แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้านกาแฟ แสดงบทความทั้งหมด

4/30/2555

นับเป็นเวลากว่า 12 ปีมาแล้วที่ “ดิโอโร่” (D’ Oro) ดำเนินธุรกิจกาแฟครบวงจร ตั้งแต่ปลูก คั่ว ขายเมล็ดกาแฟ จนถึงเปิดร้านของตัวเอง โดยในปีนี้ (2555) ได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติมด้วยการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ลงทุน 1- 2.5 ล้านบาท กำหนดเป้า ขายอย่างต่ำ 100 แก้วต่อวัน ธุรกิจอยู่รอด


นริศ ศรีอุเทนชัย นริศ ศรีอุเทนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพี โปรเกรสชิฟ จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน ร้านดิโอโร่มีสาขารวม 75 แห่ง เปิดโดยบริษัทเอง 73 แห่ง และร้านแฟรนไชส์ต้นแบบ 2 แห่ง ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาระบบแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง จนปีนี้ มีความพร้อมที่จะเปิดรับผู้



โดยวิธีควบคุมคุณภาพแฟรนไชส์ที่พัฒนาขึ้น ได้นำระบบไอทีมาตรวจสอบและดูแลทุกๆ ด้านผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่จะออนไลน์ตลอดเวลา เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแฟรนไชซอร์ และแฟรนไชส์ซีไว้ด้วยกัน ทั้งการสั่งวัตถุดิบ สต็อกสินค้า ยอดขาย ประวัติสมาชิก ฯลฯ ช่วยให้ทุกสาขามี



ผู้บริหารแฟรนไชส์ดิโอโร่ ระบุว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจร้านกาแฟ คือ “ทำเล” ต้องอยู่ในย่านชุมชน สะดวกสบายเรื่องที่จอดรถ โดยเบื้องต้นผู้ลงทุนต้องหาทำเลมานำเสนอ จากนั้น บริษัทจะมีทีมสำรวจความเป็นไปได้ หากผ่านจะเข้าขั้นตอนทำสัญญาร่วมกัน



ด้านรูปแบบแฟรนไชส์เจาะจงต้องเปิดเป็นรูปแบบ “ร้าน” เท่านั้น พื้นที่ตั้งแต่ 16 - 100 ตารางเมตร โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1-2.5 ล้านบาท (แล้วแต่ขนาดร้าน) แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 3.5 แสนบาท อายุสัญญา 5 ปี นอกจากนั้น เป็นค่าตกแต่งร้าน ระบบไอที และค่าอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น หลังเปิดร้านมีการเรียกเก็บค่าสิทธิ (Royalty) 4% ของยอดขาย/เดือน และค่าการตลาด 2% ของยอดขาย/เดือน



“หลักในการคัดกรองผู้มาร่วมธุรกิจกับเรา ต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องทำเล เงินทุน และสิ่งสำคัญจะดูที่ “ทัศนคติ” ของเขาก่อน ถ้าเป็นคนที่เข้ามา แล้วตำหนิว่า ทำไมแฟรนไชส์แพงจัง? หรือไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องจ่ายค่าการตลาด? ทำไมต้องหักส่วนแบ่งยอดขาย? หรือคิดแต่จะได้กำไรเป็นอันดับแรก คนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่ผู้จะมาร่วมธุรกิจกับเราได้ แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจในระบบแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง เขาจะเข้าใจว่า เงินที่หักไปจะถูกนำไปให้คุ้มค่าได้อย่างไร ซึ่งเราจะทำตั้งแต่ศึกษาความเป็นไปได้ การต่อยอดจัดโปรโมชั่นต่างๆ ส่งเสริมการตลาด รวมถึง จัดอบรมพัฒนาผู้บริหารร้านแฟรนไชส์ ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้แฟรนไชส์ของดิโอโร่มีความแข็งแรงมั่นคง เพราะเราคิดถึงการเป็นคู่ค้ากันในระยะยาว ดังนั้น ทัศนคติของผู้ที่จะร่วม



