้านบุฟเฟ่ต์ อย่างหมูกะทะ คือ ธุรกิจดาวร่วง ส่วนภาพรวมของธุรกิจ SMEs มองว่ายังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่ AEC 
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นทิศทางเศรษฐกิจ และการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2559 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME กว่า 580 รายทั่วประเทศ พบว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่มองแนวโน้มดีขึ้น คาดการณ์ว่ายอดขายโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 16.3% ซึ่งกลุ่มนี้สามารถปรับตัวได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าแนวโน้มจะแย่ลงนั้น มองว่ายอดขายเฉลี่ยจะลดลง 10.8%

โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ 63.2% ระบุว่า ผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 14.4% ดีกว่าที่คาดหวังไว้ โดยขณะที่ 22.4% มองว่าผลประกอบการจะใกล้เคียงที่คาดการณ์

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในปี 2559 พบว่า 34.6% ระบุว่าดีขึ้น 52.5% ใกล้เคียงกับปี 2558 และ อีก 12.9% แย่ลง โดย ใน ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเริ่มปรับตัวรับสภาพเศรษฐกิจได้แล้ว และเชื่อว่าปีหน้าผลประกอบการของตัวเองจะดีขึ้น หรืออย่างน้อยสามารถประคองตัวให้ใกล้เคียงกับปีนี้ได้

สำหรับ 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ประจำปี 2559 จะเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายและดีต่อสุขภาพ โดยจะเน้นที่ไปที่ความคุ้มค่าในสินค้าหรือบริการ และเป็นมิตรกับต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนตลาดออนไลน์ถือเป็นช่องทางตลาดที่โดดเด่นในปี 2559 เนื่องจากการเปิดใช้เทคโนโลยี 4จึงทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสะดวกและเร็วยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกันก็จะส่งผลถึงการแข่งขันในตลาดออนไลน์สูงขึ้นเช่นกัน มาดูกันว่าธุรกิจดาวรุ่ง ประกอบไปด้วยธุรกิจไหนที่น่าสนใจกันบ้าง

โดยธุรกิจดาวรุ่ง 10 อันดับแรก ในปี 2559 ประกอบด้วย

1. อาหารเพื่อสุขภาพ
2. บูติกโฮเต็ลโฮมสเตย์โรงแรมราคาประหยัด
3. สายการบินต้นทุนต่ำ
4. ร้านขายอุปกรณ์กีฬาออนไลน์
5. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
6. การสอนภาษาอังกฤษ
7. จักรยานและอุปกรณ์
8. การดูแลสุขภาพ
9. แอปพลิเคชันบนมือถือ และ
10. การขนส่งระยะสั้น / BTS / MRT

ส่วนธุรกิจดาวร่วง นั้นจากการประเมินธุรกิจแล้วส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการที่ธุรกิจได้เกิดขึ้นมากแล้วและไม่ตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มองว่าตลาดใกล้เต็ม หรือ มีผู้ประกอบเกิดขึ้นมากแล้ว จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางทั่วไป ทำให้ความน่าสนใจลดลง ไม่มีแรงจูงใจ เท่าที่ควร มาดูกันว่าธุรกิจดาวร่วง มีธุรกิจอะไรบ้าง    

ธุรกิจที่เป็นดาวร่วง 10 อันดับ ในปี 2559 ได้แก่

1. รถทัวร์/รถไฟ
2. ร้านกาแฟสด
3. ร้านบุฟเฟต์ราคาถูก (เช่น หมูกระทะ)
4. ร้านอินเทอร์เน็ต
5. เสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก
6. ร้านโชวห่วย
7. อาหารทะเลแปรรูป
8. สายการบินทั่วไป
9. ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ และ
10. ร้านขายโทรศัพท์มือถือมือสอง

สำหรับธุรกิจดาวร่วงนั้น ควรที่จะทำตลาดโดยเน้นไปที่ตลาดเฉพาะกลุ่มแบบเจาะจง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน เช่น การมุ่งเน้นไปที่ตลาดบน (ตลาดไฮเอนด์) หรือจับกลุ่มตลาดล่าง โดยเน้นไปที่สินค้าหรือบริการราคาถูก ซึ่งน่าจะทำให้ได้รับความนิยมมากกว่า


ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่มองแนวโน้มดีขึ้น คาดการณ์ว่ายอดขายโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 16.3% ซึ่งกลุ่มนี้สามารถปรับตัวได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าแนวโน้มจะแย่ลงนั้น มองว่ายอดขายเฉลี่ยจะลดลง 10.8%

สำหรับปี 2558 ผู้ประกอบการ 63.2% ระบุว่า ผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 14.4% ดีกว่าที่คาดหวังไว้ ขณะที่ 22.4% มองว่าผลประกอบการจะใกล้เคียงที่คาดการณ์ นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีสายงานวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า ผู้ประกอบการ คาดว่า แนวโน้มผลประกอบการในปี 2559 34.6% ระบุว่าดีขึ้น 52.5% ใกล้เคียงกับปี 2558 และ อีก 12.9% แย่ลง โดย ใน ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) เริ่มปรับตัวรับสภาพเศรษฐกิจได้แล้ว และเชื่อว่าปีหน้าผลประกอบการของตัวเองจะดีขึ้น หรืออย่างน้อยสามารถประคองตัวให้ใกล้เคียงกับปีนี้ได้

ในภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2559 คาดว่าจะมีอัตราเติบโต GDP อยู่ที่ 3.14% ส่วน GDP SME ปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.84% โดยการเติบโตของ GDP SME ยังต่ำกว่า GDP ประเทศ เหตุผลเพราะการฟื้นตัวของผู้ประกอบการระดับกลางและเล็กมักจะช้ากว่ารายใหญ่ ทำให้จะเห็นการฟื้นตัวจริงๆ ของ เอสเอ็มอี (SMEs) ในช่วงไตรมาส ปี 2559 หรือไปถึงไตรมาส ปี 2560 เป็นต้นไป

ในด้านปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับ เอสเอ็มอี (SMEs) ในปี 2559 คือ การขาดแรงงานฝีมือรุนแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง เท่า นักศึกษาจบใหม่ที่ออกมาจากภาคการศึกษาไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน เห็นได้จากภาษาอังกฤษที่ประเทศไทยด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์

ส่วนความพร้อมของเอสเอ็มอีไทย (SMEs Thaiในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2559 พบว่ามีผู้ประกอบการเพียง 11.4% เท่านั้น ที่ระบุว่าพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผู้ที่ยังไม่พร้อมคิดเป็น 75.2% และอีก 13.4% ไม่สนใจจะเตรียมความพร้อม โดยคาดว่า ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ถึง ปี เนื่องจาก การขาดความรู้เกี่ยวกับโอกาสทางการตลาดของอาเซียน ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า

ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2559 คือ

ธุรกิจที่เป็นดาวร่วง ปี 2559 คือ

2. ธุรกิจแปรรูปสินค้าการเกษตร จากราคาตกต่ำ และปัญหาภัยแล้ง ,
4. ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

โดยเน้นไปที่เทรนด์ธุรกิจความงามและสุขภาพสปา คือเทรนด์ธุรกิจที่ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจากนี้ไปอีก ปี และแนวโน้มธุรกิจโลจิสติกส์กำลังจะเป็นดาวรุ่ง

โดย : BisnesCafe.com | คาเฟ่ของคนรักธุรกิจ

เปิดโผ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2559 พร้อมแนะ SME ลุยตลาด AEC

เปิดโผ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2559 พร้อมแนะ SME ลุยตลาด AEC


โดยจากผลสำรวจของ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยผลสำรวจ 10 ธุรกิจ ดาวรุ่ง ดาวร่วง ในปี 2559 

จากการทำการสำรวจ 10 ธุรกิจ น่าสนใจ ดาวรุ่งและ 10 ธุรกิจ ดาวร่วง พบว่า  ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ , บูติคโฮเทล และสายการบินต้นทุนต่ำ คือ ธุรกิจดาวรุ่ง แต่สำหรับธุรกิจ รถทัวร์-รถไฟ , ร้านกาแฟสด รวมทั้ง ร้านบุฟเฟ่ต์ อย่างหมูกะทะ คือ ธุรกิจดาวร่วง ส่วนภาพรวมของธุรกิจ SMEs มองว่ายังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่ AEC 
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นทิศทางเศรษฐกิจ และการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2559 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME กว่า 580 รายทั่วประเทศ พบว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่มองแนวโน้มดีขึ้น คาดการณ์ว่ายอดขายโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 16.3% ซึ่งกลุ่มนี้สามารถปรับตัวได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าแนวโน้มจะแย่ลงนั้น มองว่ายอดขายเฉลี่ยจะลดลง 10.8%

โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ 63.2% ระบุว่า ผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 14.4% ดีกว่าที่คาดหวังไว้ โดยขณะที่ 22.4% มองว่าผลประกอบการจะใกล้เคียงที่คาดการณ์

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในปี 2559 พบว่า 34.6% ระบุว่าดีขึ้น 52.5% ใกล้เคียงกับปี 2558 และ อีก 12.9% แย่ลง โดย ใน ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเริ่มปรับตัวรับสภาพเศรษฐกิจได้แล้ว และเชื่อว่าปีหน้าผลประกอบการของตัวเองจะดีขึ้น หรืออย่างน้อยสามารถประคองตัวให้ใกล้เคียงกับปีนี้ได้

สำหรับ 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ประจำปี 2559 จะเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายและดีต่อสุขภาพ โดยจะเน้นที่ไปที่ความคุ้มค่าในสินค้าหรือบริการ และเป็นมิตรกับต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนตลาดออนไลน์ถือเป็นช่องทางตลาดที่โดดเด่นในปี 2559 เนื่องจากการเปิดใช้เทคโนโลยี 4จึงทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสะดวกและเร็วยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกันก็จะส่งผลถึงการแข่งขันในตลาดออนไลน์สูงขึ้นเช่นกัน มาดูกันว่าธุรกิจดาวรุ่ง ประกอบไปด้วยธุรกิจไหนที่น่าสนใจกันบ้าง

โดยธุรกิจดาวรุ่ง 10 อันดับแรก ในปี 2559 ประกอบด้วย

1. อาหารเพื่อสุขภาพ
2. บูติกโฮเต็ลโฮมสเตย์โรงแรมราคาประหยัด
3. สายการบินต้นทุนต่ำ
4. ร้านขายอุปกรณ์กีฬาออนไลน์
5. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
6. การสอนภาษาอังกฤษ
7. จักรยานและอุปกรณ์
8. การดูแลสุขภาพ
9. แอปพลิเคชันบนมือถือ และ
10. การขนส่งระยะสั้น / BTS / MRT

ส่วนธุรกิจดาวร่วง นั้นจากการประเมินธุรกิจแล้วส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการที่ธุรกิจได้เกิดขึ้นมากแล้วและไม่ตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มองว่าตลาดใกล้เต็ม หรือ มีผู้ประกอบเกิดขึ้นมากแล้ว จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางทั่วไป ทำให้ความน่าสนใจลดลง ไม่มีแรงจูงใจ เท่าที่ควร มาดูกันว่าธุรกิจดาวร่วง มีธุรกิจอะไรบ้าง    

ธุรกิจที่เป็นดาวร่วง 10 อันดับ ในปี 2559 ได้แก่

1. รถทัวร์/รถไฟ
2. ร้านกาแฟสด
3. ร้านบุฟเฟต์ราคาถูก (เช่น หมูกระทะ)
4. ร้านอินเทอร์เน็ต
5. เสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก
6. ร้านโชวห่วย
7. อาหารทะเลแปรรูป
8. สายการบินทั่วไป
9. ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ และ
10. ร้านขายโทรศัพท์มือถือมือสอง

สำหรับธุรกิจดาวร่วงนั้น ควรที่จะทำตลาดโดยเน้นไปที่ตลาดเฉพาะกลุ่มแบบเจาะจง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน เช่น การมุ่งเน้นไปที่ตลาดบน (ตลาดไฮเอนด์) หรือจับกลุ่มตลาดล่าง โดยเน้นไปที่สินค้าหรือบริการราคาถูก ซึ่งน่าจะทำให้ได้รับความนิยมมากกว่า


ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่มองแนวโน้มดีขึ้น คาดการณ์ว่ายอดขายโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 16.3% ซึ่งกลุ่มนี้สามารถปรับตัวได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าแนวโน้มจะแย่ลงนั้น มองว่ายอดขายเฉลี่ยจะลดลง 10.8%

สำหรับปี 2558 ผู้ประกอบการ 63.2% ระบุว่า ผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 14.4% ดีกว่าที่คาดหวังไว้ ขณะที่ 22.4% มองว่าผลประกอบการจะใกล้เคียงที่คาดการณ์ นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีสายงานวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า ผู้ประกอบการ คาดว่า แนวโน้มผลประกอบการในปี 2559 34.6% ระบุว่าดีขึ้น 52.5% ใกล้เคียงกับปี 2558 และ อีก 12.9% แย่ลง โดย ใน ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) เริ่มปรับตัวรับสภาพเศรษฐกิจได้แล้ว และเชื่อว่าปีหน้าผลประกอบการของตัวเองจะดีขึ้น หรืออย่างน้อยสามารถประคองตัวให้ใกล้เคียงกับปีนี้ได้

ในภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2559 คาดว่าจะมีอัตราเติบโต GDP อยู่ที่ 3.14% ส่วน GDP SME ปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.84% โดยการเติบโตของ GDP SME ยังต่ำกว่า GDP ประเทศ เหตุผลเพราะการฟื้นตัวของผู้ประกอบการระดับกลางและเล็กมักจะช้ากว่ารายใหญ่ ทำให้จะเห็นการฟื้นตัวจริงๆ ของ เอสเอ็มอี (SMEs) ในช่วงไตรมาส ปี 2559 หรือไปถึงไตรมาส ปี 2560 เป็นต้นไป

ในด้านปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับ เอสเอ็มอี (SMEs) ในปี 2559 คือ การขาดแรงงานฝีมือรุนแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง เท่า นักศึกษาจบใหม่ที่ออกมาจากภาคการศึกษาไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน เห็นได้จากภาษาอังกฤษที่ประเทศไทยด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์

ส่วนความพร้อมของเอสเอ็มอีไทย (SMEs Thaiในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2559 พบว่ามีผู้ประกอบการเพียง 11.4% เท่านั้น ที่ระบุว่าพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผู้ที่ยังไม่พร้อมคิดเป็น 75.2% และอีก 13.4% ไม่สนใจจะเตรียมความพร้อม โดยคาดว่า ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ถึง ปี เนื่องจาก การขาดความรู้เกี่ยวกับโอกาสทางการตลาดของอาเซียน ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า

ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2559 คือ

ธุรกิจที่เป็นดาวร่วง ปี 2559 คือ

2. ธุรกิจแปรรูปสินค้าการเกษตร จากราคาตกต่ำ และปัญหาภัยแล้ง ,
4. ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

