แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เริ่มต้นธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

3/06/2555

ในปัจจุบันนักศึกษาที่จบใหม่ พนักงานที่ทำงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ และข้าราชการหรือบุคลากรภาครัฐจำนวนมากที่สนใจจะมีธุรกิจของตนเอง แต่หลายๆ คนก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ และทุนรอนที่สะสมมาขณะทำงานจะหมดไป แล้วจะเดือดร้อนทั้งตนเองและครอบครัว


ในแต่ละปีจะมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจจำนวนมากที่ต้องล้มเลิกกิจการไปด้วยเหตุผลต่างๆ ที่สำคัญคือขาดทุน แข่งขันกับคู่แข่งขันไม่ได้ หรือสู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งยังไม่รวมสาเหตุอื่นๆ อีกนานัปการ เช่น การทุจริต การแตกคอกันของหุ้นส่วน เป็นต้น การต้องเลิกธุรกิจนอกจากทำให้ทุนที่สะสมมาหมดไป บางรายยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก ทั้งเงินกู้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้การค้า เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น และตามมาด้วยคดีฟ้องร้อง ต้องเสียทรัพย์สินที่ไปจำนองกับธนาคาร หรือบางรายอาจถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย หมดทั้งทรัพย์สินและเชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมานาน

ดังนั้นการจะเริ่มต้นทำธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่คิดจะทำเมื่อไหร่ก็ลงมือทำได้ทันที จำเป็นต้องศึกษาให้รอบครอบและเตรียมความพร้อมก่อนลงมือ อย่ารีบร้อนจนเกินไป ยอมเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาธุรกิจที่จะลงทุนก่อนจะดีกว่า ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เพื่อไม่ให้ลงทุนแล้วต้องขาดทุน หมดเนื้อหมดตัวและขาดความมั่นใจในการทำธุรกิจไปตลอดชีวิต
นักลงทุนทุกคน เมื่อลงทุนแล้วก็ต้องการประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น ผู้เขียนจึงขอแนะนำแนวทางสำหรับท่านที่จะเป็นนักลงทุนใหม่ในการลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ ขอให้นักลงทุนทุกท่านตระหนักไว้เสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ แต่การศึกษาอย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยง ลดความล้มเหลวในการลงทุน

การประเมินความพร้อมของผู้สนใจลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำธุรกิจ เมื่อเดินหน้าลงทุนไปแล้ว จะถอยหลังก็ลำบาก บางครั้งเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะลงทุนไปแล้ว ก็ยิ่งสร้างความลำบากใจ หลายคนชอบความสบาย ไม่ต้องการความรับผิดชอบ ไม่ชอบบริหารคน ชอบทำงานคนเดียว ไม่ชอบเอาใจใคร พอมาทำธุรกิจเข้า ก็เกิดความอึดอัด เพราะไม่ใช่ตัวตนของตน ทำไปก็ไม่มีความสุข เป็นผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต และยังบั่นทอนไม่ให้ธุรกิจเติบโต เพราะใจไม่ชอบ จึงไม่ทุ่มเท ดังนั้น การประเมินความพร้อมของผู้สนใจลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกๆ ที่จะต้องทำ

ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัดในการจ้างมืออาชีพเข้ามาช่วยทำงาน ดังนั้น ผู้ที่สนใจลงทุนจึงต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการ คุณสมบัติที่สำคัญ ได้แก่ มีสุขภาพดี เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง อดทนหนักเอาเบาสู้ กระตือรือร้นสูง มีความเชื่อมั่นในตนเองแต่ต้องไม่สูงจนเกินไป สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่หนีปัญหา มีความต้องการความสำเร็จสูง มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดชอบทำสิ่งใหม่ๆ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้ากับคนได้ง่าย มีความซื่อสัตย์จริงใจ ไม่คิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น หรือเห็นแก่ตัวจนเกินไป โดยไม่คิดถึงผู้อื่น มีความรู้ในธุรกิจที่ทำและมีความรู้ความสามารถด้านการบริหารจัดการ และมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับธุรกิจ เป็นต้น ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วนก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ แต่คุณสมบัติข้างต้นจะช่วยเสริมการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

การเลือกประเภทธุรกิจที่จะลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญ บางคนที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจที่จะลงทุนมาก่อนก็ง่ายขึ้น เช่น ผู้ที่เคยเป็นพนักงานในธุรกิจที่สนใจลงทุน เคยช่วยครอบครัวหรือญาติทำธุรกิจมาก่อน เมื่อถึงเวลาก็ออกมาทำธุรกิจของตนเอง บางส่วนมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว คุ้นเคยกับผู้จำหน่ายวัตถุดิบ รู้ขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการขาย ก็ไม่ต้องศึกษามาก เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว แต่ก็อย่าประมาท เพราะขณะทำงานอาจรับผิดชอบบางส่วน หรือไม่รู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหาหรือโอกาสและอุปสรรคในการทำธุรกิจ บางครั้งก็เลยประมาท ทำให้ละเลยไม่ศึกษา ซึ่งก็พบจำนวนมาก ที่เมื่อตอนเป็นพนักงานทำธุรกิจเจริญเติบโต แต่พอมาทำเองกลับขาดทุน ก็เพราะมีหลายๆ เรื่องที่ยังไม่รู้ แต่สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนการจะหาธุรกิจที่จะทำก็เป็นเรื่องสำคัญและค่อนข้างยาก