นอกจากนั้น กำหนดให้แฟรนไชส์ซีต้องรับวัตถุดิบหลัก เช่น กาแฟ ชา โกโก้ ไซรัป แก้วกาแฟ และเบเกอรี่จากบริษัท หรือร้านค้าที่บริษัทอนุมัติเท่านั้น โดยกำไรที่ผู้ลงทุนจะได้รับ หักเฉพาะค่าวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% ของยอดขาย ส่วนกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ประมาณ 15-35% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของแต่ละสาขา ซึ่งจากผลกำไรดังกล่าว หากขายได้วันละประมาณ 100 แก้ว แฟรนไชส์ซีจะคืนเงินลงทุนในได้เวลา 2-2.5 ปี ซึ่งจากค่าเฉลี่ยของร้านดิโอโร่ที่ผ่านมา แทบทุกสาขามียอดขายเกิน 100 แก้วต่อวัน ในขณะที่อัตราล้มเหลวของสาขาที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสาขาที่ประสบความสำเร็จ



“ผมคงไม่สามารถการันตีได้ว่า ทุกสาขาแฟรนไชส์ที่จะมาร่วมลงทุนกับเราจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ นำข้อมูลจริงมานำเสนอเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้ลงทุน ซึ่งจากการเปิดสาขาด้วยตัวบริษัทเอง ค่าเฉลี่ยสาขาของเราทุกแห่ง สามารถขายได้วันละ 100 แก้ว ดังนั้น สำหรับผู้มาเป็นแฟรนไชส์ถ้าทำในมาตรฐานและรูปแบบเดียวกันของร้านดิโอโร่ โอกาสที่ร้านจะประสบความสำเร็จจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนร้านที่เราเปิดแล้วล้มเหลว ก็มีเช่นกันแต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากทำเลไม่เหมาะสม ฉะนั้น ผมจึงย้ำว่า สำหรับผู้มาลงทุนแฟรนไชส์ ควรต้องมีทำเลที่เหมาะสม ซึ่งเราจะทำการสำรวจร่วมกัน เพื่อให้ได้ทำเลที่เหมาะสมจริงๆ” ผู้บริหารดิโอโร่ กล่าว



นริศ เผยด้วยว่า ความน่าสนใจต่อการลงทุนแฟรนไชส์ดิโอโร่ มาจากแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ในฐานะกาแฟของไทยที่มีรสชาติและคุณภาพไม่เป็นรองต่างชาติ อีกทั้ง ราคาไม่สูงเกินไป นอกจากนั้น ดิโอโร่มีจำนวนลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกกว่าแสนราย ซึ่งคนกลุ่มนี้ชื่นชอบและดื่มกาแฟดิโอโร่เป็นประจำอยู่แล้ว จึงเป็นประโยชน์แก่แฟรนไชส์ซีที่มีฐานลูกค้าเบื้องต้นค่อนข้างแน่นอน รวมถึง ข้อมูลสมาชิกเหล่านี้ ยังสามารถนำไปต่อยอดจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดได้ต่อเนื่อง



สำหรับเป้าในการขยายแฟรนไชส์ในปีนี้ กำหนดไว้ที่ 20-25 สาขา กระจายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ควบคู่กับขยายด้วยบริษัทเองในอัตราใกล้เคียงกัน และตั้งเป้าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีร้านแฟรนไชส์ดิโอโร่กระจายอยู่กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ “ทุกวันนี้ มีธุรกิจร้านกาแฟ เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก ทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก แต่ตลาดของกาแฟสดยังเติบโตไปได้อีกมาก มูลค่าตลาดต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท และมีอัตราโตขึ้น 10-20% ทุกๆ ปี เพราะคนรุ่นใหม่ นิยมดื่มกาแฟสดกันมาก รวมถึง ทุกวันนี้ การดื่มกาแฟสดกลายเป็นอีกกิจวัตรของคนไทยไปแล้ว ดังนั้น ผมมั่นใจว่า ตลาดกาแฟสดยังไม่เต็ม แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่ในที่สุดแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้คัดกรองคุณภาพเองว่า ผู้ผลิตเจ้าใดจะอยู่รอดได้บ้าง” นริศ