โดยเน้นไปที่เทรนด์ธุรกิจความงามและสุขภาพสปา คือเทรนด์ธุรกิจที่ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจากนี้ไปอีก ปี และแนวโน้มธุรกิจโลจิสติกส์กำลังจะเป็นดาวรุ่ง

โดย : BisnesCafe.com | คาเฟ่ของคนรักธุรกิจ

10/11/2558



บิสเนสคาเฟ่ดอทคอม ศูนย์รวมธุรกิจ เอสเอ็มอี (SME) 
และ แฟรนไชส์ (Franchise) ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวธุรกิจที่มีเนื้อหา สาระและมีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข่าวสาร บทความธุรกิจ เกร็ดความรู้ เคล็ดลับ ไอเดียธุรกิจ เพื่อนำเสนอในแง่มุมต่างๆ ที่หลากหลาย ให้แก่ 
ผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอี SMEs และ แฟรนไชส์ Franchise รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป ได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุนทำธุรกิจ หรือนำไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถนำพาธุรกิจให้เจริญเติบโตและมั่นคงต่อไปได้ในอนาคต  
เรายังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแนะนำธุรกิจ ทำการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ นำเสนอบทความธุรกิจ บทความแนะนำธุรกิจ แนะนำผลิตภัณฑ์ การลงโฆษณาแบนเนอร์ (Banner) หรือลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ (PR) ข่าวกิจกรรม (Event) ข่าวส่งเสริมการขาย (Promotion) รวมทั้งภาพข่าว เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและสร้างให้เกิดกระแสตอบรับที่ดีต่อธุรกิจ การประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านหน้า สารบัญธุรกิจ (Directory) ที่มีการแบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น ธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) และ แฟรนไชส์ (Franchise) สามารถประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ด้วยการแสดงรูปโลโก้บริษัท ชื่อบริษัท ลงรูปธุรกิจ เนื้อหาธุรกิจ ลงรายละเอียดของสินค้าและบริการ ข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ลง Link ธุรกิจ มีกล่องรับความคิดเห็น เพื่อใช้ในการโต้ตอบทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเรายังเป็นเว็บสื่อกลางในการรับข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจฟรี ผ่านช่องทางการสมัครสมาชิก โดยสามารถเข้าไปลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจฟรี แบบไม่มีเงื่อนไข หรือสามารถส่งข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ แนะนำธุรกิจผ่านช่องทางอีเมล์ bisnescafe@gmail.com ได้อีกหนึ่งช่องทาง สามารถแนะนำ บทความ บทสัมภาษณ์  ข่าวสารธุรกิจ ภาพข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวกิจกรรม
เราเปิดโอกาสให้แก่ธุรกิจ หรือหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ไม่หวังผลกำไร สามารถส่งข่าวสารประชาสัมพันธ์ เข้ามาลงโฆษณาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมงานกุศล กิจกรรมช่วยรณรงค์ กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ กิจกรรมช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯ และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาได้ที่ อีเมล์ , พร้อมบอกลายละเอียด กำหนดการ เพื่อให้ทำการประชาสัมพันธ์ต่อไป
"ในส่วนของประโยชน์ในแง่ด้านการตลาดและการขาย เราจะทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อเครือข่ายธุรกิจให้กลายเป็นกลุ่มการค้าระดับประเทศ เป็นแหล่งแนะนำธุรกิจ ประชาสัมพันธ์ธุรกิจ จับคู่ธุรกิจให้เกิดการรวมกลุ่มการค้าในประเทศ ทั้งภาคธุรกิจ SMEs และธุรกิจแฟรนไชส์ ในการที่จะเข้าไปแข่งขันในตลาดอาเซียน AEC ได้อย่างเข้มแข็ง สร้างอำนาจการต่อรองให้เกิดแก่กลุ่มเครือข่ายธุรกิจที่เป็นของคนไทย เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป สมดังคำสโลแกนที่ว่า "คนไทย ไม่แพ้ใครในเวทีโลก"
ท้ายนี้ ทีมงาน Bisnescafe.com หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางเล็กๆ ที่จะได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้แก่สังคม ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ทางทีมงานขอน้อมรับด้วยความเต็มใจ และหากผิดพลาดประการใด ขอได้โปรดให้อภัยแก่ทีมงานด้วย 
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลา แวะเวียนเข้ามาเยี่ยม เข้ามาอ่าน เข้ามาเขียน เข้ามาแนะนำก็ดี สิ่งละอันพันละน้อยนี้ จะเป็นกำลังใจแก่ทีมงาน เพื่อมุ่งพัฒนาและนำเสนอแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ต่อไปในภาคหน้า …จนกว่าวันสุดท้ายจะมาถึง
ทีมงาน Bisnescafe.com
T. Tinthanakit
 

Bisnescafe.com | บิสเนสคาเฟ่ เว็บศูนย์รวม ธุรกิจ เอสเอ็มอี SMEs แฟรนไชส์ Franchise อันดับหนึ่งของเมืองไทย ที่ให้คุณได้มากกว่า



บิสเนสคาเฟ่ดอทคอม ศูนย์รวมธุรกิจ เอสเอ็มอี (SME) 
และ แฟรนไชส์ (Franchise) ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวธุรกิจที่มีเนื้อหา สาระและมีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข่าวสาร บทความธุรกิจ เกร็ดความรู้ เคล็ดลับ ไอเดียธุรกิจ เพื่อนำเสนอในแง่มุมต่างๆ ที่หลากหลาย ให้แก่ 
ผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอี SMEs และ แฟรนไชส์ Franchise รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป ได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุนทำธุรกิจ หรือนำไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถนำพาธุรกิจให้เจริญเติบโตและมั่นคงต่อไปได้ในอนาคต  
เรายังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแนะนำธุรกิจ ทำการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ นำเสนอบทความธุรกิจ บทความแนะนำธุรกิจ แนะนำผลิตภัณฑ์ การลงโฆษณาแบนเนอร์ (Banner) หรือลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ (PR) ข่าวกิจกรรม (Event) ข่าวส่งเสริมการขาย (Promotion) รวมทั้งภาพข่าว เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและสร้างให้เกิดกระแสตอบรับที่ดีต่อธุรกิจ การประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านหน้า สารบัญธุรกิจ (Directory) ที่มีการแบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น ธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) และ แฟรนไชส์ (Franchise) สามารถประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ด้วยการแสดงรูปโลโก้บริษัท ชื่อบริษัท ลงรูปธุรกิจ เนื้อหาธุรกิจ ลงรายละเอียดของสินค้าและบริการ ข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ลง Link ธุรกิจ มีกล่องรับความคิดเห็น เพื่อใช้ในการโต้ตอบทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเรายังเป็นเว็บสื่อกลางในการรับข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจฟรี ผ่านช่องทางการสมัครสมาชิก โดยสามารถเข้าไปลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจฟรี แบบไม่มีเงื่อนไข หรือสามารถส่งข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ แนะนำธุรกิจผ่านช่องทางอีเมล์ bisnescafe@gmail.com ได้อีกหนึ่งช่องทาง สามารถแนะนำ บทความ บทสัมภาษณ์  ข่าวสารธุรกิจ ภาพข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวกิจกรรม
เราเปิดโอกาสให้แก่ธุรกิจ หรือหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ไม่หวังผลกำไร สามารถส่งข่าวสารประชาสัมพันธ์ เข้ามาลงโฆษณาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมงานกุศล กิจกรรมช่วยรณรงค์ กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ กิจกรรมช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯ และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาได้ที่ อีเมล์ , พร้อมบอกลายละเอียด กำหนดการ เพื่อให้ทำการประชาสัมพันธ์ต่อไป
"ในส่วนของประโยชน์ในแง่ด้านการตลาดและการขาย เราจะทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อเครือข่ายธุรกิจให้กลายเป็นกลุ่มการค้าระดับประเทศ เป็นแหล่งแนะนำธุรกิจ ประชาสัมพันธ์ธุรกิจ จับคู่ธุรกิจให้เกิดการรวมกลุ่มการค้าในประเทศ ทั้งภาคธุรกิจ SMEs และธุรกิจแฟรนไชส์ ในการที่จะเข้าไปแข่งขันในตลาดอาเซียน AEC ได้อย่างเข้มแข็ง สร้างอำนาจการต่อรองให้เกิดแก่กลุ่มเครือข่ายธุรกิจที่เป็นของคนไทย เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป สมดังคำสโลแกนที่ว่า "คนไทย ไม่แพ้ใครในเวทีโลก"
ท้ายนี้ ทีมงาน Bisnescafe.com หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางเล็กๆ ที่จะได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้แก่สังคม ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ทางทีมงานขอน้อมรับด้วยความเต็มใจ และหากผิดพลาดประการใด ขอได้โปรดให้อภัยแก่ทีมงานด้วย 
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลา แวะเวียนเข้ามาเยี่ยม เข้ามาอ่าน เข้ามาเขียน เข้ามาแนะนำก็ดี สิ่งละอันพันละน้อยนี้ จะเป็นกำลังใจแก่ทีมงาน เพื่อมุ่งพัฒนาและนำเสนอแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ต่อไปในภาคหน้า …จนกว่าวันสุดท้ายจะมาถึง
ทีมงาน Bisnescafe.com
T. Tinthanakit
 

8/03/2558



ธุรกิจแฟรนไชส์ และ การทำธุรกิจแฟรนไชส์ ให้ประสบความสำเร็จ นั้น เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน และเข้าใจธุรกิจแฟรนไชส์มากขึ้น จึงได้แยกคำศัพท์ออกมา เพราะมีอยู่หลายคำ ที่น่าสนใจและจำเป็นต้องรู้ ถ้าหากคิดที่จะเข้ามาทำธุรกิจแฟรนไชส์ รวมไปถึงค่าธรรมเนียมต่างๆที่ต้องจ่ายนั้น เขาเรียกว่าอะไรกันแน่ ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับคำศัพท์ต่างๆ ก่อน
แฟรนไชส์ซิ่ง ( Franchising ) 
การที่เจ้าของสิทธิ ( Franchisor )  ตกลงอนุญาตให้ผู้รับสิทธิ ( Franchisee ) ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ การค้า การบริหาร และระบบธุรกิจ ซึ่งเจ้าของสิทธิเป็นผู้พัฒนาขึ้น ผู้รับสิทธิจะต้องดำเนินธุรกิจ ตามรูปแบบและระบบธุรกิจของเจ้าของสิทธิ และจ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าของสิทธิ
แฟรนไชส์ ( Franchise )
คือ ระบบธุรกิจที่ประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
  1. จะต้องมีเจ้าของสิทธิ ผู้ถ่ายทอดวิทยาการ การทำธุรกิจทุกอย่างให้กับผู้รับสิทธิ อย่างใกล้ชิด
  2. ผู้รับสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้ชื่อการค้า เป็นค่าธรรมเนียมเริ่มแรก (Franchise Fee)
  3. ผู้รับสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ ( Royalty Fee )
แฟรนไชส์ซอร์ ( Franchisor )
เจ้าของสิทธิ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นวิธีการทำธุรกิจ จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้ขายสิทธิการดำเนินกิจการ ขายชื่อการค้าของตนเอง ให้แก่ผู้อื่น เช่น เชสเตอร์กริลล์ เป็นผู้คิดค้นร้านอาหารประเภท ไก่ย่าง และสูตรอาหาร มีรูปแบบ การจัดร้าน การจัดการเฉพาะตัว จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แล้วขายระบบทั้งหมดให้แก่ผู้อื่น บริษัทของเชสเตอร์กริลล์ อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของสิทธิ และเป็นผู้ขายแฟรนไชส์ให้ผู้อื่น เรียกว่า แฟรนไชส์ซอล หรือกรณีที่ 7-อีเลฟเว่น บริษัท ซีพี ซื้อแฟรนไชส์  มาจากต่างประเทศ แล้วมาพัฒนาขายแฟรนไชส์ให้แก่รายย่อยอีกต่อหนึ่ง บริษัท ซีพี 7- อีเลฟเว่น มีฐานะเป็นแฟรนไชส์ซอล พูดง่ายๆก็คือ แฟรนไชส์ซอล เป็นผู้ขายแฟรนไชส์ นั่นเอง
แฟรนไชส์ซี ( Franchisee )
ผู้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจตามระบบที่เจ้าของสิทธิได้จัดเตรียมไว้ รวมทั้งได้ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าเดียวกัน โดยที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการให้สิทธิอันนั้น รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทนตามผลประกอบการด้วย ซึ่งก็คือผู้ซื้อแฟรนไชส์นั่นเอง
แฟรนไชส์ฟี ( Franchise Fee ) 
ค่าตอบแทนที่เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน จะจ่ายก่อนเริ่มดำเนินงาน หรือเรียกว่า ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ซึ่งถือว่าเป็นการจ่ายค่าสิทธิต่างๆ ให้แก่บริษัทแม่
รอยัลตี้ฟี ( Royalty Fee ) 
เป็นค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนของผลการดำเนินงาน อาจจะเรียกเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน หรือต่อปี จากยอดขาย หรือบางที ก็อาจจะเก็บจากยอดสั่งซื้อสินค้าก็มี
Advertising Fee
ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนของการดำเนินงาน เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณา ในส่วนนี้แฟรนไชส์ซอล อาจจะเรียกเก็บหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน
Franchise Package Fee
ค่าตอบแทนในระบบ หรือเทคนิคต่างๆ (เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกรวมๆ ถ้าพูดเมื่อไหร่ ก็ให้เข้าใจว่าหมายถึง ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์  ค่าอบรม ฯลฯ รวมเบ็ดเสร็จอยู่ในคำๆ เดียว )
Sub – Franchise / Individual Franchise 
ผู้รับสิทธิรายย่อย แบบตัวต่อตัว จากผู้ที่ได้รับสิทธิ หรือผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิ ซึ่งอาจจะได้รับสิทธิในการเปิดกิจการแบบ
  • Single unit Franchise หมายถึง สิทธิในการเปิดดำเนินธุรกิจได้เพียง 1 แห่ง
  • Multi unit Franchise  หมายถึง สิทธิในการเปิดดำเนินธุรกิจ ได้หลายแห่ง
ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น แฟรนไชส์ซี คนที่1 ทำสัญญากับบริษัทแม่ เพื่อเปิดสาขา แฟรนไชส์ โดยในข้อตกลงกำหนดให้เปิดสาขาได้เพียง 1 แห่งเท่านั้น การให้สิทธิลักษณะนี้ คือ Single unit ในขณะที่แฟรนไชส์ซี คนที่ 2 ก็ซื้อแฟรนไชส์เหมือนกัน แต่ได้รับสิทธิในการเปิดสาขา ได้มากกว่า 1 แห่ง การให้สิทธิลักษณะนี้ คือ Multi unit แต่ยังไงๆทั้งคู่ก็ไม่มีสิทธิที่จะขายแฟรนไชส์ต่อให้กับคนอื่น ไปเปิดสาขาได้ นอกจากจะเปิดเองเท่านั้น
Sub – Area License / Development Franchise