การดูว่าจะทำธุรกิจอะไรต้องพิจารณาเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ หาดูว่าธุรกิจอะไรน่าสนใจ ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในธุรกิจที่สนใจและได้ศึกษาเบื้องต้นมาแล้วว่ามีความเป็นไปได้ในการลงทุน การจะหาว่าธุรกิจใดน่าสนใจลงทุน ผู้สนใจลงทุนควรจะมีความคิดอยู่บ้างว่าสนใจธุรกิจประเภทใด อย่างน้อยก็บอกได้ว่าสนใจธุรกิจที่เป็นการผลิตสินค้า การขายสินค้าประเภทซื้อมาขายไป หรือประเภทบริการ ก็ทำให้การเลือกประเภทธุรกิจแคบลง แต่ถ้าไม่รู้เลยว่าสนใจทำธุรกิจด้านใด ก็คงต้องศึกษาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบธุรกิจที่สนใจ ผู้สนใจลงทุนไม่ควรมุ่งแต่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจนเสียโอกาสในการศึกษาธุรกิจอื่นๆ ที่อาจจะเหมาะสมกับตนเองมากกว่า และหากเป็นไปได้ศึกษาหลายๆ ธุรกิจก่อน เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมที่สุด สำหรับข้อมูลที่ควรศึกษาในธุรกิจที่สนใจ ได้แก่ ภาวะการแข่งขัน จำนวนผู้ประกอบการ จุดอ่อนและจุดแข็งของผู้ประกอบการในปัจจุบัน โอกาสและอุปสรรคของการทำธุรกิจ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ แรงงาน ช่างเทคนิค การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี กฎหมายที่เกี่ยวข้องและเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ขนาดเงินลงทุน ราคาขาย กำไรต่อหน่วย เป็นต้น

สำหรับแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่สนใจลงทุนนั้นมีหลากหลาย ผู้สนใจลงทุนสามารถเลือกหาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งหรือหลายๆ แหล่งก็ได้ ยิ่งได้ข้อมูลยิ่งมาก ยิ่งละเอียดก็ยิ่งดี ตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่สามารถหาได้ เช่น จากหนังสือที่ปัจจุบันมีพิมพ์ขายมากมาย อ่านหาความรู้ได้ไม่ยาก เข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังมีการทำเป็น VCD ขาย รวมถึงสื่ออื่นๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร ทีวี วิทยุ เป็นต้น อีกแหล่งหนึ่งที่หาได้ง่ายและมีข้อมูลเป็นจำนวนมากก็คือ อินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถสืบค้นข้อมูลได้ง่าย และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายต่ำ และไม่ต้องเสียเวลามาก ท่านที่ไม่คุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ต ก็คงต้องอาศัยบุตรหลานหรือเพื่อนช่วยสืบค้นหาให้ นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้บริการห้องสมุดของสถาบันการศึกษา หรือของหน่วยงานราชการซึ่งหลายแห่งมีข้อมูลดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมซึ่งนอกจากจะมาหาอ่านได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้วยังสามารถอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต เพราะปัจจุบันให้บริการ e-Library แล้ว
นอกจากอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ แล้ว ขอแนะนำให้ใช้บริการที่ปรึกษา เพราะจะให้คำปรึกษาแนะนำได้ดีกว่า สามารถสอบถามข้อสงสัยต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในธุรกิจที่สนใจลงทุน ก็จะช่วยประเมินความพร้อมในการลงทุนให้ด้วย แต่ต้องได้
ที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง และกล้าที่จะพูดตรงไปตรงมา อย่างไม่เกรงใจ แต่วิธีการใช้บริการที่ปรึกษาจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหน่วยงานราชการได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษามาให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

บางคนที่สนใจทำธุรกิจและไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน ไม่รู้จะศึกษาอะไรอย่างไร ก็ขอแนะนำว่าถ้ามีเวลาก็ขอควรเข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ก็จะทำให้ได้รับความรู้พื้นฐานในการทำธุรกิจ สนใจก็สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเช่นกัน การอบรมช่วยให้เราเห็นมุมมองต่างๆ ได้ดีขึ้น ช่วยให้เราสามารถประเมินตัวเราเองและประเมินธุรกิจที่สนใจลงทุนได้ ยอมเสียเวลาดีกว่าลงทุนแล้วผิดพลาดจะเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงิน

เมื่อเลือกธุรกิจที่คิดว่าน่าสนใจและศึกษาเบื้องต้นแล้วเห็นว่ามีความเป็นไปได้ หลายๆ ท่านจะตัดสินใจลงทุนทันที ไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป ซึ่งเมื่อลงทุนทำจริง เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่รู้ ไม่คิดถึง ก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว จึงขอแนะนำว่าก่อนการลงทุนควรศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน หรือที่เรียกกันว่า “Feasibility Study” ก่อน เพื่อศึกษาในด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั้งด้านการตลาด การผลิตหรือการให้บริการ การบริหารจัดการ และประมาณการทางการเงินเพื่อดูความคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่ ผู้ลงทุนที่มีความพร้อมด้านเงินทุนก็อาจจะจ้างผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาก็ได้ ซึ่งต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินลงทุน ซึ่งปัจจุบัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะทำการศึกษาการลงทุนก่อนการลงทุน แต่สำหรับขนาดกลางและขนาดเล็กก็ยังมักจะไม่ให้ความสำคัญ แต่ขอยืนยันว่าการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากไม่มีงบประมาณจ้าง ก็ควรลองทำดู ซึ่งสามารถหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนจากหนังสือต่างๆ ที่มีการแนะนำวิธีการศึกษาไว้ การศึกษาความเป็นไปได้จะช่วยให้มีข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจ ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความผิดพลาดน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การลงทุนจะไม่มีความเสี่ยง หากศึกษาแล้วพบว่ามีความเป็นไปได้สูงก็ตาม

ในด้านเงินลงทุนก็เป็นหัวใจสำคัญ เพราะการทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและขนาดการลงทุน ดังนั้นก่อนการลงทุนจึงต้องทราบให้แน่ชัดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร เอาไปลงทุนอะไรบ้าง และมีแหล่งที่มาของเงินทุนจากแหล่งใด เช่น เงินทุนส่วนตัว เงินกู้สถาบันการเงิน เงินกู้นอกระบบ การประมาณการเงินลงทุนต้องครบถ้วน มิฉะนั้นเมื่อลงทุนไปแล้ว เกิดงบบานปลาย ไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาทำต่อให้สำเร็จ หรือบางรายลงทุนเสร็จ แต่ไม่สามารถผลิตได้ เพราะไม่ได้เผื่อเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเปรียบเหมือนเลือดในตัวเรา หากไม่มีเลือดก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ไปวันๆ โดยปกติหากมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนโดยละเอียด ก็มักจะมีรายละเอียดการลงทุน ในการหาแหล่งที่มาของเงินทุนก็เช่นกัน เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ ไม่เคยทำมาก่อน จึงไม่ควรกู้มาก เพราะการกู้เงินนอกจากมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงแล้ว ก็ยังต้องผ่อนชำระคืนเงินต้น หากผ่อนไม่ได้ก็จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เริ่มต้นธุรกิจจึงควรกู้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และที่สำคัญควรมีเงินทุนส่วนตัวสำรองไว้บ้างเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะการลงทุนมักจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ หากเอาทุกบาททุกสตางค์มาลงทุนทั้งหมด ถ้าเกิดข้อผิดพลาดก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ เว้นแต่ยังพอหยิบยืมจากพ่อแม่หรือญาติพี่น้องหรือมีทรัพย์สินพอขายเป็นเงินมาจุนเจือธุรกิจไปก่อน

มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะฝากไว้สำหรับผู้สนใจลงทุน คือ การทำแผนธุรกิจ เมื่อศึกษาโครงการและตัดสินใจลงทุนแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องเขียนแผนธุรกิจ ซึ่งการเขียนแผนธุรกิจมีหลายวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อเสนอขอกู้เงินจากธนาคาร เพื่อเสนอต่อนักลงทุนเพื่อชักชวนให้มาลงทุน หรือการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ขอให้ผู้สนใจลงทุนทุกท่านศึกษาทำความเข้าในเกี่ยวกับแผนธุรกิจให้ดี ซึ่งปัจจุบันมีหนังสือจำนวนมากที่แนะนำเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ หรือหาจากทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ หาไม่ยาก เป็นเรื่องจำเป็น จะทำให้เรามีทิศทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน สามารถจัดสรรเงินทุน จัดสรรคนได้อย่างเหมาะสม และมีเกณฑ์สำหรับประเมินการดำเนินการได้
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอย่ารีบร้อน ศึกษาให้รอบคอบ ปรึกษาผู้รู้ ก่อนการตัดสินใจลงทุน ก็จะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จสูงขึ้น

โดย  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เริ่มต้นธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

ในปัจจุบันนักศึกษาที่จบใหม่ พนักงานที่ทำงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ และข้าราชการหรือบุคลากรภาครัฐจำนวนมากที่สนใจจะมีธุรกิจของตนเอง แต่หลายๆ คนก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ และทุนรอนที่สะสมมาขณะทำงานจะหมดไป แล้วจะเดือดร้อนทั้งตนเองและครอบครัว


ในแต่ละปีจะมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจจำนวนมากที่ต้องล้มเลิกกิจการไปด้วยเหตุผลต่างๆ ที่สำคัญคือขาดทุน แข่งขันกับคู่แข่งขันไม่ได้ หรือสู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งยังไม่รวมสาเหตุอื่นๆ อีกนานัปการ เช่น การทุจริต การแตกคอกันของหุ้นส่วน เป็นต้น การต้องเลิกธุรกิจนอกจากทำให้ทุนที่สะสมมาหมดไป บางรายยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก ทั้งเงินกู้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้การค้า เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น และตามมาด้วยคดีฟ้องร้อง ต้องเสียทรัพย์สินที่ไปจำนองกับธนาคาร หรือบางรายอาจถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย หมดทั้งทรัพย์สินและเชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมานาน

ดังนั้นการจะเริ่มต้นทำธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่คิดจะทำเมื่อไหร่ก็ลงมือทำได้ทันที จำเป็นต้องศึกษาให้รอบครอบและเตรียมความพร้อมก่อนลงมือ อย่ารีบร้อนจนเกินไป ยอมเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาธุรกิจที่จะลงทุนก่อนจะดีกว่า ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เพื่อไม่ให้ลงทุนแล้วต้องขาดทุน หมดเนื้อหมดตัวและขาดความมั่นใจในการทำธุรกิจไปตลอดชีวิต
นักลงทุนทุกคน เมื่อลงทุนแล้วก็ต้องการประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น ผู้เขียนจึงขอแนะนำแนวทางสำหรับท่านที่จะเป็นนักลงทุนใหม่ในการลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ ขอให้นักลงทุนทุกท่านตระหนักไว้เสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ แต่การศึกษาอย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยง ลดความล้มเหลวในการลงทุน

การประเมินความพร้อมของผู้สนใจลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำธุรกิจ เมื่อเดินหน้าลงทุนไปแล้ว จะถอยหลังก็ลำบาก บางครั้งเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะลงทุนไปแล้ว ก็ยิ่งสร้างความลำบากใจ หลายคนชอบความสบาย ไม่ต้องการความรับผิดชอบ ไม่ชอบบริหารคน ชอบทำงานคนเดียว ไม่ชอบเอาใจใคร พอมาทำธุรกิจเข้า ก็เกิดความอึดอัด เพราะไม่ใช่ตัวตนของตน ทำไปก็ไม่มีความสุข เป็นผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต และยังบั่นทอนไม่ให้ธุรกิจเติบโต เพราะใจไม่ชอบ จึงไม่ทุ่มเท ดังนั้น การประเมินความพร้อมของผู้สนใจลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกๆ ที่จะต้องทำ

ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัดในการจ้างมืออาชีพเข้ามาช่วยทำงาน ดังนั้น ผู้ที่สนใจลงทุนจึงต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการ คุณสมบัติที่สำคัญ ได้แก่ มีสุขภาพดี เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง อดทนหนักเอาเบาสู้ กระตือรือร้นสูง มีความเชื่อมั่นในตนเองแต่ต้องไม่สูงจนเกินไป สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่หนีปัญหา มีความต้องการความสำเร็จสูง มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดชอบทำสิ่งใหม่ๆ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้ากับคนได้ง่าย มีความซื่อสัตย์จริงใจ ไม่คิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น หรือเห็นแก่ตัวจนเกินไป โดยไม่คิดถึงผู้อื่น มีความรู้ในธุรกิจที่ทำและมีความรู้ความสามารถด้านการบริหารจัดการ และมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับธุรกิจ เป็นต้น ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วนก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ แต่คุณสมบัติข้างต้นจะช่วยเสริมการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