แหล่งที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

'ดิโอโร่' สยายปีกแฟรนไชส์ ปักธง ขายวันละ 100 แก้ว ร้านฉลุย

นับเป็นเวลากว่า 12 ปีมาแล้วที่ “ดิโอโร่” (D’ Oro) ดำเนินธุรกิจกาแฟครบวงจร ตั้งแต่ปลูก คั่ว ขายเมล็ดกาแฟ จนถึงเปิดร้านของตัวเอง โดยในปีนี้ (2555) ได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติมด้วยการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ลงทุน 1- 2.5 ล้านบาท กำหนดเป้า ขายอย่างต่ำ 100 แก้วต่อวัน ธุรกิจอยู่รอด


นริศ ศรีอุเทนชัย นริศ ศรีอุเทนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพี โปรเกรสชิฟ จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน ร้านดิโอโร่มีสาขารวม 75 แห่ง เปิดโดยบริษัทเอง 73 แห่ง และร้านแฟรนไชส์ต้นแบบ 2 แห่ง ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาระบบแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง จนปีนี้ มีความพร้อมที่จะเปิดรับผู้



โดยวิธีควบคุมคุณภาพแฟรนไชส์ที่พัฒนาขึ้น ได้นำระบบไอทีมาตรวจสอบและดูแลทุกๆ ด้านผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่จะออนไลน์ตลอดเวลา เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแฟรนไชซอร์ และแฟรนไชส์ซีไว้ด้วยกัน ทั้งการสั่งวัตถุดิบ สต็อกสินค้า ยอดขาย ประวัติสมาชิก ฯลฯ ช่วยให้ทุกสาขามี



ผู้บริหารแฟรนไชส์ดิโอโร่ ระบุว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจร้านกาแฟ คือ “ทำเล” ต้องอยู่ในย่านชุมชน สะดวกสบายเรื่องที่จอดรถ โดยเบื้องต้นผู้ลงทุนต้องหาทำเลมานำเสนอ จากนั้น บริษัทจะมีทีมสำรวจความเป็นไปได้ หากผ่านจะเข้าขั้นตอนทำสัญญาร่วมกัน



ด้านรูปแบบแฟรนไชส์เจาะจงต้องเปิดเป็นรูปแบบ “ร้าน” เท่านั้น พื้นที่ตั้งแต่ 16 - 100 ตารางเมตร โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1-2.5 ล้านบาท (แล้วแต่ขนาดร้าน) แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 3.5 แสนบาท อายุสัญญา 5 ปี นอกจากนั้น เป็นค่าตกแต่งร้าน ระบบไอที และค่าอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น หลังเปิดร้านมีการเรียกเก็บค่าสิทธิ (Royalty) 4% ของยอดขาย/เดือน และค่าการตลาด 2% ของยอดขาย/เดือน



“หลักในการคัดกรองผู้มาร่วมธุรกิจกับเรา ต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องทำเล เงินทุน และสิ่งสำคัญจะดูที่ “ทัศนคติ” ของเขาก่อน ถ้าเป็นคนที่เข้ามา แล้วตำหนิว่า ทำไมแฟรนไชส์แพงจัง? หรือไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องจ่ายค่าการตลาด? ทำไมต้องหักส่วนแบ่งยอดขาย? หรือคิดแต่จะได้กำไรเป็นอันดับแรก คนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่ผู้จะมาร่วมธุรกิจกับเราได้ แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจในระบบแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง เขาจะเข้าใจว่า เงินที่หักไปจะถูกนำไปให้คุ้มค่าได้อย่างไร ซึ่งเราจะทำตั้งแต่ศึกษาความเป็นไปได้ การต่อยอดจัดโปรโมชั่นต่างๆ ส่งเสริมการตลาด รวมถึง จัดอบรมพัฒนาผู้บริหารร้านแฟรนไชส์ ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้แฟรนไชส์ของดิโอโร่มีความแข็งแรงมั่นคง เพราะเราคิดถึงการเป็นคู่ค้ากันในระยะยาว ดังนั้น ทัศนคติของผู้ที่จะร่วม