สิทธิแฟรนไชส์แบบพัฒนาอาณาเขต แฟรนไชส์ซอล จะให้สิทธิในการขยายกิจการ แก่แฟรนไชส์ซี ภายในอาณาเขต และระยะเวลา ที่กำหนด เช่น ตันตราภัณฑ์  เป็น Sub – Area ของ 7-อีเลฟเว่น ที่มีสิทธิเปิดร้าน 7-อีเลฟเว่น ครอบคลุมในพื้นที่ภาคเหนือ ในเขตจังหวัดที่ตกลงกันไว้ หรือ เอเอ็ม/พีเอ็ม มีห้างแฟรี่แลนด์ เป็น Sub – Area  License  ที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งสามารถขยายกิจการได้มากถึง 10 สาขาในจังหวัดนครสวรรค์
Master Franchise
ผู้ที่ได้รับสิทธิ จากบริษัทแม่ให้ดำเนินธุรกิจเป็นรายแรกในประเทศหนึ่ง และมักจะเป็นรายใหญ่ ที่จะต้องทำการขยายสาขาออกไปให้ทั่วประเทศ ผู้ที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ นี้ จะได้รับการถ่ายทอดในเรื่องการบริหารในระดับที่สูงขึ้น
เมื่อทราบถึงคำศัพท์ต่างๆ ของแฟรนไชส์พอสมควรแล้ว เราลองมาเรียนรู้กฏกติกามารยาทของ แฟรนไชส์ดูว่า  จะช่วยให้เข้าใจแฟรนช์ไชส์ได้อีกมากน้อยแค่ไหน
กฏข้อที่ 1  แฟรนไชส์เหมือนคู่สมรสกัน
กฏข้อนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง FRANCHISOR ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันเพื่อร่วมกันทำธุรกิจภายใต้แผนงานของแฟรนไชส์  ซึ่ง FRANCHISEE จะตอบแทนในรูปของการชำระค่าสิทธิ คือ FRANCHISE FEE  และ ROYALTY  FEE ซึ่งดูเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนกันทางธุรกิจ   แต่ที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของแฟรนไชส์ควรเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบของความเข้าใจกัน   ความเห็นใจซึ่งกันและกันมากกว่าจะคิดถึงผลประโยชน์ของกันและกัน เพราะความสัมพันธ์ที่มุ่งผลประโยชน์จะไม่ยืนนาน   พอขัดกันที่ผลประโยชน์  ความสัมพันธ์จะขาดสะบั้นลง   และติดตามมาด้วยการฟ้องร้องต่อศาลหรืออย่างน้อยๆ ก็จะไม่มองหน้ากัน  ดังนั้นแฟรนไชส์ควรคำนึงถึงความชอบพอกันก่อน   เวลาจะเลือกแฟรนไชส์อย่าเพิ่งพูดถึงผลประโยชน์  ให้เปิดใจคุยกันก่อนว่า  คุณเป็นใคร  มีความรู้ความสามารถแค่ไหน  มีเงินลงทุนหรือไม่  ทำไมจึงอยากทำธุรกิจของเรา  นิสัยเป็นอย่างไร  ทั้งสองฝ่ายต้องศึกษากันให้ดีก่อน  เมื่อเข้าใจกันแล้วจึงค่อยคุยกันเรื่องธุรกิจ  ทำอย่างนี้ความสัมพันธ์จึงจะยาวนานเหมือนทั้งสองฝ่ายเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน  จึงจะทำให้แฟรนไชส์นั้นประสบความสำเร็จทั้งคู่เหมือนการเลือกคู่ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องดูใจกันในระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน  ไม่ใช่มองแต่เงินว่า  ใครมีเท่าไหร่  ใครจะจ่ายเท่าไหร่  ผลประโยชน์ข้างหน้าเอาแต่เงินทุกอย่าง  แฟรนไชส์แบบนี้จะอยู่ได้ไม่นานครับ
ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับแฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวเมืองไทยซึ่งเจ้าของขายลูกชิ้นอยู่  เมื่อมีคนมาขอซื้อลูกชิ้นไปทำก๋วยเตี๋ยวก็ให้  คิดเงินบ้างไม่คิดบ้างอาศัยช่วยๆ กันไปจนมีหลายร้อยสาขา   อย่างนี้จึงจะคบกันยืด  ไม่ใช่คุยแต่ผลประโยชน์  บางทีขายก๋วยเตี๋ยวแต่ทำในรูปแบบแชร์ลูกโซ่  เก็บเงินเท่านี้  ผลตอบแทนเท่านี้  ดูเปอร์เซ็นแล้วกว่า 300 เปอร์เซ็นต่อเดือน  พอคนแห่ลงทุนก็ปิดหนีไปเลย  อย่างนี้แหละครับ แฟรนไชส์ที่มองแต่ผลประโยชน์  มักไปไม่ค่อยไกล
กฏข้อที่ 2  แฟรนไชส์ต้องยุติธรรมทั้งสองฝ่าย
แฟรนไชส์ที่ดีต้องคำนวณผลได้ผลเสียให้เรียบร้อยในรูปแบบการแบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว
แฟรนไชส์ฟรีค่าธรรมเนียมรายเดือน  เมื่อคุยกันแล้ว Franchisee ตกลงใจที่จะทำ  ผลประโยชน์นั้นก็จะเกิดความยุติธรรมทุกฝ่าย  ดังนั้น ตัวเลขการลงทุนต้องแม่นยำมาก   Franchisor ควรมีสาขามากพอที่จะแน่ใจว่าแผนการตลาดทำรายได้เข้าเป้าทุกสาขา  และตัวเลขการลงทุนแม่นยำพอ   และระยะเวลาคืนทุนควรอยู่ในระยะเวลาของอายุสัญญาที่ทำกันก็จะทำให้ผู้ลงทุนไม่ผิดหวังกับการลงทุนเพราะการที่ Franchisee ซื้อแฟรนไชส์ก็เพราะต้องการลงทุน และมั่นใจกับธุรกิจที่ลงทุนว่าตัวเลขถูกต้อง  ก็จะประสบความสำเร็จทั้งสองฝ่าย  จำไว้เลยว่าผลงานของ Franchisor คือ ความสำเร็จของ Franchisee นั่นเอง
หลังจากรู้กฏไปเบื้องต้นแล้วลองมาดูข้อได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ที่จะทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์บ้างว่าเป็นอย่างไรครับ  ฉบับนี้ขอเสนอด้านผู้ให้สิทธิก่อน คือ  Franchisor ครับ
ข้อได้เปรียบของผู้ให้สิทธิ์
  1. ช่องทางการทำรายได้ในเขตต่างๆมากขึ้น ซึ่งบริษัท Franchisor ไม่สามารถทำได้เอง  โดยไม่ต้องเปลืองทรัพยากรด้านการจัดการและการเงิน
  2. ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องคน สามารถมุ่งในด้านการจัดการอื่นๆเช่นวิจัยและออกแบบ(Research &Design) พัฒนาระบบ,การตลาด,การจัดหาสินค้า,การฝึกอบรม ฯลฯ รวมทั้งสามารถ  มุ่งความสนใจในการแก้ปัญหาในพื้นที่เฉพาะเขต
  3. สามารถกระจายสินค้าได้กว้างขวางขึ้นและมั่นใจได้ว่ามีร้านค้าสำหรับกระจายสินค้า และบริการสู่ตลาด
  4. โปรแกรมของ Franchise บางชนิดมีความสามารถในการรับผิดชอบลูกค้าในระดับประเทศได้
  5. ระบบ Franchiseสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจนั้นได้
  6. ระบบ  Franchise คืออีกวิธีหนึ่งในการขยายธุรกิจ โดยที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจนั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  มีผลกำไรที่พอสมควร
  7. มีโอกาสได้ผู้บริหารที่ดีในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง
  8. องค์กรธุรกิจที่มีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในด้านต่างๆ เพียงจำนวนหนึ่ง  ก็สามารถจัดการและดำเนินธุรกิจในเครือข่าย  Franchise ได้แล้ว
  9. สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการลงทุนมาก
  10. การให้ผู้รับสิทธิ์เป็นผู้ลงทุนในการทำธุรกิจมีส่วนช่วยจูงใจให้ผู้รับสิทธิ์สามารถทำธุรกิจนั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงผลสำเร็จของระบบ   Franchise ด้วย
  11. ในขณะที่ Franchise  กำลังเติบโตยิ่งขึ้น   การรวมกลุ่มพลังในการจัดซื้อจะยิ่งอำนวยประโยชน์และกำลังในการจัดซื้อมากขึ้น
  12. Franchisee มักจะเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งรู้จักสภาพตลาดท้องถิ่นดีกว่า
ข้อเสียเปรียบของผู้ให้สิทธิ์
  1. ผลเสียที่สำคัญอย่างมากอย่างหนึ่งคืออาจจะทำให้ผู้ให้สิทธิ์ไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานในเครือข่ายได้
  2. ผู้ให้สิทธิ์จะต้องแน่ใจว่ามาตรฐานของสินค้าและบริการในระบบFranchiseจะคงความเป็นมาตรฐานเดียวกัน
  3. ความยากลำบากในการหา Franchisee ได้ตามคุณสมบัติที่ต้องการ
  4. หน่วยที่บริษัทเป็นเจ้าของสามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้มากกว่าหน่วยที่เป็นFranchiseหรือในทางกลับกัน
  5. ผู้รับสิทธิ์อาจจะไม่เปิดเผยรายรับที่แท้จริง    ซึ่งเป็นพื้นฐานของค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้สิทธิ์
  6. Franchise ที่เป็นระบบดี  เมื่อพบกับผู้ให้สิทธิ์ที่ไม่ดี  อาจพบกับการขัดแย้ง (ผู้รับสิทธิ์รวมหัวกันไม่จ่ายค่า  Fee )
  7. ปัญหาที่เกิดจากสัมพันธภาพในการทำงานกับผู้รับสิทธิ์

เลือกทำแฟรนไชส์ ต้องรู้จักธุรกิจแฟรนไชส์ Franchise



ธุรกิจแฟรนไชส์ และ การทำธุรกิจแฟรนไชส์ ให้ประสบความสำเร็จ นั้น เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน และเข้าใจธุรกิจแฟรนไชส์มากขึ้น จึงได้แยกคำศัพท์ออกมา เพราะมีอยู่หลายคำ ที่น่าสนใจและจำเป็นต้องรู้ ถ้าหากคิดที่จะเข้ามาทำธุรกิจแฟรนไชส์ รวมไปถึงค่าธรรมเนียมต่างๆที่ต้องจ่ายนั้น เขาเรียกว่าอะไรกันแน่ ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับคำศัพท์ต่างๆ ก่อน
แฟรนไชส์ซิ่ง ( Franchising ) 
การที่เจ้าของสิทธิ ( Franchisor )  ตกลงอนุญาตให้ผู้รับสิทธิ ( Franchisee ) ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ การค้า การบริหาร และระบบธุรกิจ ซึ่งเจ้าของสิทธิเป็นผู้พัฒนาขึ้น ผู้รับสิทธิจะต้องดำเนินธุรกิจ ตามรูปแบบและระบบธุรกิจของเจ้าของสิทธิ และจ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าของสิทธิ
แฟรนไชส์ ( Franchise )
คือ ระบบธุรกิจที่ประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
  1. จะต้องมีเจ้าของสิทธิ ผู้ถ่ายทอดวิทยาการ การทำธุรกิจทุกอย่างให้กับผู้รับสิทธิ อย่างใกล้ชิด
  2. ผู้รับสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้ชื่อการค้า เป็นค่าธรรมเนียมเริ่มแรก (Franchise Fee)
  3. ผู้รับสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ ( Royalty Fee )
แฟรนไชส์ซอร์ ( Franchisor )
เจ้าของสิทธิ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นวิธีการทำธุรกิจ จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้ขายสิทธิการดำเนินกิจการ ขายชื่อการค้าของตนเอง ให้แก่ผู้อื่น เช่น เชสเตอร์กริลล์ เป็นผู้คิดค้นร้านอาหารประเภท ไก่ย่าง และสูตรอาหาร มีรูปแบบ การจัดร้าน การจัดการเฉพาะตัว จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แล้วขายระบบทั้งหมดให้แก่ผู้อื่น บริษัทของเชสเตอร์กริลล์ อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของสิทธิ และเป็นผู้ขายแฟรนไชส์ให้ผู้อื่น เรียกว่า แฟรนไชส์ซอล หรือกรณีที่ 7-อีเลฟเว่น บริษัท ซีพี ซื้อแฟรนไชส์  มาจากต่างประเทศ แล้วมาพัฒนาขายแฟรนไชส์ให้แก่รายย่อยอีกต่อหนึ่ง บริษัท ซีพี 7- อีเลฟเว่น มีฐานะเป็นแฟรนไชส์ซอล พูดง่ายๆก็คือ แฟรนไชส์ซอล เป็นผู้ขายแฟรนไชส์ นั่นเอง
แฟรนไชส์ซี ( Franchisee )
ผู้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจตามระบบที่เจ้าของสิทธิได้จัดเตรียมไว้ รวมทั้งได้ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าเดียวกัน โดยที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการให้สิทธิอันนั้น รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทนตามผลประกอบการด้วย ซึ่งก็คือผู้ซื้อแฟรนไชส์นั่นเอง
แฟรนไชส์ฟี ( Franchise Fee ) 
ค่าตอบแทนที่เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน จะจ่ายก่อนเริ่มดำเนินงาน หรือเรียกว่า ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ซึ่งถือว่าเป็นการจ่ายค่าสิทธิต่างๆ ให้แก่บริษัทแม่
รอยัลตี้ฟี ( Royalty Fee ) 
เป็นค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนของผลการดำเนินงาน อาจจะเรียกเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน หรือต่อปี จากยอดขาย หรือบางที ก็อาจจะเก็บจากยอดสั่งซื้อสินค้าก็มี
Advertising Fee
ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนของการดำเนินงาน เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณา ในส่วนนี้แฟรนไชส์ซอล อาจจะเรียกเก็บหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน
Franchise Package Fee
ค่าตอบแทนในระบบ หรือเทคนิคต่างๆ (เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกรวมๆ ถ้าพูดเมื่อไหร่ ก็ให้เข้าใจว่าหมายถึง ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์  ค่าอบรม ฯลฯ รวมเบ็ดเสร็จอยู่ในคำๆ เดียว )
Sub – Franchise / Individual Franchise 
ผู้รับสิทธิรายย่อย แบบตัวต่อตัว จากผู้ที่ได้รับสิทธิ หรือผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิ ซึ่งอาจจะได้รับสิทธิในการเปิดกิจการแบบ
  • Single unit Franchise หมายถึง สิทธิในการเปิดดำเนินธุรกิจได้เพียง 1 แห่ง
  • Multi unit Franchise  หมายถึง สิทธิในการเปิดดำเนินธุรกิจ ได้หลายแห่ง
ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น แฟรนไชส์ซี คนที่1 ทำสัญญากับบริษัทแม่ เพื่อเปิดสาขา แฟรนไชส์ โดยในข้อตกลงกำหนดให้เปิดสาขาได้เพียง 1 แห่งเท่านั้น การให้สิทธิลักษณะนี้ คือ Single unit ในขณะที่แฟรนไชส์ซี คนที่ 2 ก็ซื้อแฟรนไชส์เหมือนกัน แต่ได้รับสิทธิในการเปิดสาขา ได้มากกว่า 1 แห่ง การให้สิทธิลักษณะนี้ คือ Multi unit แต่ยังไงๆทั้งคู่ก็ไม่มีสิทธิที่จะขายแฟรนไชส์ต่อให้กับคนอื่น ไปเปิดสาขาได้ นอกจากจะเปิดเองเท่านั้น
Sub – Area License / Development Franchise