การเลือกประเภทธุรกิจที่จะลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญ บางคนที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจที่จะลงทุนมาก่อนก็ง่ายขึ้น เช่น ผู้ที่เคยเป็นพนักงานในธุรกิจที่สนใจลงทุน เคยช่วยครอบครัวหรือญาติทำธุรกิจมาก่อน เมื่อถึงเวลาก็ออกมาทำธุรกิจของตนเอง บางส่วนมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว คุ้นเคยกับผู้จำหน่ายวัตถุดิบ รู้ขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการขาย ก็ไม่ต้องศึกษามาก เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว แต่ก็อย่าประมาท เพราะขณะทำงานอาจรับผิดชอบบางส่วน หรือไม่รู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหาหรือโอกาสและอุปสรรคในการทำธุรกิจ บางครั้งก็เลยประมาท ทำให้ละเลยไม่ศึกษา ซึ่งก็พบจำนวนมาก ที่เมื่อตอนเป็นพนักงานทำธุรกิจเจริญเติบโต แต่พอมาทำเองกลับขาดทุน ก็เพราะมีหลายๆ เรื่องที่ยังไม่รู้ แต่สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนการจะหาธุรกิจที่จะทำก็เป็นเรื่องสำคัญและค่อนข้างยาก

การดูว่าจะทำธุรกิจอะไรต้องพิจารณาเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ หาดูว่าธุรกิจอะไรน่าสนใจ ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในธุรกิจที่สนใจและได้ศึกษาเบื้องต้นมาแล้วว่ามีความเป็นไปได้ในการลงทุน การจะหาว่าธุรกิจใดน่าสนใจลงทุน ผู้สนใจลงทุนควรจะมีความคิดอยู่บ้างว่าสนใจธุรกิจประเภทใด อย่างน้อยก็บอกได้ว่าสนใจธุรกิจที่เป็นการผลิตสินค้า การขายสินค้าประเภทซื้อมาขายไป หรือประเภทบริการ ก็ทำให้การเลือกประเภทธุรกิจแคบลง แต่ถ้าไม่รู้เลยว่าสนใจทำธุรกิจด้านใด ก็คงต้องศึกษาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบธุรกิจที่สนใจ ผู้สนใจลงทุนไม่ควรมุ่งแต่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจนเสียโอกาสในการศึกษาธุรกิจอื่นๆ ที่อาจจะเหมาะสมกับตนเองมากกว่า และหากเป็นไปได้ศึกษาหลายๆ ธุรกิจก่อน เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมที่สุด สำหรับข้อมูลที่ควรศึกษาในธุรกิจที่สนใจ ได้แก่ ภาวะการแข่งขัน จำนวนผู้ประกอบการ จุดอ่อนและจุดแข็งของผู้ประกอบการในปัจจุบัน โอกาสและอุปสรรคของการทำธุรกิจ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ แรงงาน ช่างเทคนิค การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี กฎหมายที่เกี่ยวข้องและเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ขนาดเงินลงทุน ราคาขาย กำไรต่อหน่วย เป็นต้น

สำหรับแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่สนใจลงทุนนั้นมีหลากหลาย ผู้สนใจลงทุนสามารถเลือกหาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งหรือหลายๆ แหล่งก็ได้ ยิ่งได้ข้อมูลยิ่งมาก ยิ่งละเอียดก็ยิ่งดี ตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่สามารถหาได้ เช่น จากหนังสือที่ปัจจุบันมีพิมพ์ขายมากมาย อ่านหาความรู้ได้ไม่ยาก เข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังมีการทำเป็น VCD ขาย รวมถึงสื่ออื่นๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร ทีวี วิทยุ เป็นต้น อีกแหล่งหนึ่งที่หาได้ง่ายและมีข้อมูลเป็นจำนวนมากก็คือ อินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถสืบค้นข้อมูลได้ง่าย และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายต่ำ และไม่ต้องเสียเวลามาก ท่านที่ไม่คุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ต ก็คงต้องอาศัยบุตรหลานหรือเพื่อนช่วยสืบค้นหาให้ นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้บริการห้องสมุดของสถาบันการศึกษา หรือของหน่วยงานราชการซึ่งหลายแห่งมีข้อมูลดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมซึ่งนอกจากจะมาหาอ่านได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้วยังสามารถอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต เพราะปัจจุบันให้บริการ e-Library แล้ว
นอกจากอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ แล้ว ขอแนะนำให้ใช้บริการที่ปรึกษา เพราะจะให้คำปรึกษาแนะนำได้ดีกว่า สามารถสอบถามข้อสงสัยต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในธุรกิจที่สนใจลงทุน ก็จะช่วยประเมินความพร้อมในการลงทุนให้ด้วย แต่ต้องได้
ที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง และกล้าที่จะพูดตรงไปตรงมา อย่างไม่เกรงใจ แต่วิธีการใช้บริการที่ปรึกษาจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหน่วยงานราชการได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษามาให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

บางคนที่สนใจทำธุรกิจและไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน ไม่รู้จะศึกษาอะไรอย่างไร ก็ขอแนะนำว่าถ้ามีเวลาก็ขอควรเข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ก็จะทำให้ได้รับความรู้พื้นฐานในการทำธุรกิจ สนใจก็สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเช่นกัน การอบรมช่วยให้เราเห็นมุมมองต่างๆ ได้ดีขึ้น ช่วยให้เราสามารถประเมินตัวเราเองและประเมินธุรกิจที่สนใจลงทุนได้ ยอมเสียเวลาดีกว่าลงทุนแล้วผิดพลาดจะเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงิน

เมื่อเลือกธุรกิจที่คิดว่าน่าสนใจและศึกษาเบื้องต้นแล้วเห็นว่ามีความเป็นไปได้ หลายๆ ท่านจะตัดสินใจลงทุนทันที ไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป ซึ่งเมื่อลงทุนทำจริง เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่รู้ ไม่คิดถึง ก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว จึงขอแนะนำว่าก่อนการลงทุนควรศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน หรือที่เรียกกันว่า “Feasibility Study” ก่อน เพื่อศึกษาในด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั้งด้านการตลาด การผลิตหรือการให้บริการ การบริหารจัดการ และประมาณการทางการเงินเพื่อดูความคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่ ผู้ลงทุนที่มีความพร้อมด้านเงินทุนก็อาจจะจ้างผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาก็ได้ ซึ่งต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินลงทุน ซึ่งปัจจุบัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะทำการศึกษาการลงทุนก่อนการลงทุน แต่สำหรับขนาดกลางและขนาดเล็กก็ยังมักจะไม่ให้ความสำคัญ แต่ขอยืนยันว่าการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากไม่มีงบประมาณจ้าง ก็ควรลองทำดู ซึ่งสามารถหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนจากหนังสือต่างๆ ที่มีการแนะนำวิธีการศึกษาไว้ การศึกษาความเป็นไปได้จะช่วยให้มีข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจ ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความผิดพลาดน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การลงทุนจะไม่มีความเสี่ยง หากศึกษาแล้วพบว่ามีความเป็นไปได้สูงก็ตาม