นอกจากนั้น กำหนดให้แฟรนไชส์ซีต้องรับวัตถุดิบหลัก เช่น กาแฟ ชา โกโก้ ไซรัป แก้วกาแฟ และเบเกอรี่จากบริษัท หรือร้านค้าที่บริษัทอนุมัติเท่านั้น โดยกำไรที่ผู้ลงทุนจะได้รับ หักเฉพาะค่าวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% ของยอดขาย ส่วนกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ประมาณ 15-35% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของแต่ละสาขา ซึ่งจากผลกำไรดังกล่าว หากขายได้วันละประมาณ 100 แก้ว แฟรนไชส์ซีจะคืนเงินลงทุนในได้เวลา 2-2.5 ปี ซึ่งจากค่าเฉลี่ยของร้านดิโอโร่ที่ผ่านมา แทบทุกสาขามียอดขายเกิน 100 แก้วต่อวัน ในขณะที่อัตราล้มเหลวของสาขาที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสาขาที่ประสบความสำเร็จ



“ผมคงไม่สามารถการันตีได้ว่า ทุกสาขาแฟรนไชส์ที่จะมาร่วมลงทุนกับเราจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ นำข้อมูลจริงมานำเสนอเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้ลงทุน ซึ่งจากการเปิดสาขาด้วยตัวบริษัทเอง ค่าเฉลี่ยสาขาของเราทุกแห่ง สามารถขายได้วันละ 100 แก้ว ดังนั้น สำหรับผู้มาเป็นแฟรนไชส์ถ้าทำในมาตรฐานและรูปแบบเดียวกันของร้านดิโอโร่ โอกาสที่ร้านจะประสบความสำเร็จจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนร้านที่เราเปิดแล้วล้มเหลว ก็มีเช่นกันแต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากทำเลไม่เหมาะสม ฉะนั้น ผมจึงย้ำว่า สำหรับผู้มาลงทุนแฟรนไชส์ ควรต้องมีทำเลที่เหมาะสม ซึ่งเราจะทำการสำรวจร่วมกัน เพื่อให้ได้ทำเลที่เหมาะสมจริงๆ” ผู้บริหารดิโอโร่ กล่าว



นริศ เผยด้วยว่า ความน่าสนใจต่อการลงทุนแฟรนไชส์ดิโอโร่ มาจากแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ในฐานะกาแฟของไทยที่มีรสชาติและคุณภาพไม่เป็นรองต่างชาติ อีกทั้ง ราคาไม่สูงเกินไป นอกจากนั้น ดิโอโร่มีจำนวนลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกกว่าแสนราย ซึ่งคนกลุ่มนี้ชื่นชอบและดื่มกาแฟดิโอโร่เป็นประจำอยู่แล้ว จึงเป็นประโยชน์แก่แฟรนไชส์ซีที่มีฐานลูกค้าเบื้องต้นค่อนข้างแน่นอน รวมถึง ข้อมูลสมาชิกเหล่านี้ ยังสามารถนำไปต่อยอดจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดได้ต่อเนื่อง



สำหรับเป้าในการขยายแฟรนไชส์ในปีนี้ กำหนดไว้ที่ 20-25 สาขา กระจายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ควบคู่กับขยายด้วยบริษัทเองในอัตราใกล้เคียงกัน และตั้งเป้าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีร้านแฟรนไชส์ดิโอโร่กระจายอยู่กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ “ทุกวันนี้ มีธุรกิจร้านกาแฟ เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก ทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก แต่ตลาดของกาแฟสดยังเติบโตไปได้อีกมาก มูลค่าตลาดต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท และมีอัตราโตขึ้น 10-20% ทุกๆ ปี เพราะคนรุ่นใหม่ นิยมดื่มกาแฟสดกันมาก รวมถึง ทุกวันนี้ การดื่มกาแฟสดกลายเป็นอีกกิจวัตรของคนไทยไปแล้ว ดังนั้น ผมมั่นใจว่า ตลาดกาแฟสดยังไม่เต็ม แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่ในที่สุดแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้คัดกรองคุณภาพเองว่า ผู้ผลิตเจ้าใดจะอยู่รอดได้บ้าง” นริศ




แหล่งที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

3/08/2555































 ร้านกาแฟ “เพลินวาน” เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการต่อยอดความสำเร็จของ “เพลินวาน” แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตประจำ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยการเปิดหาพันธมิตรร่วมธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยคงเอกลักษณ์ตกแต่งบรรยากาศย้อนยุคเช่นเดิม มีเมนูหลากหลายรองรับลูกค้าคนรุ่นใหม่ ภายใต้สโลแกน “นางสาวเพลินวาน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ” 




