สิทธิแฟรนไชส์แบบพัฒนาอาณาเขต แฟรนไชส์ซอล จะให้สิทธิในการขยายกิจการ แก่แฟรนไชส์ซี ภายในอาณาเขต และระยะเวลา ที่กำหนด เช่น ตันตราภัณฑ์  เป็น Sub – Area ของ 7-อีเลฟเว่น ที่มีสิทธิเปิดร้าน 7-อีเลฟเว่น ครอบคลุมในพื้นที่ภาคเหนือ ในเขตจังหวัดที่ตกลงกันไว้ หรือ เอเอ็ม/พีเอ็ม มีห้างแฟรี่แลนด์ เป็น Sub – Area  License  ที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งสามารถขยายกิจการได้มากถึง 10 สาขาในจังหวัดนครสวรรค์
Master Franchise
ผู้ที่ได้รับสิทธิ จากบริษัทแม่ให้ดำเนินธุรกิจเป็นรายแรกในประเทศหนึ่ง และมักจะเป็นรายใหญ่ ที่จะต้องทำการขยายสาขาออกไปให้ทั่วประเทศ ผู้ที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ นี้ จะได้รับการถ่ายทอดในเรื่องการบริหารในระดับที่สูงขึ้น
เมื่อทราบถึงคำศัพท์ต่างๆ ของแฟรนไชส์พอสมควรแล้ว เราลองมาเรียนรู้กฏกติกามารยาทของ แฟรนไชส์ดูว่า  จะช่วยให้เข้าใจแฟรนช์ไชส์ได้อีกมากน้อยแค่ไหน
กฏข้อที่ 1  แฟรนไชส์เหมือนคู่สมรสกัน
กฏข้อนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง FRANCHISOR ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันเพื่อร่วมกันทำธุรกิจภายใต้แผนงานของแฟรนไชส์  ซึ่ง FRANCHISEE จะตอบแทนในรูปของการชำระค่าสิทธิ คือ FRANCHISE FEE  และ ROYALTY  FEE ซึ่งดูเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนกันทางธุรกิจ   แต่ที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของแฟรนไชส์ควรเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบของความเข้าใจกัน   ความเห็นใจซึ่งกันและกันมากกว่าจะคิดถึงผลประโยชน์ของกันและกัน เพราะความสัมพันธ์ที่มุ่งผลประโยชน์จะไม่ยืนนาน   พอขัดกันที่ผลประโยชน์  ความสัมพันธ์จะขาดสะบั้นลง   และติดตามมาด้วยการฟ้องร้องต่อศาลหรืออย่างน้อยๆ ก็จะไม่มองหน้ากัน  ดังนั้นแฟรนไชส์ควรคำนึงถึงความชอบพอกันก่อน   เวลาจะเลือกแฟรนไชส์อย่าเพิ่งพูดถึงผลประโยชน์  ให้เปิดใจคุยกันก่อนว่า  คุณเป็นใคร  มีความรู้ความสามารถแค่ไหน  มีเงินลงทุนหรือไม่  ทำไมจึงอยากทำธุรกิจของเรา  นิสัยเป็นอย่างไร  ทั้งสองฝ่ายต้องศึกษากันให้ดีก่อน  เมื่อเข้าใจกันแล้วจึงค่อยคุยกันเรื่องธุรกิจ  ทำอย่างนี้ความสัมพันธ์จึงจะยาวนานเหมือนทั้งสองฝ่ายเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน  จึงจะทำให้แฟรนไชส์นั้นประสบความสำเร็จทั้งคู่เหมือนการเลือกคู่ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องดูใจกันในระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน  ไม่ใช่มองแต่เงินว่า  ใครมีเท่าไหร่  ใครจะจ่ายเท่าไหร่  ผลประโยชน์ข้างหน้าเอาแต่เงินทุกอย่าง  แฟรนไชส์แบบนี้จะอยู่ได้ไม่นานครับ
ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับแฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวเมืองไทยซึ่งเจ้าของขายลูกชิ้นอยู่  เมื่อมีคนมาขอซื้อลูกชิ้นไปทำก๋วยเตี๋ยวก็ให้  คิดเงินบ้างไม่คิดบ้างอาศัยช่วยๆ กันไปจนมีหลายร้อยสาขา   อย่างนี้จึงจะคบกันยืด  ไม่ใช่คุยแต่ผลประโยชน์  บางทีขายก๋วยเตี๋ยวแต่ทำในรูปแบบแชร์ลูกโซ่  เก็บเงินเท่านี้  ผลตอบแทนเท่านี้  ดูเปอร์เซ็นแล้วกว่า 300 เปอร์เซ็นต่อเดือน  พอคนแห่ลงทุนก็ปิดหนีไปเลย  อย่างนี้แหละครับ แฟรนไชส์ที่มองแต่ผลประโยชน์  มักไปไม่ค่อยไกล
กฏข้อที่ 2  แฟรนไชส์ต้องยุติธรรมทั้งสองฝ่าย
แฟรนไชส์ที่ดีต้องคำนวณผลได้ผลเสียให้เรียบร้อยในรูปแบบการแบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว
แฟรนไชส์ฟรีค่าธรรมเนียมรายเดือน  เมื่อคุยกันแล้ว Franchisee ตกลงใจที่จะทำ  ผลประโยชน์นั้นก็จะเกิดความยุติธรรมทุกฝ่าย  ดังนั้น ตัวเลขการลงทุนต้องแม่นยำมาก   Franchisor ควรมีสาขามากพอที่จะแน่ใจว่าแผนการตลาดทำรายได้เข้าเป้าทุกสาขา  และตัวเลขการลงทุนแม่นยำพอ   และระยะเวลาคืนทุนควรอยู่ในระยะเวลาของอายุสัญญาที่ทำกันก็จะทำให้ผู้ลงทุนไม่ผิดหวังกับการลงทุนเพราะการที่ Franchisee ซื้อแฟรนไชส์ก็เพราะต้องการลงทุน และมั่นใจกับธุรกิจที่ลงทุนว่าตัวเลขถูกต้อง  ก็จะประสบความสำเร็จทั้งสองฝ่าย  จำไว้เลยว่าผลงานของ Franchisor คือ ความสำเร็จของ Franchisee นั่นเอง
หลังจากรู้กฏไปเบื้องต้นแล้วลองมาดูข้อได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ที่จะทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์บ้างว่าเป็นอย่างไรครับ  ฉบับนี้ขอเสนอด้านผู้ให้สิทธิก่อน คือ  Franchisor ครับ
ข้อได้เปรียบของผู้ให้สิทธิ์
  1. ช่องทางการทำรายได้ในเขตต่างๆมากขึ้น ซึ่งบริษัท Franchisor ไม่สามารถทำได้เอง  โดยไม่ต้องเปลืองทรัพยากรด้านการจัดการและการเงิน
  2. ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องคน สามารถมุ่งในด้านการจัดการอื่นๆเช่นวิจัยและออกแบบ(Research &Design) พัฒนาระบบ,การตลาด,การจัดหาสินค้า,การฝึกอบรม ฯลฯ รวมทั้งสามารถ  มุ่งความสนใจในการแก้ปัญหาในพื้นที่เฉพาะเขต
  3. สามารถกระจายสินค้าได้กว้างขวางขึ้นและมั่นใจได้ว่ามีร้านค้าสำหรับกระจายสินค้า และบริการสู่ตลาด
  4. โปรแกรมของ Franchise บางชนิดมีความสามารถในการรับผิดชอบลูกค้าในระดับประเทศได้
  5. ระบบ Franchiseสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจนั้นได้
  6. ระบบ  Franchise คืออีกวิธีหนึ่งในการขยายธุรกิจ โดยที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจนั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  มีผลกำไรที่พอสมควร
  7. มีโอกาสได้ผู้บริหารที่ดีในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง
  8. องค์กรธุรกิจที่มีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในด้านต่างๆ เพียงจำนวนหนึ่ง  ก็สามารถจัดการและดำเนินธุรกิจในเครือข่าย  Franchise ได้แล้ว
  9. สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการลงทุนมาก
  10. การให้ผู้รับสิทธิ์เป็นผู้ลงทุนในการทำธุรกิจมีส่วนช่วยจูงใจให้ผู้รับสิทธิ์สามารถทำธุรกิจนั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงผลสำเร็จของระบบ   Franchise ด้วย
  11. ในขณะที่ Franchise  กำลังเติบโตยิ่งขึ้น   การรวมกลุ่มพลังในการจัดซื้อจะยิ่งอำนวยประโยชน์และกำลังในการจัดซื้อมากขึ้น
  12. Franchisee มักจะเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งรู้จักสภาพตลาดท้องถิ่นดีกว่า
ข้อเสียเปรียบของผู้ให้สิทธิ์
  1. ผลเสียที่สำคัญอย่างมากอย่างหนึ่งคืออาจจะทำให้ผู้ให้สิทธิ์ไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานในเครือข่ายได้
  2. ผู้ให้สิทธิ์จะต้องแน่ใจว่ามาตรฐานของสินค้าและบริการในระบบFranchiseจะคงความเป็นมาตรฐานเดียวกัน
  3. ความยากลำบากในการหา Franchisee ได้ตามคุณสมบัติที่ต้องการ
  4. หน่วยที่บริษัทเป็นเจ้าของสามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้มากกว่าหน่วยที่เป็นFranchiseหรือในทางกลับกัน
  5. ผู้รับสิทธิ์อาจจะไม่เปิดเผยรายรับที่แท้จริง    ซึ่งเป็นพื้นฐานของค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้สิทธิ์
  6. Franchise ที่เป็นระบบดี  เมื่อพบกับผู้ให้สิทธิ์ที่ไม่ดี  อาจพบกับการขัดแย้ง (ผู้รับสิทธิ์รวมหัวกันไม่จ่ายค่า  Fee )
  7. ปัญหาที่เกิดจากสัมพันธภาพในการทำงานกับผู้รับสิทธิ์

4/30/2555

นับเป็นเวลากว่า 12 ปีมาแล้วที่ “ดิโอโร่” (D’ Oro) ดำเนินธุรกิจกาแฟครบวงจร ตั้งแต่ปลูก คั่ว ขายเมล็ดกาแฟ จนถึงเปิดร้านของตัวเอง โดยในปีนี้ (2555) ได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติมด้วยการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ลงทุน 1- 2.5 ล้านบาท กำหนดเป้า ขายอย่างต่ำ 100 แก้วต่อวัน ธุรกิจอยู่รอด


นริศ ศรีอุเทนชัย นริศ ศรีอุเทนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพี โปรเกรสชิฟ จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน ร้านดิโอโร่มีสาขารวม 75 แห่ง เปิดโดยบริษัทเอง 73 แห่ง และร้านแฟรนไชส์ต้นแบบ 2 แห่ง ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาระบบแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง จนปีนี้ มีความพร้อมที่จะเปิดรับผู้



โดยวิธีควบคุมคุณภาพแฟรนไชส์ที่พัฒนาขึ้น ได้นำระบบไอทีมาตรวจสอบและดูแลทุกๆ ด้านผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่จะออนไลน์ตลอดเวลา เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแฟรนไชซอร์ และแฟรนไชส์ซีไว้ด้วยกัน ทั้งการสั่งวัตถุดิบ สต็อกสินค้า ยอดขาย ประวัติสมาชิก ฯลฯ ช่วยให้ทุกสาขามี



ผู้บริหารแฟรนไชส์ดิโอโร่ ระบุว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจร้านกาแฟ คือ “ทำเล” ต้องอยู่ในย่านชุมชน สะดวกสบายเรื่องที่จอดรถ โดยเบื้องต้นผู้ลงทุนต้องหาทำเลมานำเสนอ จากนั้น บริษัทจะมีทีมสำรวจความเป็นไปได้ หากผ่านจะเข้าขั้นตอนทำสัญญาร่วมกัน



ด้านรูปแบบแฟรนไชส์เจาะจงต้องเปิดเป็นรูปแบบ “ร้าน” เท่านั้น พื้นที่ตั้งแต่ 16 - 100 ตารางเมตร โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1-2.5 ล้านบาท (แล้วแต่ขนาดร้าน) แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 3.5 แสนบาท อายุสัญญา 5 ปี นอกจากนั้น เป็นค่าตกแต่งร้าน ระบบไอที และค่าอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น หลังเปิดร้านมีการเรียกเก็บค่าสิทธิ (Royalty) 4% ของยอดขาย/เดือน และค่าการตลาด 2% ของยอดขาย/เดือน



“หลักในการคัดกรองผู้มาร่วมธุรกิจกับเรา ต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องทำเล เงินทุน และสิ่งสำคัญจะดูที่ “ทัศนคติ” ของเขาก่อน ถ้าเป็นคนที่เข้ามา แล้วตำหนิว่า ทำไมแฟรนไชส์แพงจัง? หรือไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องจ่ายค่าการตลาด? ทำไมต้องหักส่วนแบ่งยอดขาย? หรือคิดแต่จะได้กำไรเป็นอันดับแรก คนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่ผู้จะมาร่วมธุรกิจกับเราได้ แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจในระบบแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง เขาจะเข้าใจว่า เงินที่หักไปจะถูกนำไปให้คุ้มค่าได้อย่างไร ซึ่งเราจะทำตั้งแต่ศึกษาความเป็นไปได้ การต่อยอดจัดโปรโมชั่นต่างๆ ส่งเสริมการตลาด รวมถึง จัดอบรมพัฒนาผู้บริหารร้านแฟรนไชส์ ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้แฟรนไชส์ของดิโอโร่มีความแข็งแรงมั่นคง เพราะเราคิดถึงการเป็นคู่ค้ากันในระยะยาว ดังนั้น ทัศนคติของผู้ที่จะร่วม