ในด้านเงินลงทุนก็เป็นหัวใจสำคัญ เพราะการทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและขนาดการลงทุน ดังนั้นก่อนการลงทุนจึงต้องทราบให้แน่ชัดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร เอาไปลงทุนอะไรบ้าง และมีแหล่งที่มาของเงินทุนจากแหล่งใด เช่น เงินทุนส่วนตัว เงินกู้สถาบันการเงิน เงินกู้นอกระบบ การประมาณการเงินลงทุนต้องครบถ้วน มิฉะนั้นเมื่อลงทุนไปแล้ว เกิดงบบานปลาย ไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาทำต่อให้สำเร็จ หรือบางรายลงทุนเสร็จ แต่ไม่สามารถผลิตได้ เพราะไม่ได้เผื่อเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเปรียบเหมือนเลือดในตัวเรา หากไม่มีเลือดก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ไปวันๆ โดยปกติหากมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนโดยละเอียด ก็มักจะมีรายละเอียดการลงทุน ในการหาแหล่งที่มาของเงินทุนก็เช่นกัน เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ ไม่เคยทำมาก่อน จึงไม่ควรกู้มาก เพราะการกู้เงินนอกจากมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงแล้ว ก็ยังต้องผ่อนชำระคืนเงินต้น หากผ่อนไม่ได้ก็จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เริ่มต้นธุรกิจจึงควรกู้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และที่สำคัญควรมีเงินทุนส่วนตัวสำรองไว้บ้างเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะการลงทุนมักจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ หากเอาทุกบาททุกสตางค์มาลงทุนทั้งหมด ถ้าเกิดข้อผิดพลาดก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ เว้นแต่ยังพอหยิบยืมจากพ่อแม่หรือญาติพี่น้องหรือมีทรัพย์สินพอขายเป็นเงินมาจุนเจือธุรกิจไปก่อน

มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะฝากไว้สำหรับผู้สนใจลงทุน คือ การทำแผนธุรกิจ เมื่อศึกษาโครงการและตัดสินใจลงทุนแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องเขียนแผนธุรกิจ ซึ่งการเขียนแผนธุรกิจมีหลายวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อเสนอขอกู้เงินจากธนาคาร เพื่อเสนอต่อนักลงทุนเพื่อชักชวนให้มาลงทุน หรือการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ขอให้ผู้สนใจลงทุนทุกท่านศึกษาทำความเข้าในเกี่ยวกับแผนธุรกิจให้ดี ซึ่งปัจจุบันมีหนังสือจำนวนมากที่แนะนำเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ หรือหาจากทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ หาไม่ยาก เป็นเรื่องจำเป็น จะทำให้เรามีทิศทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน สามารถจัดสรรเงินทุน จัดสรรคนได้อย่างเหมาะสม และมีเกณฑ์สำหรับประเมินการดำเนินการได้
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอย่ารีบร้อน ศึกษาให้รอบคอบ ปรึกษาผู้รู้ ก่อนการตัดสินใจลงทุน ก็จะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จสูงขึ้น

โดย  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

3/05/2555

การเริ่มต้นทำธุรกิจในปีแรกนั้น ถือว่าเป็นการท้าทายผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างมาก เนื่องจาก เป็นการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ และเป็นครั้งแรกสู่การประลองการแข่งขันในธุรกิจ ด้วยความมุ่งหวังที่ว่าธุรกิจจะต้องไปได้ด้วยดีและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

แต่มันคงไม่ง่ายเช่นนั้น เนื่องจาก ในโลกของความเป็นจริงยังมีปัจจัยต่างๆ ที่พร้อมจะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้เราต้องหาทางแก้ไขหรือปรับปรุงธุรกิจให้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นแล้ว ธุรกิจอาจถึงทางตันและจบลงเร็วกว่าที่คิด เพราะฉะนั้น จงตระหนักไว้เสมอว่า ธุรกิจพร้อมที่จะเกิดข้อผิดพลาดและลบเหลวได้เสมอ หาก SMEs มองข้ามความสำคัญของแง่มุมบางอย่างผิดพลาดไป SMEs สามารถก้าวข้ามผ่านข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ หากเข้าใจก้าวพลาดในการเริ่มต้นธุรกิจ และนี่คือคำแนะนำที่จะทำให้ ธุรกิจ SMEs เกิดใหม่ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ควรเลือกเดินทางไปทางนั้น

ก้าวที่พลาด 1        ดำเนินธุรกิจโดยไม่รู้ทิศทาง

ก้าวที่พลาด 2        กำหนดราคาต่ำจนเกินไป เพื่อหวังยอดขายสูง

ก้าวที่พลาด 3        ทำธุรกิจเพียงเพราะอยากลองทำดู

ก้าวที่พลาด 4        การไม่รู้ว่าตลาดที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

ก้าวที่พลาด 5        ใช้เงินทุนอย่างไม่มีแบบแผน

ก้าวที่พลาด 6        การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่เลื่อนลอย

ก้าวที่พลาด 7        มองข้ามความสำคัญของคนใกล้ตัว

และนี่คือคำแนะนำ ที่อาจจะมีส่วนช่วยให้ SMEs เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและมีความรอบครอบในการที่จะมอง ก้าวที่พลาด ที่อาจจะทำให้คุณมองข้ามแล้วเป็นเหตุให้ต้องมาเสียใจภายหลัง

โดย  SMEs Plannet

7 ก้าวที่พลาดใน การเริ่มต้นธุรกิจ ของ SMEs

การเริ่มต้นทำธุรกิจในปีแรกนั้น ถือว่าเป็นการท้าทายผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างมาก เนื่องจาก เป็นการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ และเป็นครั้งแรกสู่การประลองการแข่งขันในธุรกิจ ด้วยความมุ่งหวังที่ว่าธุรกิจจะต้องไปได้ด้วยดีและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