สายสิริ ศิวะสกุล


แหล่งท่องเที่ยว “เพลินวาน” ปัจจุบันอายุครบ 2 ปีแล้ว ภายในตกแต่งเป็นบรรยากาศย้อนยุคไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว อีกทั้ง รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มโบราณไว้บริการหลากหลาย โดยเฉพาะร้านกาแฟ “เพลินวาน” นับว่าได้รับความนิยมติดอันดับต้นๆ จากทั้งรสชาติและรูปแบบ จนเป็นที่มาของการหยิบมาต่อยอดขายแฟรนไชส์

 




















ภายในตกแต่งสไตล์ย้อนยุค


สายสิริ ศิวะสกุล ผู้จัดการแฟรนไชส์ เล่าแนวคิดการขยายแฟรนไชส์ เกิดจากที่ผ่านมามีผู้สนใจติดต่อขอซื้อธุรกิจร้านกาแฟจำนวนมาก ประกอบกับ “คุณภัทรา สหวัฒน์” เจ้าของ “เพลินวาน” อยากนำแบรนด์ ซึ่งมีเอกลักษณ์จำลองบรรยากาศย้อนยุคมาให้ชาวกรุงเทพฯ ได้สัมผัสใกล้ชิดยิ่งขึ้น นอกเหนือจากที่ต้องเดินทางไปเที่ยวหัวหินเท่านั้น โดยอาศัยร้านกาแฟโบราณเป็นสื่อเชื่อมธุรกิจ จากที่เคยอยู่เฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวจุดเดียว สู่การกระจายสาขาตามแหล่งชุมชนต่างๆ ในเมือง 

ร้านกาแฟเพลินวาน มีคำขวัญว่า “นางสาวเพลินวาน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ” หมายถึง การนำเสน่ห์แห่งเพลินวาน ที่ อ.หัวหิน มาให้ลูกค้าชาวกรุงฯได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นตกแต่งร้านบรรยากาศสไตล์ย้อนยุค โดยสิ่งของต่างๆ มีทั้งเป็นของเก่าแท้ๆ และของใหม่ทำเลียนแบบ ขณะที่เครื่องดื่มต่างๆ ปรับรสชาติให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ โดยเป็นสูตรที่คิดพัฒนาขึ้นเอง มีทั้งแบบกาแฟโบราณ และกาแฟสดต่างประเทศ เช่นเดียวกับวิธีการชง มีให้เลือกทั้งแบบโบราณชงในถุง หรือชงด้วยเครื่องทันสมัย

 




















หน้าร้าน "เพลินวาน" สาขาต้นแบบที่ "แมนชั่น7"


นอกจากนั้น ยังมีเมนูผสมผสานระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่เข้าไว้ด้วยกัน เช่น ไข่กระทะใส่ชีส น้ำผลไม้ผสมโซดา และขนมต่างๆ ไว้คอยบริการ ตลอดจนในร้านยังสินค้าที่ระลึกขายจำนวนมาก เช่น ตุ๊กตา เสื้อยืด อมยิ้ม ฯลฯ ช่วยเสริมรายได้ และโฆษณาแบรนด์ไปพร้อมกัน

สำหรับการลงทุนแฟรนไชส์ สายสิริ เผยว่า ต้องเปิดในลักษณะร้านเท่านั้น เนื้อที่ 60-100 ตารางเมตร สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 30 ที่นั่ง มูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท (ขึ้นอยู่กับขนาดร้าน) แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ 3.5แสนบาท อายุสัญญา 3 ปี ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ตกแต่งร้าน ค่าอุปกรณ์ และค่าวัตถุดิบพร้อมเปิดร้าน เป็นต้น

 











ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญในการร่วมธุรกิจ ผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะต้องรับวัตถุดิบหลักจากส่วนกลางเท่านั้น เช่น เมล็ดกาแฟคั่ว ภาชนะติดแบรนด์เพลินวาน เป็นต้น ขณะที่ส่วนกลางจะสนับสนุนด้านการฝึกอบรมพนักงานโดยเฉพาะคนชงกาแฟ และเตรียมพร้อมก่อนเปิดร้าน ทั้งตกแต่งร้าน และวางระบบต่างๆ รวมถึง ให้คำปรึกษาต่อเนื่องระหว่างเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน นอกจากนั้น ในภาพใหญ่จะช่วยทำตลาดสร้างแบรนด์กาแฟเพลินวานให้รู้จักแพร่หลาย เช่น ลงโฆษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ และออกงานแสดงสินค้า เป็นต้น