นอกจากนั้น กำหนดให้แฟรนไชส์ซีต้องรับวัตถุดิบหลัก เช่น กาแฟ ชา โกโก้ ไซรัป แก้วกาแฟ และเบเกอรี่จากบริษัท หรือร้านค้าที่บริษัทอนุมัติเท่านั้น โดยกำไรที่ผู้ลงทุนจะได้รับ หักเฉพาะค่าวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% ของยอดขาย ส่วนกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ประมาณ 15-35% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของแต่ละสาขา ซึ่งจากผลกำไรดังกล่าว หากขายได้วันละประมาณ 100 แก้ว แฟรนไชส์ซีจะคืนเงินลงทุนในได้เวลา 2-2.5 ปี ซึ่งจากค่าเฉลี่ยของร้านดิโอโร่ที่ผ่านมา แทบทุกสาขามียอดขายเกิน 100 แก้วต่อวัน ในขณะที่อัตราล้มเหลวของสาขาที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสาขาที่ประสบความสำเร็จ



“ผมคงไม่สามารถการันตีได้ว่า ทุกสาขาแฟรนไชส์ที่จะมาร่วมลงทุนกับเราจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ นำข้อมูลจริงมานำเสนอเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้ลงทุน ซึ่งจากการเปิดสาขาด้วยตัวบริษัทเอง ค่าเฉลี่ยสาขาของเราทุกแห่ง สามารถขายได้วันละ 100 แก้ว ดังนั้น สำหรับผู้มาเป็นแฟรนไชส์ถ้าทำในมาตรฐานและรูปแบบเดียวกันของร้านดิโอโร่ โอกาสที่ร้านจะประสบความสำเร็จจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนร้านที่เราเปิดแล้วล้มเหลว ก็มีเช่นกันแต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากทำเลไม่เหมาะสม ฉะนั้น ผมจึงย้ำว่า สำหรับผู้มาลงทุนแฟรนไชส์ ควรต้องมีทำเลที่เหมาะสม ซึ่งเราจะทำการสำรวจร่วมกัน เพื่อให้ได้ทำเลที่เหมาะสมจริงๆ” ผู้บริหารดิโอโร่ กล่าว



นริศ เผยด้วยว่า ความน่าสนใจต่อการลงทุนแฟรนไชส์ดิโอโร่ มาจากแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ในฐานะกาแฟของไทยที่มีรสชาติและคุณภาพไม่เป็นรองต่างชาติ อีกทั้ง ราคาไม่สูงเกินไป นอกจากนั้น ดิโอโร่มีจำนวนลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกกว่าแสนราย ซึ่งคนกลุ่มนี้ชื่นชอบและดื่มกาแฟดิโอโร่เป็นประจำอยู่แล้ว จึงเป็นประโยชน์แก่แฟรนไชส์ซีที่มีฐานลูกค้าเบื้องต้นค่อนข้างแน่นอน รวมถึง ข้อมูลสมาชิกเหล่านี้ ยังสามารถนำไปต่อยอดจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดได้ต่อเนื่อง



สำหรับเป้าในการขยายแฟรนไชส์ในปีนี้ กำหนดไว้ที่ 20-25 สาขา กระจายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ควบคู่กับขยายด้วยบริษัทเองในอัตราใกล้เคียงกัน และตั้งเป้าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีร้านแฟรนไชส์ดิโอโร่กระจายอยู่กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ “ทุกวันนี้ มีธุรกิจร้านกาแฟ เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก ทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก แต่ตลาดของกาแฟสดยังเติบโตไปได้อีกมาก มูลค่าตลาดต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท และมีอัตราโตขึ้น 10-20% ทุกๆ ปี เพราะคนรุ่นใหม่ นิยมดื่มกาแฟสดกันมาก รวมถึง ทุกวันนี้ การดื่มกาแฟสดกลายเป็นอีกกิจวัตรของคนไทยไปแล้ว ดังนั้น ผมมั่นใจว่า ตลาดกาแฟสดยังไม่เต็ม แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่ในที่สุดแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้คัดกรองคุณภาพเองว่า ผู้ผลิตเจ้าใดจะอยู่รอดได้บ้าง” นริศ




แหล่งที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

'ดิโอโร่' สยายปีกแฟรนไชส์ ปักธง ขายวันละ 100 แก้ว ร้านฉลุย

นับเป็นเวลากว่า 12 ปีมาแล้วที่ “ดิโอโร่” (D’ Oro) ดำเนินธุรกิจกาแฟครบวงจร ตั้งแต่ปลูก คั่ว ขายเมล็ดกาแฟ จนถึงเปิดร้านของตัวเอง โดยในปีนี้ (2555) ได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติมด้วยการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ลงทุน 1- 2.5 ล้านบาท กำหนดเป้า ขายอย่างต่ำ 100 แก้วต่อวัน ธุรกิจอยู่รอด


นริศ ศรีอุเทนชัย นริศ ศรีอุเทนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพี โปรเกรสชิฟ จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน ร้านดิโอโร่มีสาขารวม 75 แห่ง เปิดโดยบริษัทเอง 73 แห่ง และร้านแฟรนไชส์ต้นแบบ 2 แห่ง ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาระบบแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง จนปีนี้ มีความพร้อมที่จะเปิดรับผู้



โดยวิธีควบคุมคุณภาพแฟรนไชส์ที่พัฒนาขึ้น ได้นำระบบไอทีมาตรวจสอบและดูแลทุกๆ ด้านผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่จะออนไลน์ตลอดเวลา เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแฟรนไชซอร์ และแฟรนไชส์ซีไว้ด้วยกัน ทั้งการสั่งวัตถุดิบ สต็อกสินค้า ยอดขาย ประวัติสมาชิก ฯลฯ ช่วยให้ทุกสาขามี



ผู้บริหารแฟรนไชส์ดิโอโร่ ระบุว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจร้านกาแฟ คือ “ทำเล” ต้องอยู่ในย่านชุมชน สะดวกสบายเรื่องที่จอดรถ โดยเบื้องต้นผู้ลงทุนต้องหาทำเลมานำเสนอ จากนั้น บริษัทจะมีทีมสำรวจความเป็นไปได้ หากผ่านจะเข้าขั้นตอนทำสัญญาร่วมกัน



ด้านรูปแบบแฟรนไชส์เจาะจงต้องเปิดเป็นรูปแบบ “ร้าน” เท่านั้น พื้นที่ตั้งแต่ 16 - 100 ตารางเมตร โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1-2.5 ล้านบาท (แล้วแต่ขนาดร้าน) แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 3.5 แสนบาท อายุสัญญา 5 ปี นอกจากนั้น เป็นค่าตกแต่งร้าน ระบบไอที และค่าอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น หลังเปิดร้านมีการเรียกเก็บค่าสิทธิ (Royalty) 4% ของยอดขาย/เดือน และค่าการตลาด 2% ของยอดขาย/เดือน



“หลักในการคัดกรองผู้มาร่วมธุรกิจกับเรา ต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องทำเล เงินทุน และสิ่งสำคัญจะดูที่ “ทัศนคติ” ของเขาก่อน ถ้าเป็นคนที่เข้ามา แล้วตำหนิว่า ทำไมแฟรนไชส์แพงจัง? หรือไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องจ่ายค่าการตลาด? ทำไมต้องหักส่วนแบ่งยอดขาย? หรือคิดแต่จะได้กำไรเป็นอันดับแรก คนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่ผู้จะมาร่วมธุรกิจกับเราได้ แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจในระบบแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง เขาจะเข้าใจว่า เงินที่หักไปจะถูกนำไปให้คุ้มค่าได้อย่างไร ซึ่งเราจะทำตั้งแต่ศึกษาความเป็นไปได้ การต่อยอดจัดโปรโมชั่นต่างๆ ส่งเสริมการตลาด รวมถึง จัดอบรมพัฒนาผู้บริหารร้านแฟรนไชส์ ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้แฟรนไชส์ของดิโอโร่มีความแข็งแรงมั่นคง เพราะเราคิดถึงการเป็นคู่ค้ากันในระยะยาว ดังนั้น ทัศนคติของผู้ที่จะร่วม



นอกจากนั้น กำหนดให้แฟรนไชส์ซีต้องรับวัตถุดิบหลัก เช่น กาแฟ ชา โกโก้ ไซรัป แก้วกาแฟ และเบเกอรี่จากบริษัท หรือร้านค้าที่บริษัทอนุมัติเท่านั้น โดยกำไรที่ผู้ลงทุนจะได้รับ หักเฉพาะค่าวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% ของยอดขาย ส่วนกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ประมาณ 15-35% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของแต่ละสาขา ซึ่งจากผลกำไรดังกล่าว หากขายได้วันละประมาณ 100 แก้ว แฟรนไชส์ซีจะคืนเงินลงทุนในได้เวลา 2-2.5 ปี ซึ่งจากค่าเฉลี่ยของร้านดิโอโร่ที่ผ่านมา แทบทุกสาขามียอดขายเกิน 100 แก้วต่อวัน ในขณะที่อัตราล้มเหลวของสาขาที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสาขาที่ประสบความสำเร็จ



“ผมคงไม่สามารถการันตีได้ว่า ทุกสาขาแฟรนไชส์ที่จะมาร่วมลงทุนกับเราจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ นำข้อมูลจริงมานำเสนอเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้ลงทุน ซึ่งจากการเปิดสาขาด้วยตัวบริษัทเอง ค่าเฉลี่ยสาขาของเราทุกแห่ง สามารถขายได้วันละ 100 แก้ว ดังนั้น สำหรับผู้มาเป็นแฟรนไชส์ถ้าทำในมาตรฐานและรูปแบบเดียวกันของร้านดิโอโร่ โอกาสที่ร้านจะประสบความสำเร็จจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนร้านที่เราเปิดแล้วล้มเหลว ก็มีเช่นกันแต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากทำเลไม่เหมาะสม ฉะนั้น ผมจึงย้ำว่า สำหรับผู้มาลงทุนแฟรนไชส์ ควรต้องมีทำเลที่เหมาะสม ซึ่งเราจะทำการสำรวจร่วมกัน เพื่อให้ได้ทำเลที่เหมาะสมจริงๆ” ผู้บริหารดิโอโร่ กล่าว



นริศ เผยด้วยว่า ความน่าสนใจต่อการลงทุนแฟรนไชส์ดิโอโร่ มาจากแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ในฐานะกาแฟของไทยที่มีรสชาติและคุณภาพไม่เป็นรองต่างชาติ อีกทั้ง ราคาไม่สูงเกินไป นอกจากนั้น ดิโอโร่มีจำนวนลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกกว่าแสนราย ซึ่งคนกลุ่มนี้ชื่นชอบและดื่มกาแฟดิโอโร่เป็นประจำอยู่แล้ว จึงเป็นประโยชน์แก่แฟรนไชส์ซีที่มีฐานลูกค้าเบื้องต้นค่อนข้างแน่นอน รวมถึง ข้อมูลสมาชิกเหล่านี้ ยังสามารถนำไปต่อยอดจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดได้ต่อเนื่อง



สำหรับเป้าในการขยายแฟรนไชส์ในปีนี้ กำหนดไว้ที่ 20-25 สาขา กระจายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ควบคู่กับขยายด้วยบริษัทเองในอัตราใกล้เคียงกัน และตั้งเป้าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีร้านแฟรนไชส์ดิโอโร่กระจายอยู่กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ “ทุกวันนี้ มีธุรกิจร้านกาแฟ เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก ทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก แต่ตลาดของกาแฟสดยังเติบโตไปได้อีกมาก มูลค่าตลาดต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท และมีอัตราโตขึ้น 10-20% ทุกๆ ปี เพราะคนรุ่นใหม่ นิยมดื่มกาแฟสดกันมาก รวมถึง ทุกวันนี้ การดื่มกาแฟสดกลายเป็นอีกกิจวัตรของคนไทยไปแล้ว ดังนั้น ผมมั่นใจว่า ตลาดกาแฟสดยังไม่เต็ม แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่ในที่สุดแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้คัดกรองคุณภาพเองว่า ผู้ผลิตเจ้าใดจะอยู่รอดได้บ้าง” นริศ




แหล่งที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

3/01/2555

เปิดผลสำรวจ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนแฟรนไชส์ เกาะติดธุรกิจที่ได้รับความนิยมและหล่นร่วง พร้อมการเจาะลึกถึงสถานการณ์และแนวโน้มในปี 2554 ด้านที่ปรึกษาระดับแนวหน้าแนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือ จี้รับออกกฏเกณฑ์ดูแลก่อนสายเกินแก้

เมื่อแฟรนไชส์เป็นทางเลือกของทั้งผู้ประกอบการที่คิดจะขยายธุรกิจ อย่างรวดเร็วและนักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการหารายได้จากธุรกิจในแบบที่ไม่ต้อง นับหนึ่งด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ การติดตามภาพรวมของธุรกิจแฟรนไชส์ว่ามีทิศทางความเคลื่อนไหวและแนวโน้ม อย่างไร จึงเป็นประโยชน์ของทั้งสองฟากดังกล่าว ซึ่งการนำเสนอเนื้อหาในครั้งนี้เป็นการมองภาพรวมตลอดทั้งปีของปี 2553 ที่ผ่านมา และปี 2554 โดยเน้นไปในส่วนของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ กับสถานการณ์และแนวโน้มของธุรกิจ

* ชี้ปัจจัยส่งอิทธิพลต่อการลงทุน

จากผลสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ในปี 2553 โดยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เอ็น ซี กรุ๊ป พบว่า ธุรกิจที่มีผู้สนใจลงทุนเป็นอันดับหนึ่งคือ ธุรกิจเบเกอรี่ โดย ปัจจัยแรกคือ สิ่งแวดล้อมทางการตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้น ซึ่งที่เห็นกันอยู่คือเบเกอรี่จากต่างประเทศที่เข้ามาสร้างกระแสให้เกิดการ ตื่นตัวมากขึ้น อย่าง คริสปี้ครีม ซึ่งส่งผลให้ตลาดในหัวเมืองใหญ่หันมาสนใจธุรกิจโดนัทมากขึ้น ปัจจัยที่สองคือ เงินลงทุนไม่สูง เฉลี่ย 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ปัจจัยที่สามคือการคืนทุนที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าเท่านั้น ประกอบกับรูปแบบร้านที่ดูดีเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์เชิงสังคมให้กับผู้ลงทุน

อันดับสองคือ ธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่ง กาแฟยังเป็นตัวนำ โดยจากแบบสอบถามพบว่าคนอายุไม่เกิน 40 ปี ประมาณ 27% มีความสนใจมาก แต่กระแสในระยะนี้แผ่วลงไปบ้างทำให้ตกอันดับจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่ หนึ่ง เพราะนักลงทุนให้ความเห็นว่ามีร้านกาแฟที่เปิดอยู่เป็นจำนวนมากแล้วในตลาดมี การแข่งขันสูง ทำให้อัตราผลกำไรที่เคยสูงกลับลดต่ำลง นอกจากนี้ ยังหาความแตกต่างของแต่ละรายไม่ได้ทำให้ไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี รวมทั้ง ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่ดีคือเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้ามีราคาสูงขึ้น