แต่มันคงไม่ง่ายเช่นนั้น เนื่องจาก ในโลกของความเป็นจริงยังมีปัจจัยต่างๆ ที่พร้อมจะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้เราต้องหาทางแก้ไขหรือปรับปรุงธุรกิจให้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นแล้ว ธุรกิจอาจถึงทางตันและจบลงเร็วกว่าที่คิด เพราะฉะนั้น จงตระหนักไว้เสมอว่า ธุรกิจพร้อมที่จะเกิดข้อผิดพลาดและลบเหลวได้เสมอ หาก SMEs มองข้ามความสำคัญของแง่มุมบางอย่างผิดพลาดไป SMEs สามารถก้าวข้ามผ่านข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ หากเข้าใจก้าวพลาดในการเริ่มต้นธุรกิจ และนี่คือคำแนะนำที่จะทำให้ ธุรกิจ SMEs เกิดใหม่ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ควรเลือกเดินทางไปทางนั้น

ก้าวที่พลาด 1        ดำเนินธุรกิจโดยไม่รู้ทิศทาง

ก้าวที่พลาด 2        กำหนดราคาต่ำจนเกินไป เพื่อหวังยอดขายสูง

ก้าวที่พลาด 3        ทำธุรกิจเพียงเพราะอยากลองทำดู

ก้าวที่พลาด 4        การไม่รู้ว่าตลาดที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

ก้าวที่พลาด 5        ใช้เงินทุนอย่างไม่มีแบบแผน

ก้าวที่พลาด 6        การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่เลื่อนลอย

ก้าวที่พลาด 7        มองข้ามความสำคัญของคนใกล้ตัว

และนี่คือคำแนะนำ ที่อาจจะมีส่วนช่วยให้ SMEs เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและมีความรอบครอบในการที่จะมอง ก้าวที่พลาด ที่อาจจะทำให้คุณมองข้ามแล้วเป็นเหตุให้ต้องมาเสียใจภายหลัง

โดย  SMEs Plannet

3/02/2555

คำถามที่พบบ่อยกับ "การจัดตั้งบริษัทจำกัด ของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เรามาเฉลยกันเลยดีกว่าครับว่ามีประเด็นคำถาม คำตอบอย่างไร ที่ SMEs ควรรู้ มาเริ่มกันเลยครับ


  1. ลักษณะของบริษัทจำกัด
    1. แบ่งทุนออกเป็นหุ้นๆ ละเท่าๆ กัน 2. ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเงินค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ 3. มูลค่าของหุ้นๆ หนึ่งนั้น ต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท 4. หุ้นนั้นแบ่งแยกไม่ได้

  2. ที่อยู่ของผู้เริ่มก่อการต่างชาติจะต้องระบุที่ใด
    1. กรณีที่มีถิ่นอยู่อย่างถาวรในประเทศไทย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านให้ระบุ ที่อยู่ในประเทศไทย ตามทะเบียนบ้าน 2. กรณีที่มีถิ่นอยู่ในต่างประเทศ ให้ระบุที่อยู่ซึ่งสามารถติดต่อได้ในต่างประเทศ

  3. ผู้เริ่มก่อการ 1 ใน 7 ต้องเป็นกรรมการตอนตั้งบริษัทด้วยหรือไม่
    ไม่ต้องเป็น เว้นแต่ที่ประชุมตั้งบริษัทเลือกตั้งผู้เริ่มก่อการคนนั้นขึ้นเป็นกรรมการของบริษัท

  4. ผู้เริ่มก่อการต้องเป็นผู้ถือหุ้นตอนตั้งบริษัทด้วยหรือไม่
    ผู้เริ่มก่อการทุกคนต้องเป็นผู้ถือหุ้นตอนตั้งบริษัทด้วย โดยถือหุ้นอย่างน้อยคนละหนึ่งหุ้น

  5. ผู้เริ่มก่อการตายไป 1 คน จะต้องทำอย่างไร
    1. กรณีที่ผู้เริ่มก่อการมีทั้งหมด 7 คน หากผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งตายไป ทำให้จำนวนผู้เริ่มก่อการ เหลือไม่ถึง 7 คนไม่อาจดำเนินการจัดตั้งบริษัทได้ 2. กรณีที่ผู้เริ่มก่อการมีมากกว่า 7 คน หากผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งตายไป มีผู้เริ่มก่อการเดิมเหลืออยู่ ไม่น้อยกว่า 7 คน และมีความประสงค์จะดำเนินการจัดตั้งบริษัท ให้ยื่นขอคำจดทะเบียนแก้ไข เพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนการจัดตั้งบริษัท ข้อ.6 (แก้ไขผู้เริ่มก่อการ) พร้อมทั้งแนบสำเนา ใบมรณะบัตรของผู้เริ่มก่อการที่ตายประกอบเรื่องด้วย

  6. นิติบุคคลเป็นผู้เริ่มก่อการได้หรือไม่
    “ไม่ได้”

  7. ผู้เยาว์เป็นผู้เริ่มก่อการได้หรือไม่
    ผู้เยาว์เป็นผู้เริ่มก่อการได้ ต้องปรากฏว่า 1. มีอายุไม่น้อยกว่า 12 ปี 2. ได้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบด้วยตนเอง

  8. ผู้ถือหุ้นของบริษัทเหลือไม่ถึง 7 คน จะได้ไหม
    ได้ แต่อาจเป็นเหตุให้ศาลสั่งให้เลิกบริษัท

  9. หลักเกณฑ์การควบบริษัท
    1. บริษัทจะควบเข้ากันได้ โดยแต่ละบริษัทเรียกประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้มีมติพิเศษให้ควบบริษัท 2. ถ้าหากมีเจ้าหนี้คัดค้าน บริษัทจะต้องใช้หนี้หรือได้ให้ประกัน เพื่อหนี้รายนั้นก่อนจึงจะควบ เข้ากันได้ 3. จำนวนทุนและหุ้นของบริษัทใหม่นั้น ต้องเท่ากับยอดรวมจำนวนทุนและหุ้นของบริษัทเดิม ที่มาจะควบเข้ากัน 4. สิทธิและความรับผิดของแต่ละบริษัทเดิมที่ได้มาควบบริษัทกัน ย่อมเป็นสิทธิและความรับผิด ของบริษัทใหม่