“สำหรับรายละเอียดต่างๆ ในการร่วมเป็นหุ้นส่วนแฟรนไชส์ของแต่ละรายจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของแต่ละบุคคล เช่น ศักยภาพของทำเลที่ผู้ลงทุนมาเสนอ ความพร้อมด้านเงินลงทุน ทีมงาน เป็นต้น ซึ่งเราจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญการคัดสรรผู้มาร่วมธุรกิจ ควรจะเป็นผู้ที่มีความชื่นชอบ หรือมีอารมณ์ร่วมในบรรยากาศย้อนยุค ซึ่งจะทำให้พูดคุย และร่วมธุรกิจกันไปได้ด้วยดี” สายสิริ เสริม


ผู้จัดการแฟรนไชส์ เผยด้วยว่า ปัจจุบัน ร้านกาแฟเพลินวาน มีสาขาต้นแบบ คือ ร้านที่เพลินวาน อ.หัวหิน มียอดขายในช่วงสุดสัปดาห์ประมาณหลักแสนบาทต่อวัน และร้านที่ตั้งอยู่ที่ “แมนชั่น7” ถ.รัชดาภิเษก มียอดขายประมาณ 300 แก้วต่อวัน โดยเฉลี่ยราคาเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 50-60 บาทต่อแก้ว หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว เหลือกำไรสุทธิประมาณ 50% จากยอดขาย ซึ่งจากข้อมูลของร้านต้นแบบดังกล่าว ผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะคืนเงินลงทุนได้ในเวลาประมาณ 1 ปี


ทั้งนี้ วางลูกค้าเป้าหมาย คือ กลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงคนทำงาน และกลุ่มครอบครัวที่เคยไปเที่ยว “เพลินวาน” ที่ อ.หัวหิน แล้วเกิดความประทับใจ จนอยากกลับมาสัมผัสบรรยากาศของเพลินวานอีกครั้ง

สำหรับทำเลเปิดสาขาที่เหมาะนั้น สายสิริ ระบุว่า ควรจะเป็นย่านชุมชน มีคนสัญจรผ่านสม่ำเสมอ ย่านใกล้แหล่งธุรกิจ และสำนักงานต่างๆ โดยปีนี้ (2555) วางแผนขยายสาขา ควบคู่กันไประหว่างเปิดด้วยตัวเอง และปล่อยแฟรนไชส์ เฉลี่ย 1 สาขาต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งจากชื่อเสียงของ “เพลินวาน” ที่คนทั่วไปรู้จักดีอยู่แล้ว เชื่อว่า จะสามารถบรรจุเป้าที่วางไว้ได้









ตารางลงทุนเบื้องต้น “กาแฟเพลินวาน”




  • ต้องมีพื้นที่เปิดร้าน เนื้อที่ประมาณ 60-100 ตารางเมตร

  • เงินลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท (ขึ้นอยู่กับขนาดร้าน)




    1. แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ 3.5แสนบาท อายุสัญญา 3 ปี

    2. ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าตกแต่ง ค่าวัตถุดิบ ฯลฯ




  • ต้องรับวัตถุดิบหลักจากส่วนกลางเท่านั้น

  • กำไรสุทธิประมาณ 50% จากยอดขาย

  • ควรขายได้วันละประมาณ 300 แก้ว

  • แฟรนไชซอร์สนับสนุนด้านเตรียมพร้อมก่อนเปิดร้าน วัตถุดิบ และการตลาด

  • คาดการณ์คืนเงินลงทุนได้ในเวลาประมาณ 1 ปี




ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

'เพลินวาน' แตกยอดร้านกาแฟ จัดเต็มแฟรนไชส์ดีไซน์ย้อนยุค































 ร้านกาแฟ “เพลินวาน” เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการต่อยอดความสำเร็จของ “เพลินวาน” แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตประจำ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยการเปิดหาพันธมิตรร่วมธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยคงเอกลักษณ์ตกแต่งบรรยากาศย้อนยุคเช่นเดิม มีเมนูหลากหลายรองรับลูกค้าคนรุ่นใหม่ ภายใต้สโลแกน “นางสาวเพลินวาน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ” 




