อันดับสามคือ ธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่ง นักลงทุนมีความต้องการชัดมาก แต่เนื่องจากยังไม่มีรูปแบบร้านที่ดีกว่าร้านรถเข็นหรือเหมาะสมกับความ ต้องการของนักลงทุน เพราะจากข้อมูลการสำรวจพบว่า 90% ของนักลงทุนที่สนใจในธุรกิจแฟรนไชส์จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากเดิมที่นักลงทุนกว่า 30% มีความรู้ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ดังนั้น เมื่อนักลงทุนมีการศึกษาสูงจึงต้องการลงทุนให้คุ้มกับเงินลงทุน เวลา และสถานะ นอกจากนี้ ยังพบว่า 26% ของผู้สนใจลงทุนเคยทำธุรกิจมาก่อน และ47% เป็นพนักงาน ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของนักลงทุนสูงขึ้น แฟรนไชส์ขนาดเล็กจึงไม่ค่อยได้รับความนิยม

ด้านพีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฯ เปิดเผยอีกว่า ส่วนธุรกิจเด่นที่ได้รับความสนใจตามมา คือ ธุรกิจไอศกรีม และธุรกิจอาหารไทย สำหรับธุรกิจไอศกรีมซึ่งนำโดย ?สเวนเซ่นส์? มีผู้สนใจลงทุนมาก จึงส่งผลต่อภาพรวมของธุรกิจไอศกรีม แต่เพราะการลงทุนกับสเวนเซ่นส์ใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่ ?ไอเบอรี่? ซึ่งเป็นของคนไทยก็ลดการกระตุ้นในเรื่องของแฟรนไชส์ รวมทั้ง รายอื่นๆ ที่เคยผลักดันอย่างแรงก็ลดลงเช่นกัน เช่น ดรีมโคน เป็นต้น เนื่องจากโดยภาพรวมของธุรกิจนี้มีการแข่งขันรุนแรง ส่วนการที่ธุรกิจอาหารไทยได้รับความสนใจเป็นเพราะรายที่เปิดอยู่มีการเติบโต ดี เช่น เชสเตอร์กริลล์ สามารถขยายแฟรนไชส์ได้เป็นร้อยสาขา ขณะที่ นักลงทุนเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่าย

สำหรับธุรกิจที่ได้รับความนิยมลดลง คือธุรกิจการศึกษา จาก เดิมที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ คือประมาณอันดับหนึ่งหรือสอง เหตุผลแรก เป็นเพราะนักลงทุนเห็นว่าบางแห่งลงทุนสูงบางแห่งลงทุนไม่สูง ไม่สามารถหาเหตุผลในการลงทุนได้ และผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คิด รวมทั้ง มีปัญหาให้เห็นเป็นระยะ เช่น มีการปิดตัวของผู้ประกอบการ เป็นต้น เหตุผลที่สอง มาจากความยากในการทำธุรกิจ เช่น ไม่สามารถหาบุคลากรมาดำเนินการ และเหตุผลที่สาม มาจากการที่สภาพตลาดเปลี่ยนไป เนื่องจากระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการสอบเอ็นทรานซ์มีความสับสน ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคต่างจากเดิมเด็กนักเรียนเปลี่ยนไปเน้นเรียน เฉพาะวิชา ไม่เรียนหลายๆ วิชา

นอกจากนี้ คือธุรกิจแฟชั่น เช่น ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับ และร้านเครื่องสำอาง สำหรับธุรกิจร้านจำหน่ายเครื่องสำอาง ได้รับความนิยมลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่สาม เพราะนักลงทุนเห็นว่าไม่สามารถแยกความแตกต่างของตัวผลิตภัณฑ์ระหว่างสินค้า ทั่วไปที่ผลิตในประเทศกับสินค้าที่มีแบรนด์ และมีการหิ้วของจากต่างประเทศเข้ามาขายมาก รวมทั้ง ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่มีความภักดีต่อแบรนด์ ทำให้ร้านที่เปิดเป็นแฟรนไชส์แข่งขันไม่ได้ ขณะที่ ธุรกิจร้านเสื้อผ้า ได้รับความนิยมลดลงเพราะสภาพเศรษฐกิจส่งผลให้ผู้บริโภคใช้จ่ายกับเสื้อผ้า น้อยลงเช่นเดียวกับเครื่องประดับ ส่วนธุรกิจบริการอื่นๆ มีรูปแบบของธุรกิจ (concept) ไม่แข็งแรง เช่น ร้านซักรีด เป็นต้น

* ฟันธง 'ร้านอาหาร' มาแรง บริการหลากหลาย

ส่วนผลสำรวจสถานการณ์แฟรนไชส์ในปี 2553และแนวโน้มในปี 2554พบว่า อัตราการเติบโตของธุรกิจในปี 2553จะอยู่ที่ 11.7% โดยมีมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจกว่า 1.6 แสนล้านบาท มีธุรกิจแฟรนไชส์ 563 ราย และจากการคาดการณ์ในปี 2554 ธุรกิจแฟรนไชส์น่าจะมีอัตราการเติบโต 15% หรือมีมูลค่าตลาดรวมไม่น้อยกว่า 1.7แสนล้านบาท มีธุรกิจแฟรนไชส์เพิ่มเป็นประมาณ 600-650 ราย เพราะมีทั้งแฟรนไชส์รายใหม่และรายเก่าที่พัฒนาตัวเอง ซึ่งการเติบโตของธุรกิจจะเน้นไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมีความโดดเด่นอยู่ที่ ?ธุรกิจอาหาร? เป็นหลัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเอื้ออำนวยทำให้มีอัตราผลกำไรสูงขึ้นและมีรายที่ปรับตัวไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น เช่น แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ?ธุรกิจบริการ? จะมีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น เช่น แฟรนไชส์ธุรกิจรับสร้างบ้าน ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ คาร์แคร์ กำจัดแมลง ร้านซักรีด ร้านหยอดเหรียญ และคอนวีเนี่ยนสโตร์ เนื่องจากการมีความพร้อมในการออกแบบรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์และสถานการณ์โดยรวม ที่เหมาะสม ประกอบกับ ที่ผ่านมาความสำเร็จจากผู้นำเป็นตัวจุดประกายและตัวกระตุ้นให้เกิดการตื่น ตัว เช่น พีดีเฮ้าส์แฟรนไชส์ธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่สามารถขยายได้กว่า 10 สาขา โดยใช้เงินลงทุนในธุรกิจสาขาละ 3-4 ล้านบาทหรือโมลิแคร์แฟรนไชส์ธุรกิจคาร์แคร์ พรู้ฟโค้ทแฟรนไชส์ธุรกิจรับซ่อมบ้าน

ขณะที่ แฟรนไชส์ธุรกิจซักรีดรายเด่นๆ จะกลับมาใหม่ แฟรนไชส์ธุรกิจตู้หยอดเหรียญจะเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากธุรกิจขายเครื่องกรองน้ำจะเกิดเป็นธุรกิจบริการจัดส่งน้ำดื่ม เป็นต้น รวมทั้ง ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนจะได้รับการตอบรับ และธุรกิจเสื้อผ้าระดับราคากลางๆ จะมีแนวโน้มดีขึ้น

สำหรับธุรกิจที่อาจจะมีความยากลำบากในปี 2554 คือธุรกิจประเภทบริการความงาม เช่น สปา ศูนย์ลดความอ้วน ร้านตัดผม คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวต่ำ เพราะตลาดอิ่มตัวจากการที่ได้มีการลงทุนไปมากแล้วก่อนหน้านี้ และนักลงทุนบางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจนี้จะหันไปสนใจ ธุรกิจอื่น โดยเฉพาะธุรกิจอาหารซึ่งเป็นธุรกิจพื้นฐาน

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สำคัญยังมาจากการผลักดันของ ธนาคารต่างๆ ที่นำร่องโดยธนาคารกสิกรไทยซึ่งตั้งวงเงินสินเชื่อถึง 3,000 ล้านบาทเพื่อให้สินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ตั้งแต่ 1-12 ล้านบาทโดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน นับเป็นแคมเปญที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้อย่างดี นอกจากนี้ธนาคารอื่นๆ กำลังเตรียมสินเชื่อให้กับธุรกิจแฟรนไชส์เช่นเดียวกัน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น รวมทั้ง การจัดทำไมโครไฟแนนซ์ของไปรษณีย์ไทยจะช่วยให้แฟรนไชส์ขนาดเล็กหรือไมโครแฟรน ไชส์เติบโตตามไปด้วย

ที่ปรึกษาธุรกิจแฟรนไชส์แนะนำและเตือนว่า ในด้านของนักลงทุนควรจะต้องศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการทำธุรกิจต้องใช้เวลาลงไปคลุกคลีไม่น้อย ซึ่งถ้าธุรกิจไม่สามารถก้าวไปได้จะทำให้เสียทั้งเงินและเวลา ส่วนด้านของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในปีหน้า เนื่องจากเมื่อภาพรวมของธุรกิจมีการเติบโตก็จะเกิดปัญหาเรื่องบุคลากร จึงต้องให้ความสำคัญด้วยการเน้นพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้น จะเกิดปัญหาการถดถอยของธุรกิจขึ้นได้จากการขาดความมั่นใจ และยากที่จะรื้อฟื้นให้กลับมาเหมือนเดิม เพราะธุรกิจแฟรนไชส์ต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นหลักยึดระหว่างผู้ขายและผู้ ซื้อแฟรนไชส์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการกระจายตัวของการลงทุน แต่หากภาครัฐไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการกำกับดูแลจะก่อให้เกิด ปัญหาที่ยากจะแก้ไข ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีการป้องกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดทั้งที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ และตั้งใจจะหลอกลวงของผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ เพื่อให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตไปได้อย่างราบรื่น

 

ธุรกิจ แฟรนไชส์ 2011

เปิดผลสำรวจ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนแฟรนไชส์ เกาะติดธุรกิจที่ได้รับความนิยมและหล่นร่วง พร้อมการเจาะลึกถึงสถานการณ์และแนวโน้มในปี 2554 ด้านที่ปรึกษาระดับแนวหน้าแนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือ จี้รับออกกฏเกณฑ์ดูแลก่อนสายเกินแก้

เมื่อแฟรนไชส์เป็นทางเลือกของทั้งผู้ประกอบการที่คิดจะขยายธุรกิจ อย่างรวดเร็วและนักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการหารายได้จากธุรกิจในแบบที่ไม่ต้อง นับหนึ่งด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ การติดตามภาพรวมของธุรกิจแฟรนไชส์ว่ามีทิศทางความเคลื่อนไหวและแนวโน้ม อย่างไร จึงเป็นประโยชน์ของทั้งสองฟากดังกล่าว ซึ่งการนำเสนอเนื้อหาในครั้งนี้เป็นการมองภาพรวมตลอดทั้งปีของปี 2553 ที่ผ่านมา และปี 2554 โดยเน้นไปในส่วนของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ กับสถานการณ์และแนวโน้มของธุรกิจ

* ชี้ปัจจัยส่งอิทธิพลต่อการลงทุน

จากผลสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ในปี 2553 โดยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เอ็น ซี กรุ๊ป พบว่า ธุรกิจที่มีผู้สนใจลงทุนเป็นอันดับหนึ่งคือ ธุรกิจเบเกอรี่ โดย ปัจจัยแรกคือ สิ่งแวดล้อมทางการตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้น ซึ่งที่เห็นกันอยู่คือเบเกอรี่จากต่างประเทศที่เข้ามาสร้างกระแสให้เกิดการ ตื่นตัวมากขึ้น อย่าง คริสปี้ครีม ซึ่งส่งผลให้ตลาดในหัวเมืองใหญ่หันมาสนใจธุรกิจโดนัทมากขึ้น ปัจจัยที่สองคือ เงินลงทุนไม่สูง เฉลี่ย 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ปัจจัยที่สามคือการคืนทุนที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าเท่านั้น ประกอบกับรูปแบบร้านที่ดูดีเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์เชิงสังคมให้กับผู้ลงทุน

อันดับสองคือ ธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่ง กาแฟยังเป็นตัวนำ โดยจากแบบสอบถามพบว่าคนอายุไม่เกิน 40 ปี ประมาณ 27% มีความสนใจมาก แต่กระแสในระยะนี้แผ่วลงไปบ้างทำให้ตกอันดับจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่ หนึ่ง เพราะนักลงทุนให้ความเห็นว่ามีร้านกาแฟที่เปิดอยู่เป็นจำนวนมากแล้วในตลาดมี การแข่งขันสูง ทำให้อัตราผลกำไรที่เคยสูงกลับลดต่ำลง นอกจากนี้ ยังหาความแตกต่างของแต่ละรายไม่ได้ทำให้ไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี รวมทั้ง ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่ดีคือเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้ามีราคาสูงขึ้น

อันดับสามคือ ธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่ง นักลงทุนมีความต้องการชัดมาก แต่เนื่องจากยังไม่มีรูปแบบร้านที่ดีกว่าร้านรถเข็นหรือเหมาะสมกับความ ต้องการของนักลงทุน เพราะจากข้อมูลการสำรวจพบว่า 90% ของนักลงทุนที่สนใจในธุรกิจแฟรนไชส์จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากเดิมที่นักลงทุนกว่า 30% มีความรู้ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ดังนั้น เมื่อนักลงทุนมีการศึกษาสูงจึงต้องการลงทุนให้คุ้มกับเงินลงทุน เวลา และสถานะ นอกจากนี้ ยังพบว่า 26% ของผู้สนใจลงทุนเคยทำธุรกิจมาก่อน และ47% เป็นพนักงาน ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของนักลงทุนสูงขึ้น แฟรนไชส์ขนาดเล็กจึงไม่ค่อยได้รับความนิยม

ด้านพีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฯ เปิดเผยอีกว่า ส่วนธุรกิจเด่นที่ได้รับความสนใจตามมา คือ ธุรกิจไอศกรีม และธุรกิจอาหารไทย สำหรับธุรกิจไอศกรีมซึ่งนำโดย ?สเวนเซ่นส์? มีผู้สนใจลงทุนมาก จึงส่งผลต่อภาพรวมของธุรกิจไอศกรีม แต่เพราะการลงทุนกับสเวนเซ่นส์ใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่ ?ไอเบอรี่? ซึ่งเป็นของคนไทยก็ลดการกระตุ้นในเรื่องของแฟรนไชส์ รวมทั้ง รายอื่นๆ ที่เคยผลักดันอย่างแรงก็ลดลงเช่นกัน เช่น ดรีมโคน เป็นต้น เนื่องจากโดยภาพรวมของธุรกิจนี้มีการแข่งขันรุนแรง ส่วนการที่ธุรกิจอาหารไทยได้รับความสนใจเป็นเพราะรายที่เปิดอยู่มีการเติบโต ดี เช่น เชสเตอร์กริลล์ สามารถขยายแฟรนไชส์ได้เป็นร้อยสาขา ขณะที่ นักลงทุนเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่าย