  10. จดทะเบียนว่าชำระค่าเต็มมูลค่าแล้ว จะขอเปลี่ยนเป็นชำระ 25% ได้หรือไม่
    เอกสารในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทเป็นเอกสารมหาชน เมื่อนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนแล้วจึงไม่สามารถจะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดนั้นได้ ดังนั้นในการจดทะเบียนแต่ละครั้ง ผู้เกี่ยวข้องจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ถูกต้องและตรงตามความจริงทุกครั้งก่อนยื่นจดทะเบียน และขอเตือนว่าอย่าได้ลงชื่อในคำขอจดทะเบียนโดยยังไม่มีการกรอกรายละเอียดเด็ดขาด

  11. อยากทราบทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุด 
    บริษัทจำกัด ตามกฎหมาย (ป.พ.พ.) กำหนดมูลค่าหุ้นไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท ฉะนั้น ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุดของบริษัท คือ 35 บาท ก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้แล้ว ห้างหุ้นส่วน กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนขั้นต่ำไว้

  12. หลักเกณฑ์การเพิ่มทุนของบริษัท
    1. การเพิ่มทุนบริษัทจำกัดต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ให้เพิ่มทุน 2. บริษัทจำกัดเพิ่มทุนได้ด้วยการออกหุ้นใหม่ 3. หุ้นของบริษัทจำกัดที่ออกใหม่ ถ้าจะชำระด้วยสิ่งอื่นนอกจากตัวเงิน ต้องมีมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 4. หุ้นของบริษัทจำกัดที่ออกใหม่นั้น จะขายให้แก่บุคคลภายนอกไม่ได้

  13. หลักเกณฑ์การลดทุนของบริษัท
    1. การลดทุนบริษัทจำกัด ต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้ลดทุนได้ 2. บริษัทจะลดทุนโดยการลดมูลค่าแต่ละหุ้น ๆ ให้ต่ำลง หรือลดจำนวนหุ้นให้น้อยลงก็ได้ 3. ทุนของบริษัทจะลดลงให้ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของทุนเดิมไม่ได้ 4. ถ้าหากมีเจ้าหนี้คัดค้านการลดทุน บริษัทจะต้องใช้หนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้รายนั้นก่อน จึงจะ ลดทุนได้

  14. หลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของบริษัท
    1. การแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของบริษัท ต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้แก้ไขชื่อได้ 2. หากบริษัทได้จดทะเบียนดวงตราไว้และตรานั้นมีชื่อบริษัทอยู่ ต้องจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ตราของบริษัทด้วย

  15. วัตถุที่ประสงค์จะพิมพ์ขึ้นมาเอง โดยไม่ใช้วัตถุที่ประสงค์สำเร็จรูปของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้หรือไม่
    “ได้” โดยให้พิมพ์ลงในแบบ ว. (สีขาว) ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่นายทะเบียนจัดพิมพ์ขึ้น

  16. ใครจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัท
    คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัททุกประเภท ต้องลงชื่อโดยกรรมการตามอำนาจที่ได้จดทะเบียนไว้เดิม

  17. กรรมการลาออกและจะแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน จะต้องประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
    1. ถ้ากรรมการลาออกก่อนครบกำหนดวาระการเป็นกรรมการและบริษัทต้องการจะแต่งตั้งกรรมการ ใหม่แทน จะประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้นก็ได้ 2. ถ้ากรรมการลาออกเมื่อครบกำหนดวาระการเป็นกรรมการและบริษัทต้องการแต่งตั้งกรรมการ ใหม่แทน ต้องประชุมผู้ถือหุ้น

  18. กรรมการตายต้องทำอย่างไร
    ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนกรรมการออกจากตำแหน่ง หากกรรมการที่ตายเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจกรรมการด้วย

  19. กรรมการบริษัทจะต้องมีกี่คน
    1. กรณีที่บริษัทได้กำหนดจำนวนของกรรมการไว้ในข้อบังคับของบริษัท การแต่งตั้งกรรมการก็ต้อง เป็นไปตามจำนวนตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ 2. กรณีที่บริษัทไม่ได้กำหนดจำนวนกรรมการไว้ในข้อบังคับของบริษัท การแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามมติ ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ที่จะกำหนดว่ากรรมการของบริษัทจะมีกี่คน

  20. การเปลี่ยนอำนาจกรรมการจะต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ
    การเปลี่ยนอำนาจกรรมการจะต้องประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัท จะกำหนดให้คณะกรรมการ เป็นผู้กำหนด อำนาจกรรมการได้

  21. ทางราชการมีการแก้ไขเลขที่ ถนน แขวง เขตของสำนักงาน จะต้องทำอย่างไร
    1. ให้กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอแก้ไขเลขที่ ถนน แขวง เขตให้ถูกต้อง 2. แนบหลักฐานที่ราชการแก้ไขประกอบหนังสือด้วย

  22. บริษัทจำเป็นต้องจดทะเบียนตราของบริษัทด้วยหรือไม่
    บริษัทขอจดทะเบียนตราของบริษัทหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่อำนาจกรรมการ ระบุว่าต้องประทับตราสำคัญบริษัท ต้องขอจดทะเบียนดวงตราสำคัญด้วย

  23. คำแสดงนิติฐานะของบริษัทในดวงตรา จะใช้คำย่อได้หรือไม่
    ไม่ได้ การใช้ชื่อและบริษัทจำกัดเป็นตราหรือส่วนหนึ่งของตรา จะต้องระบุคำแสดงนิติฐานะ โดยใช้ “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ และ “จำกัด” ไว้ท้ายชื่อ (ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ

  24. หลักเกณฑ์การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมตราของบริษัท
    การแก้ไขเพิ่มเติมตราของบริษัท จะต้องได้รับมติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือที่ประชุมคณะกรรมการ

  25. เหตุที่จะเลิกบริษัท
    1.เลิกตามที่ข้อบังคับกำหนดกรณีที่จะเลิกไว้ 2.เลิกตามกำหนดเวลาที่จดทะเบียนไว้ 3.ถ้าบริษัทตั้งขึ้นเฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่อย่างเดียว บริษัทย่อมเลิกกันเมื่อเสร็จการนั้น 4.เมื่อมีมติพิเศษให้เลิก 5.เมื่อบริษัทล้มละลาย 6.เมื่อศาลสั่งให้เลิก