สายสิริ ศิวะสกุล


แหล่งท่องเที่ยว “เพลินวาน” ปัจจุบันอายุครบ 2 ปีแล้ว ภายในตกแต่งเป็นบรรยากาศย้อนยุคไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว อีกทั้ง รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มโบราณไว้บริการหลากหลาย โดยเฉพาะร้านกาแฟ “เพลินวาน” นับว่าได้รับความนิยมติดอันดับต้นๆ จากทั้งรสชาติและรูปแบบ จนเป็นที่มาของการหยิบมาต่อยอดขายแฟรนไชส์

 




















ภายในตกแต่งสไตล์ย้อนยุค


สายสิริ ศิวะสกุล ผู้จัดการแฟรนไชส์ เล่าแนวคิดการขยายแฟรนไชส์ เกิดจากที่ผ่านมามีผู้สนใจติดต่อขอซื้อธุรกิจร้านกาแฟจำนวนมาก ประกอบกับ “คุณภัทรา สหวัฒน์” เจ้าของ “เพลินวาน” อยากนำแบรนด์ ซึ่งมีเอกลักษณ์จำลองบรรยากาศย้อนยุคมาให้ชาวกรุงเทพฯ ได้สัมผัสใกล้ชิดยิ่งขึ้น นอกเหนือจากที่ต้องเดินทางไปเที่ยวหัวหินเท่านั้น โดยอาศัยร้านกาแฟโบราณเป็นสื่อเชื่อมธุรกิจ จากที่เคยอยู่เฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวจุดเดียว สู่การกระจายสาขาตามแหล่งชุมชนต่างๆ ในเมือง 

ร้านกาแฟเพลินวาน มีคำขวัญว่า “นางสาวเพลินวาน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ” หมายถึง การนำเสน่ห์แห่งเพลินวาน ที่ อ.หัวหิน มาให้ลูกค้าชาวกรุงฯได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นตกแต่งร้านบรรยากาศสไตล์ย้อนยุค โดยสิ่งของต่างๆ มีทั้งเป็นของเก่าแท้ๆ และของใหม่ทำเลียนแบบ ขณะที่เครื่องดื่มต่างๆ ปรับรสชาติให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ โดยเป็นสูตรที่คิดพัฒนาขึ้นเอง มีทั้งแบบกาแฟโบราณ และกาแฟสดต่างประเทศ เช่นเดียวกับวิธีการชง มีให้เลือกทั้งแบบโบราณชงในถุง หรือชงด้วยเครื่องทันสมัย

 




















หน้าร้าน "เพลินวาน" สาขาต้นแบบที่ "แมนชั่น7"


นอกจากนั้น ยังมีเมนูผสมผสานระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่เข้าไว้ด้วยกัน เช่น ไข่กระทะใส่ชีส น้ำผลไม้ผสมโซดา และขนมต่างๆ ไว้คอยบริการ ตลอดจนในร้านยังสินค้าที่ระลึกขายจำนวนมาก เช่น ตุ๊กตา เสื้อยืด อมยิ้ม ฯลฯ ช่วยเสริมรายได้ และโฆษณาแบรนด์ไปพร้อมกัน

สำหรับการลงทุนแฟรนไชส์ สายสิริ เผยว่า ต้องเปิดในลักษณะร้านเท่านั้น เนื้อที่ 60-100 ตารางเมตร สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 30 ที่นั่ง มูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท (ขึ้นอยู่กับขนาดร้าน) แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ 3.5แสนบาท อายุสัญญา 3 ปี ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ตกแต่งร้าน ค่าอุปกรณ์ และค่าวัตถุดิบพร้อมเปิดร้าน เป็นต้น

 











ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญในการร่วมธุรกิจ ผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะต้องรับวัตถุดิบหลักจากส่วนกลางเท่านั้น เช่น เมล็ดกาแฟคั่ว ภาชนะติดแบรนด์เพลินวาน เป็นต้น ขณะที่ส่วนกลางจะสนับสนุนด้านการฝึกอบรมพนักงานโดยเฉพาะคนชงกาแฟ และเตรียมพร้อมก่อนเปิดร้าน ทั้งตกแต่งร้าน และวางระบบต่างๆ รวมถึง ให้คำปรึกษาต่อเนื่องระหว่างเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน นอกจากนั้น ในภาพใหญ่จะช่วยทำตลาดสร้างแบรนด์กาแฟเพลินวานให้รู้จักแพร่หลาย เช่น ลงโฆษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ และออกงานแสดงสินค้า เป็นต้น











“สำหรับรายละเอียดต่างๆ ในการร่วมเป็นหุ้นส่วนแฟรนไชส์ของแต่ละรายจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของแต่ละบุคคล เช่น ศักยภาพของทำเลที่ผู้ลงทุนมาเสนอ ความพร้อมด้านเงินลงทุน ทีมงาน เป็นต้น ซึ่งเราจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญการคัดสรรผู้มาร่วมธุรกิจ ควรจะเป็นผู้ที่มีความชื่นชอบ หรือมีอารมณ์ร่วมในบรรยากาศย้อนยุค ซึ่งจะทำให้พูดคุย และร่วมธุรกิจกันไปได้ด้วยดี” สายสิริ เสริม


ผู้จัดการแฟรนไชส์ เผยด้วยว่า ปัจจุบัน ร้านกาแฟเพลินวาน มีสาขาต้นแบบ คือ ร้านที่เพลินวาน อ.หัวหิน มียอดขายในช่วงสุดสัปดาห์ประมาณหลักแสนบาทต่อวัน และร้านที่ตั้งอยู่ที่ “แมนชั่น7” ถ.รัชดาภิเษก มียอดขายประมาณ 300 แก้วต่อวัน โดยเฉลี่ยราคาเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 50-60 บาทต่อแก้ว หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว เหลือกำไรสุทธิประมาณ 50% จากยอดขาย ซึ่งจากข้อมูลของร้านต้นแบบดังกล่าว ผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะคืนเงินลงทุนได้ในเวลาประมาณ 1 ปี


ทั้งนี้ วางลูกค้าเป้าหมาย คือ กลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงคนทำงาน และกลุ่มครอบครัวที่เคยไปเที่ยว “เพลินวาน” ที่ อ.หัวหิน แล้วเกิดความประทับใจ จนอยากกลับมาสัมผัสบรรยากาศของเพลินวานอีกครั้ง

สำหรับทำเลเปิดสาขาที่เหมาะนั้น สายสิริ ระบุว่า ควรจะเป็นย่านชุมชน มีคนสัญจรผ่านสม่ำเสมอ ย่านใกล้แหล่งธุรกิจ และสำนักงานต่างๆ โดยปีนี้ (2555) วางแผนขยายสาขา ควบคู่กันไประหว่างเปิดด้วยตัวเอง และปล่อยแฟรนไชส์ เฉลี่ย 1 สาขาต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งจากชื่อเสียงของ “เพลินวาน” ที่คนทั่วไปรู้จักดีอยู่แล้ว เชื่อว่า จะสามารถบรรจุเป้าที่วางไว้ได้









ตารางลงทุนเบื้องต้น “กาแฟเพลินวาน”




  • ต้องมีพื้นที่เปิดร้าน เนื้อที่ประมาณ 60-100 ตารางเมตร

  • เงินลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท (ขึ้นอยู่กับขนาดร้าน)




    1. แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ 3.5แสนบาท อายุสัญญา 3 ปี

    2. ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าตกแต่ง ค่าวัตถุดิบ ฯลฯ




  • ต้องรับวัตถุดิบหลักจากส่วนกลางเท่านั้น

  • กำไรสุทธิประมาณ 50% จากยอดขาย

  • ควรขายได้วันละประมาณ 300 แก้ว

  • แฟรนไชซอร์สนับสนุนด้านเตรียมพร้อมก่อนเปิดร้าน วัตถุดิบ และการตลาด

  • คาดการณ์คืนเงินลงทุนได้ในเวลาประมาณ 1 ปี




ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์