สำหรับธุรกิจที่ได้รับความนิยมลดลง คือธุรกิจการศึกษา จาก เดิมที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ คือประมาณอันดับหนึ่งหรือสอง เหตุผลแรก เป็นเพราะนักลงทุนเห็นว่าบางแห่งลงทุนสูงบางแห่งลงทุนไม่สูง ไม่สามารถหาเหตุผลในการลงทุนได้ และผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คิด รวมทั้ง มีปัญหาให้เห็นเป็นระยะ เช่น มีการปิดตัวของผู้ประกอบการ เป็นต้น เหตุผลที่สอง มาจากความยากในการทำธุรกิจ เช่น ไม่สามารถหาบุคลากรมาดำเนินการ และเหตุผลที่สาม มาจากการที่สภาพตลาดเปลี่ยนไป เนื่องจากระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการสอบเอ็นทรานซ์มีความสับสน ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคต่างจากเดิมเด็กนักเรียนเปลี่ยนไปเน้นเรียน เฉพาะวิชา ไม่เรียนหลายๆ วิชา

นอกจากนี้ คือธุรกิจแฟชั่น เช่น ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับ และร้านเครื่องสำอาง สำหรับธุรกิจร้านจำหน่ายเครื่องสำอาง ได้รับความนิยมลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่สาม เพราะนักลงทุนเห็นว่าไม่สามารถแยกความแตกต่างของตัวผลิตภัณฑ์ระหว่างสินค้า ทั่วไปที่ผลิตในประเทศกับสินค้าที่มีแบรนด์ และมีการหิ้วของจากต่างประเทศเข้ามาขายมาก รวมทั้ง ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่มีความภักดีต่อแบรนด์ ทำให้ร้านที่เปิดเป็นแฟรนไชส์แข่งขันไม่ได้ ขณะที่ ธุรกิจร้านเสื้อผ้า ได้รับความนิยมลดลงเพราะสภาพเศรษฐกิจส่งผลให้ผู้บริโภคใช้จ่ายกับเสื้อผ้า น้อยลงเช่นเดียวกับเครื่องประดับ ส่วนธุรกิจบริการอื่นๆ มีรูปแบบของธุรกิจ (concept) ไม่แข็งแรง เช่น ร้านซักรีด เป็นต้น

* ฟันธง 'ร้านอาหาร' มาแรง บริการหลากหลาย

ส่วนผลสำรวจสถานการณ์แฟรนไชส์ในปี 2553และแนวโน้มในปี 2554พบว่า อัตราการเติบโตของธุรกิจในปี 2553จะอยู่ที่ 11.7% โดยมีมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจกว่า 1.6 แสนล้านบาท มีธุรกิจแฟรนไชส์ 563 ราย และจากการคาดการณ์ในปี 2554 ธุรกิจแฟรนไชส์น่าจะมีอัตราการเติบโต 15% หรือมีมูลค่าตลาดรวมไม่น้อยกว่า 1.7แสนล้านบาท มีธุรกิจแฟรนไชส์เพิ่มเป็นประมาณ 600-650 ราย เพราะมีทั้งแฟรนไชส์รายใหม่และรายเก่าที่พัฒนาตัวเอง ซึ่งการเติบโตของธุรกิจจะเน้นไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมีความโดดเด่นอยู่ที่ ?ธุรกิจอาหาร? เป็นหลัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเอื้ออำนวยทำให้มีอัตราผลกำไรสูงขึ้นและมีรายที่ปรับตัวไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น เช่น แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ?ธุรกิจบริการ? จะมีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น เช่น แฟรนไชส์ธุรกิจรับสร้างบ้าน ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ คาร์แคร์ กำจัดแมลง ร้านซักรีด ร้านหยอดเหรียญ และคอนวีเนี่ยนสโตร์ เนื่องจากการมีความพร้อมในการออกแบบรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์และสถานการณ์โดยรวม ที่เหมาะสม ประกอบกับ ที่ผ่านมาความสำเร็จจากผู้นำเป็นตัวจุดประกายและตัวกระตุ้นให้เกิดการตื่น ตัว เช่น พีดีเฮ้าส์แฟรนไชส์ธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่สามารถขยายได้กว่า 10 สาขา โดยใช้เงินลงทุนในธุรกิจสาขาละ 3-4 ล้านบาทหรือโมลิแคร์แฟรนไชส์ธุรกิจคาร์แคร์ พรู้ฟโค้ทแฟรนไชส์ธุรกิจรับซ่อมบ้าน

ขณะที่ แฟรนไชส์ธุรกิจซักรีดรายเด่นๆ จะกลับมาใหม่ แฟรนไชส์ธุรกิจตู้หยอดเหรียญจะเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากธุรกิจขายเครื่องกรองน้ำจะเกิดเป็นธุรกิจบริการจัดส่งน้ำดื่ม เป็นต้น รวมทั้ง ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนจะได้รับการตอบรับ และธุรกิจเสื้อผ้าระดับราคากลางๆ จะมีแนวโน้มดีขึ้น

สำหรับธุรกิจที่อาจจะมีความยากลำบากในปี 2554 คือธุรกิจประเภทบริการความงาม เช่น สปา ศูนย์ลดความอ้วน ร้านตัดผม คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวต่ำ เพราะตลาดอิ่มตัวจากการที่ได้มีการลงทุนไปมากแล้วก่อนหน้านี้ และนักลงทุนบางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจนี้จะหันไปสนใจ ธุรกิจอื่น โดยเฉพาะธุรกิจอาหารซึ่งเป็นธุรกิจพื้นฐาน

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สำคัญยังมาจากการผลักดันของ ธนาคารต่างๆ ที่นำร่องโดยธนาคารกสิกรไทยซึ่งตั้งวงเงินสินเชื่อถึง 3,000 ล้านบาทเพื่อให้สินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ตั้งแต่ 1-12 ล้านบาทโดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน นับเป็นแคมเปญที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้อย่างดี นอกจากนี้ธนาคารอื่นๆ กำลังเตรียมสินเชื่อให้กับธุรกิจแฟรนไชส์เช่นเดียวกัน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น รวมทั้ง การจัดทำไมโครไฟแนนซ์ของไปรษณีย์ไทยจะช่วยให้แฟรนไชส์ขนาดเล็กหรือไมโครแฟรน ไชส์เติบโตตามไปด้วย

ที่ปรึกษาธุรกิจแฟรนไชส์แนะนำและเตือนว่า ในด้านของนักลงทุนควรจะต้องศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการทำธุรกิจต้องใช้เวลาลงไปคลุกคลีไม่น้อย ซึ่งถ้าธุรกิจไม่สามารถก้าวไปได้จะทำให้เสียทั้งเงินและเวลา ส่วนด้านของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในปีหน้า เนื่องจากเมื่อภาพรวมของธุรกิจมีการเติบโตก็จะเกิดปัญหาเรื่องบุคลากร จึงต้องให้ความสำคัญด้วยการเน้นพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้น จะเกิดปัญหาการถดถอยของธุรกิจขึ้นได้จากการขาดความมั่นใจ และยากที่จะรื้อฟื้นให้กลับมาเหมือนเดิม เพราะธุรกิจแฟรนไชส์ต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นหลักยึดระหว่างผู้ขายและผู้ ซื้อแฟรนไชส์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการกระจายตัวของการลงทุน แต่หากภาครัฐไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการกำกับดูแลจะก่อให้เกิด ปัญหาที่ยากจะแก้ไข ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีการป้องกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดทั้งที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ และตั้งใจจะหลอกลวงของผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ เพื่อให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตไปได้อย่างราบรื่น

 

5/19/2554

ถ้าจะกล่าวถึงการเริ่มธุรกิจแบบแฟรนไชส์นั้น ร้านต้นแบบ หรือ Pilot Project ถือว่าเป็นการเริ่มต้นระบบธุรกิจแบบแฟรนไชส์ ที่สำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นจุดหลักในการเป็นต้นร่างของ โครงการ ที่เป็นภาพที่ เห็นเด่นชัดที่สุด เป็นแหล่งข้อมูล ในการจดบันทึก ทั้งตัวเลขและ วิธีการบริหารร้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นกรณีศึกษา ในการสร้างระบบ แฟรนไชส์ที่สมบูรณ์แบบต่อไป

นอกจากนี้ Pilot Project ยังมี ประโยชน์อีกมากมาย เช่น เป็นร้านตัวอย่าง เป็นสถานที่ฝึกงานของ แฟรนไชซี่ได้อีกด้วย เมื่อตัดสินใจที่จะขยายธุรกิจ ในรูปแบบแฟรนไชส์แล้ว ควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำ Pilot Project จะเป็นเหมือนแผนที่ ที่จะบอกถึงทาง ที่จะต้องเดินทางไปให้บรรลุเป้าหมาย จะบอกถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึง

ขั้นตอนของการทำ Pilot Project มีดังต่อไปนี้คือ


1. วัตถุประสงค์

มีความสำคัญอย่างยิ่งก่อนทำโครงการ ควรที่จะร่าง วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของโครงการ ตรงกับความต้องการ ของธุรกิจอย่าง ถูกต้อง เช่น ระบุว่าต้องการทำโครงการต้นแบบ ร้านอาหารซึ่งระบบเที่นี้ไม่เพียงพอ ควรที่จะระบุว่าเป็นร้าน อาหารประเภท ไหน ตั้งอยู่ทำเลอะไร ใครเป็นลูกค้า ชนิดของอาหาร รวมทั้ง จะมีเอกลักษณ์หรือภาพลักษณ์อาหารแบบไหนด้วย สามารถเขียน ง่าย ๆ สั้น ๆ ว่าต้องการ ทำโครงการร้านต้นแบบ อาหารไทย ลักษณะฟาสท์ฟู้ด เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น ร้านบัวบาน เป็นต้น

2. Who is Pilot Project

สิ่งที่ต้องกำหนดต่อไปก็คือ ร้านต้นแบบควรจะบริหารงานโดยใคร ถ้าจะให้โครงการสมบูรณ์จริง ๆ ควรที่จะคัดเลือกผู้ที่จะมาดำเนิน งานร้านต้นแบบนี้ โดยคัดเลือกจากผู้บริหารในบริษัท เป็นผู้ดำเนินงานแล้วให้ลงทุน ร่วมไม่เกิน 25% ก็ได้หรือแบ่งเปอร์ เซ็นต์จากผลกำไร ให้นอกเหนือจากเงินเดือนจะทำให้ Pilot Project แสดงภาพของ Franchisee ได้ชัดเจนมากขึ้น เกิดภาพ แห่งการเรียนรู้ทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายบริหารที่เป็นเจ้าของบริษัท และฝ่ายแฟรนไชซี่

3. Corporate Identity

เอกลักษณ์หรือภาพลักษณ์ของร้าน ความจำเป็นของเอกลักษณ์ ของร้านมีความสำคัญอยู่ตรงที่จะสร้างแรงดึงดูดจูงใจให้ลูกค้า มาใช้บริการได้มากน้อยแค่ไหน ร้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว จะได้เปรียบมาก สามารถสร้างพลังในการที่จะต่อสู้กับ คู่แข่ง ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อและไม่หนักแรง

เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกาลนาน ที่ซีคอนแสควร์ สร้างเอกลักษณ์ได้ดีมาก คือ ร้านจะให้สีเข้ม และมี เรือขนาดใหญ่ อยู่หน้าร้าน อาหารรสชาติตรงใจวัยรุ่นที่ชอบรส แซ่บ ๆ แบบก๋วยเตี๋ยวเรือ ร้านดูสะอาดน่าเข้ามาก Theme ของร้านสามารถดึงดูดให้คนสนใจได้อย่างดี Sentimental Perception โทนสีของร้านจะใช้สีทึบดูขรึม ให้อารมณ์แบบไทยโบราณ

ในบางธุรกิจสีของร้าน อาจใช้สีที่ร่างเริง อยู่เสมอเช่น ร้าน เซเว่นอีเลฟเว่น ใช้สีเขียวแดง ร้านแมคโดนัลด์ ใช้สีโลโก้เป็น แดงเหลือง ซึ่งจะทำให้ผู้ที่จ้องดูแล้วเรียกน้ำลายได้ เป็นอย่างดี

เรื่อง?Corporate Identity จะต้องคำนึงถึงเรื่อง ดังต่อไปนี้

-?ป้าย (Signs) ทั้งหน้าร้านและในร้าน ควรมีสีสรร ที่ตรงกับ Concept ของธุรกิจ

-?การตกแต่ง (Decoration) ควรผสมผสานกับสินค้า และการให้ บริการในร้าน อย่างเหมาะสมและกลมกลืน

4. Location

ทำเลที่ตั้ง ในการทำธุรกิจ ทำเลที่ตั้ง เป็นตัวบอกถึงความสำเร็จ หรือล้มเหลวของธุรกิจได้มาก เพราะถ้าทำเลที่ตั้งไม่ดีแล้ว ยากมากที่ จะประสบความสำเร็จ คิดจะใช้ฝีมืออย่างเดียวคงจะสู้คู่แข่งที่ทำเล ดีกว่านี้ จะค่อนข้าง หนักแรงมากทำให้ผลกำไรลดลง อย่างมาก หรือ ไม่มีกำไรเลยก็ได้

ดังนั้น ถ้าไม่มีทำเลที่ดีแล้ว อย่าเพิ่งเริ่มธุรกิจจะดี กว่า ทำเลธุรกิจในปัจจุบันมักจะอยู่ 2 จุดใหญ่ คือ ไม่เข้าห้างสรรพ สินค้า พลาซ่า ก็อาคารพาณิชย์ ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน แต่ยุคนี้ควรจะมองทำเลใน ห้างสรรพสินค้า หรือพลาซ่าจะดีกว่า

ถูก คือ ถูกเงิน และถูก Concept ถูกเงินคือค่าใช้จ่ายด้านค่าเช่าของ อาคารและพื้นที่ ควรอยู่ที่ 10-15% ของยอดรายรับ ซึ่งถ้าค่าเช่า เป็นแสนบาทต่อเดือน จะต้องคำนึงถึงยอดรายรับที่ 1 ล้าน ถึง 1.5 ล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียว ส่วนคำว่าถูก Concept หมายถึงจะ ต้องอยู่ในทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น โรงเรียนกวดวิชาควรจะ อยู่ในทำเลใกล้สถานศึกษา ไม่ควรอยู่ในสถานเริงรมย์อย่าง RCA เป็นต้น

สวย หมายถึง ตัวอาคารหรือพื้นที่เช่า ควรมีรูปร่างทรงสี่เหลี่ยม ง่ายต่อการตกแต่ง และการออกแบบ เห็นง่ายไปมาสะดวก มี Direction ชัดเจน เช่น อยู่ใกล้อนุสาวรียชัยฯ ใกล้ร้านแมคโดนัลด์ เป็นต้น

ดี จะต้องอยู่กับผู้ให้เช่าที่ดี มีความมั่นคงและอยู่ในจุดที่มีคน พลุกพล่าน เช่น ใกล้ตลาด หรือ อยู่ ในพลาซ่า ซึ่งเป็นทำเล ที่เศรษฐกิจ ตกต่ำมากเท่าไรก็ตาม ผู้บริโภคก็ จะต้องไปใช้ บริการตรงนั้น

5. ระบบการจัดการ

จะต้องมีระบบการจัดงานของร้านต้นแบบ ให้มีระบบที่สามารถพึ่ง ตนเองได้ เช่น มีระบบการจัดสินค้า และบริการที่ดี มีระบบบัญชีแบบ Small Business ที่สามารถรู้กำไรขาดทุนของร้างได้ทุกเดือน หรือสามารถทำงบดุลได้เอง ควรมีระบบบริหารงานบุคคลภายใน ร้านได้มีกฎระเบียบการบริหารให้พนักงานในร้านปฏิบัติตาม และข้อสำคัญมาก ควรมีการจดบันทึกการทำงานแบบ Dairy Report ทุกวัน

ควรมีการบันทึกควบคู่กับการถ่ายรูปทุกขั้นตอนการ ทำงาน ปัญหาอุปสรรคการดำเนินงาน แนวทางการแก้ปัญหาไว้ อย่างละเอียด ควรเริ่มตั้งแต่การเตรียมการ ตกแต่งร้าน การจัดสินค้า กิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานทุก ขั้นตอนของร้าน เพื่อให้มีผลกำไร รวมทั้งการสนับสนุนจากสำนัก งานใหญ่ จะต้องมีอะไรบ้าง การคิดค่าใช้จ่าย ค่ารอยัลตี้ จะคิดอย่างไร ตัวเลขการคืนทุนภายในกี่ปี

โดยปกติแล้ว Pilot Project จะต้องดำเนินการอย่างน้อย 1 รอบบัญชี คือ 1 ปี แล้วนำ มาเปรียบเทียบตัวเลขและวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ของโครงการว่า ตรงกับธุรกิจที่ดำเนินการอยู่หรือไม่ สามารถดำเนินงานในระบบนี้ ต่อไปอย่างไร

6. มาตรฐานของ Pilot Project

ในการสร้างร้าน Pilot Project ควรที่จะสร้างมาตรฐานขึ้นมา ตั้งแต่การออกแบบตกแต่ง ระบบงานต่าง ๆ ระบบเทคโนโลยี (IT) ทุกวันนี้ระบบคอมพิวเตอร์มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจแบบ SMEs เพราะจะช่วยประหยัดเวลาและช่วงการดำเนินงานไม่ให้ ผิดพลาด
ดังนั้นร้านที่มีมาตรฐาน ควรจะมีการนำเอาระบบ IT เข้า มาช่วยในการบริหารงานต่าง ๆ และจะทำให้แฟรนไชซอร์ สามารถ ควบคุมดูแลการทำงาน ของแฟรนไชซี่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คำว่า มาตรฐานควรจะมีทีม AUDIT ที่จะเข้าไป ตรวจสอบ การทำงานของแฟรนไชซี่ด้วย
ซึ่งการมี AUDIT แฟรน ไชซี่ นั้นมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อด้วยกันคือ
6.1. ช่วยตรวจดูระบบและการทำงานตลอดจนคุณภาพมาตรฐาน ของสินค้า และบริการของธุรกิจ ตรงตามที่กำหนดหรือไม่
6.2. ตรวจสอบเพื่อช่วยแฟรนไชซี่ให้พัฒนาและสร้างมาตรฐานได้ ตรงตามที่กำหนด รวมทั้งช่องตรวจสอบการทุจริตที่พนักงานในร้าน อาจมีต่อแฟรนไชซี่ได้

 

Franchise Pilot Project ร้านต้นแบบแฟรนไชส์

ถ้าจะกล่าวถึงการเริ่มธุรกิจแบบแฟรนไชส์นั้น ร้านต้นแบบ หรือ Pilot Project ถือว่าเป็นการเริ่มต้นระบบธุรกิจแบบแฟรนไชส์ ที่สำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นจุดหลักในการเป็นต้นร่างของ โครงการ ที่เป็นภาพที่ เห็นเด่นชัดที่สุด เป็นแหล่งข้อมูล ในการจดบันทึก ทั้งตัวเลขและ วิธีการบริหารร้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นกรณีศึกษา ในการสร้างระบบ แฟรนไชส์ที่สมบูรณ์แบบต่อไป

นอกจากนี้ Pilot Project ยังมี ประโยชน์อีกมากมาย เช่น เป็นร้านตัวอย่าง เป็นสถานที่ฝึกงานของ แฟรนไชซี่ได้อีกด้วย เมื่อตัดสินใจที่จะขยายธุรกิจ ในรูปแบบแฟรนไชส์แล้ว ควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำ Pilot Project จะเป็นเหมือนแผนที่ ที่จะบอกถึงทาง ที่จะต้องเดินทางไปให้บรรลุเป้าหมาย จะบอกถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึง

ขั้นตอนของการทำ Pilot Project มีดังต่อไปนี้คือ


1. วัตถุประสงค์

มีความสำคัญอย่างยิ่งก่อนทำโครงการ ควรที่จะร่าง วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของโครงการ ตรงกับความต้องการ ของธุรกิจอย่าง ถูกต้อง เช่น ระบุว่าต้องการทำโครงการต้นแบบ ร้านอาหารซึ่งระบบเที่นี้ไม่เพียงพอ ควรที่จะระบุว่าเป็นร้าน อาหารประเภท ไหน ตั้งอยู่ทำเลอะไร ใครเป็นลูกค้า ชนิดของอาหาร รวมทั้ง จะมีเอกลักษณ์หรือภาพลักษณ์อาหารแบบไหนด้วย สามารถเขียน ง่าย ๆ สั้น ๆ ว่าต้องการ ทำโครงการร้านต้นแบบ อาหารไทย ลักษณะฟาสท์ฟู้ด เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น ร้านบัวบาน เป็นต้น

2. Who is Pilot Project

สิ่งที่ต้องกำหนดต่อไปก็คือ ร้านต้นแบบควรจะบริหารงานโดยใคร ถ้าจะให้โครงการสมบูรณ์จริง ๆ ควรที่จะคัดเลือกผู้ที่จะมาดำเนิน งานร้านต้นแบบนี้ โดยคัดเลือกจากผู้บริหารในบริษัท เป็นผู้ดำเนินงานแล้วให้ลงทุน ร่วมไม่เกิน 25% ก็ได้หรือแบ่งเปอร์ เซ็นต์จากผลกำไร ให้นอกเหนือจากเงินเดือนจะทำให้ Pilot Project แสดงภาพของ Franchisee ได้ชัดเจนมากขึ้น เกิดภาพ แห่งการเรียนรู้ทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายบริหารที่เป็นเจ้าของบริษัท และฝ่ายแฟรนไชซี่

3. Corporate Identity

เอกลักษณ์หรือภาพลักษณ์ของร้าน ความจำเป็นของเอกลักษณ์ ของร้านมีความสำคัญอยู่ตรงที่จะสร้างแรงดึงดูดจูงใจให้ลูกค้า มาใช้บริการได้มากน้อยแค่ไหน ร้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว จะได้เปรียบมาก สามารถสร้างพลังในการที่จะต่อสู้กับ คู่แข่ง ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อและไม่หนักแรง

เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกาลนาน ที่ซีคอนแสควร์ สร้างเอกลักษณ์ได้ดีมาก คือ ร้านจะให้สีเข้ม และมี เรือขนาดใหญ่ อยู่หน้าร้าน อาหารรสชาติตรงใจวัยรุ่นที่ชอบรส แซ่บ ๆ แบบก๋วยเตี๋ยวเรือ ร้านดูสะอาดน่าเข้ามาก Theme ของร้านสามารถดึงดูดให้คนสนใจได้อย่างดี Sentimental Perception โทนสีของร้านจะใช้สีทึบดูขรึม ให้อารมณ์แบบไทยโบราณ

ในบางธุรกิจสีของร้าน อาจใช้สีที่ร่างเริง อยู่เสมอเช่น ร้าน เซเว่นอีเลฟเว่น ใช้สีเขียวแดง ร้านแมคโดนัลด์ ใช้สีโลโก้เป็น แดงเหลือง ซึ่งจะทำให้ผู้ที่จ้องดูแล้วเรียกน้ำลายได้ เป็นอย่างดี

เรื่อง?Corporate Identity จะต้องคำนึงถึงเรื่อง ดังต่อไปนี้

-?ป้าย (Signs) ทั้งหน้าร้านและในร้าน ควรมีสีสรร ที่ตรงกับ Concept ของธุรกิจ

-?การตกแต่ง (Decoration) ควรผสมผสานกับสินค้า และการให้ บริการในร้าน อย่างเหมาะสมและกลมกลืน

4. Location

ทำเลที่ตั้ง ในการทำธุรกิจ ทำเลที่ตั้ง เป็นตัวบอกถึงความสำเร็จ หรือล้มเหลวของธุรกิจได้มาก เพราะถ้าทำเลที่ตั้งไม่ดีแล้ว ยากมากที่ จะประสบความสำเร็จ คิดจะใช้ฝีมืออย่างเดียวคงจะสู้คู่แข่งที่ทำเล ดีกว่านี้ จะค่อนข้าง หนักแรงมากทำให้ผลกำไรลดลง อย่างมาก หรือ ไม่มีกำไรเลยก็ได้

ดังนั้น ถ้าไม่มีทำเลที่ดีแล้ว อย่าเพิ่งเริ่มธุรกิจจะดี กว่า ทำเลธุรกิจในปัจจุบันมักจะอยู่ 2 จุดใหญ่ คือ ไม่เข้าห้างสรรพ สินค้า พลาซ่า ก็อาคารพาณิชย์ ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน แต่ยุคนี้ควรจะมองทำเลใน ห้างสรรพสินค้า หรือพลาซ่าจะดีกว่า

ถูก คือ ถูกเงิน และถูก Concept ถูกเงินคือค่าใช้จ่ายด้านค่าเช่าของ อาคารและพื้นที่ ควรอยู่ที่ 10-15% ของยอดรายรับ ซึ่งถ้าค่าเช่า เป็นแสนบาทต่อเดือน จะต้องคำนึงถึงยอดรายรับที่ 1 ล้าน ถึง 1.5 ล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียว ส่วนคำว่าถูก Concept หมายถึงจะ ต้องอยู่ในทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น โรงเรียนกวดวิชาควรจะ อยู่ในทำเลใกล้สถานศึกษา ไม่ควรอยู่ในสถานเริงรมย์อย่าง RCA เป็นต้น

สวย หมายถึง ตัวอาคารหรือพื้นที่เช่า ควรมีรูปร่างทรงสี่เหลี่ยม ง่ายต่อการตกแต่ง และการออกแบบ เห็นง่ายไปมาสะดวก มี Direction ชัดเจน เช่น อยู่ใกล้อนุสาวรียชัยฯ ใกล้ร้านแมคโดนัลด์ เป็นต้น

ดี จะต้องอยู่กับผู้ให้เช่าที่ดี มีความมั่นคงและอยู่ในจุดที่มีคน พลุกพล่าน เช่น ใกล้ตลาด หรือ อยู่ ในพลาซ่า ซึ่งเป็นทำเล ที่เศรษฐกิจ ตกต่ำมากเท่าไรก็ตาม ผู้บริโภคก็ จะต้องไปใช้ บริการตรงนั้น

5. ระบบการจัดการ

จะต้องมีระบบการจัดงานของร้านต้นแบบ ให้มีระบบที่สามารถพึ่ง ตนเองได้ เช่น มีระบบการจัดสินค้า และบริการที่ดี มีระบบบัญชีแบบ Small Business ที่สามารถรู้กำไรขาดทุนของร้างได้ทุกเดือน หรือสามารถทำงบดุลได้เอง ควรมีระบบบริหารงานบุคคลภายใน ร้านได้มีกฎระเบียบการบริหารให้พนักงานในร้านปฏิบัติตาม และข้อสำคัญมาก ควรมีการจดบันทึกการทำงานแบบ Dairy Report ทุกวัน

ควรมีการบันทึกควบคู่กับการถ่ายรูปทุกขั้นตอนการ ทำงาน ปัญหาอุปสรรคการดำเนินงาน แนวทางการแก้ปัญหาไว้ อย่างละเอียด ควรเริ่มตั้งแต่การเตรียมการ ตกแต่งร้าน การจัดสินค้า กิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานทุก ขั้นตอนของร้าน เพื่อให้มีผลกำไร รวมทั้งการสนับสนุนจากสำนัก งานใหญ่ จะต้องมีอะไรบ้าง การคิดค่าใช้จ่าย ค่ารอยัลตี้ จะคิดอย่างไร ตัวเลขการคืนทุนภายในกี่ปี

โดยปกติแล้ว Pilot Project จะต้องดำเนินการอย่างน้อย 1 รอบบัญชี คือ 1 ปี แล้วนำ มาเปรียบเทียบตัวเลขและวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ของโครงการว่า ตรงกับธุรกิจที่ดำเนินการอยู่หรือไม่ สามารถดำเนินงานในระบบนี้ ต่อไปอย่างไร

6. มาตรฐานของ Pilot Project

ในการสร้างร้าน Pilot Project ควรที่จะสร้างมาตรฐานขึ้นมา ตั้งแต่การออกแบบตกแต่ง ระบบงานต่าง ๆ ระบบเทคโนโลยี (IT) ทุกวันนี้ระบบคอมพิวเตอร์มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจแบบ SMEs เพราะจะช่วยประหยัดเวลาและช่วงการดำเนินงานไม่ให้ ผิดพลาด
ดังนั้นร้านที่มีมาตรฐาน ควรจะมีการนำเอาระบบ IT เข้า มาช่วยในการบริหารงานต่าง ๆ และจะทำให้แฟรนไชซอร์ สามารถ ควบคุมดูแลการทำงาน ของแฟรนไชซี่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คำว่า มาตรฐานควรจะมีทีม AUDIT ที่จะเข้าไป ตรวจสอบ การทำงานของแฟรนไชซี่ด้วย
ซึ่งการมี AUDIT แฟรน ไชซี่ นั้นมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อด้วยกันคือ
6.1. ช่วยตรวจดูระบบและการทำงานตลอดจนคุณภาพมาตรฐาน ของสินค้า และบริการของธุรกิจ ตรงตามที่กำหนดหรือไม่
6.2. ตรวจสอบเพื่อช่วยแฟรนไชซี่ให้พัฒนาและสร้างมาตรฐานได้ ตรงตามที่กำหนด รวมทั้งช่องตรวจสอบการทุจริตที่พนักงานในร้าน อาจมีต่อแฟรนไชซี่ได้