  26. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน
    การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนผู้ขอจดทะเบียนต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน พร้อมแสดงบัตรประจำตัว ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ไม่ว่าด้วยระการใดๆ ให้ถือว่าลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนเป็นที่ถูกต้อง เมื่อผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคลดังต่อไปนี้ 1. กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร ก. พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอจดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่ ข. สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือ ค. บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนด 2. กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ ก. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยหรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงาน ณ ประเทศนั้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว ข.บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศนั้น หรือ ค.บุคคลที่ควรเชื่อถือได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง


ข้อมูลจาก : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของเราเอง

คำถามที่พบบ่อยกับ "การจัดตั้งบริษัทจำกัด ของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs)

คำถามที่พบบ่อยกับ "การจัดตั้งบริษัทจำกัด ของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เรามาเฉลยกันเลยดีกว่าครับว่ามีประเด็นคำถาม คำตอบอย่างไร ที่ SMEs ควรรู้ มาเริ่มกันเลยครับ


  1. ลักษณะของบริษัทจำกัด
    1. แบ่งทุนออกเป็นหุ้นๆ ละเท่าๆ กัน 2. ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเงินค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ 3. มูลค่าของหุ้นๆ หนึ่งนั้น ต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท 4. หุ้นนั้นแบ่งแยกไม่ได้

  2. ที่อยู่ของผู้เริ่มก่อการต่างชาติจะต้องระบุที่ใด
    1. กรณีที่มีถิ่นอยู่อย่างถาวรในประเทศไทย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านให้ระบุ ที่อยู่ในประเทศไทย ตามทะเบียนบ้าน 2. กรณีที่มีถิ่นอยู่ในต่างประเทศ ให้ระบุที่อยู่ซึ่งสามารถติดต่อได้ในต่างประเทศ

  3. ผู้เริ่มก่อการ 1 ใน 7 ต้องเป็นกรรมการตอนตั้งบริษัทด้วยหรือไม่
    ไม่ต้องเป็น เว้นแต่ที่ประชุมตั้งบริษัทเลือกตั้งผู้เริ่มก่อการคนนั้นขึ้นเป็นกรรมการของบริษัท

  4. ผู้เริ่มก่อการต้องเป็นผู้ถือหุ้นตอนตั้งบริษัทด้วยหรือไม่
    ผู้เริ่มก่อการทุกคนต้องเป็นผู้ถือหุ้นตอนตั้งบริษัทด้วย โดยถือหุ้นอย่างน้อยคนละหนึ่งหุ้น

  5. ผู้เริ่มก่อการตายไป 1 คน จะต้องทำอย่างไร
    1. กรณีที่ผู้เริ่มก่อการมีทั้งหมด 7 คน หากผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งตายไป ทำให้จำนวนผู้เริ่มก่อการ เหลือไม่ถึง 7 คนไม่อาจดำเนินการจัดตั้งบริษัทได้ 2. กรณีที่ผู้เริ่มก่อการมีมากกว่า 7 คน หากผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งตายไป มีผู้เริ่มก่อการเดิมเหลืออยู่ ไม่น้อยกว่า 7 คน และมีความประสงค์จะดำเนินการจัดตั้งบริษัท ให้ยื่นขอคำจดทะเบียนแก้ไข เพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนการจัดตั้งบริษัท ข้อ.6 (แก้ไขผู้เริ่มก่อการ) พร้อมทั้งแนบสำเนา ใบมรณะบัตรของผู้เริ่มก่อการที่ตายประกอบเรื่องด้วย

  6. นิติบุคคลเป็นผู้เริ่มก่อการได้หรือไม่
    “ไม่ได้”

  7. ผู้เยาว์เป็นผู้เริ่มก่อการได้หรือไม่
    ผู้เยาว์เป็นผู้เริ่มก่อการได้ ต้องปรากฏว่า 1. มีอายุไม่น้อยกว่า 12 ปี 2. ได้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบด้วยตนเอง

  8. ผู้ถือหุ้นของบริษัทเหลือไม่ถึง 7 คน จะได้ไหม
    ได้ แต่อาจเป็นเหตุให้ศาลสั่งให้เลิกบริษัท

  9. หลักเกณฑ์การควบบริษัท
    1. บริษัทจะควบเข้ากันได้ โดยแต่ละบริษัทเรียกประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้มีมติพิเศษให้ควบบริษัท 2. ถ้าหากมีเจ้าหนี้คัดค้าน บริษัทจะต้องใช้หนี้หรือได้ให้ประกัน เพื่อหนี้รายนั้นก่อนจึงจะควบ เข้ากันได้ 3. จำนวนทุนและหุ้นของบริษัทใหม่นั้น ต้องเท่ากับยอดรวมจำนวนทุนและหุ้นของบริษัทเดิม ที่มาจะควบเข้ากัน 4. สิทธิและความรับผิดของแต่ละบริษัทเดิมที่ได้มาควบบริษัทกัน ย่อมเป็นสิทธิและความรับผิด ของบริษัทใหม่

  10. จดทะเบียนว่าชำระค่าเต็มมูลค่าแล้ว จะขอเปลี่ยนเป็นชำระ 25% ได้หรือไม่
    เอกสารในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทเป็นเอกสารมหาชน เมื่อนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนแล้วจึงไม่สามารถจะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดนั้นได้ ดังนั้นในการจดทะเบียนแต่ละครั้ง ผู้เกี่ยวข้องจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ถูกต้องและตรงตามความจริงทุกครั้งก่อนยื่นจดทะเบียน และขอเตือนว่าอย่าได้ลงชื่อในคำขอจดทะเบียนโดยยังไม่มีการกรอกรายละเอียดเด็ดขาด

  11. อยากทราบทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุด 
    บริษัทจำกัด ตามกฎหมาย (ป.พ.พ.) กำหนดมูลค่าหุ้นไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท ฉะนั้น ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุดของบริษัท คือ 35 บาท ก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้แล้ว ห้างหุ้นส่วน กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนขั้นต่ำไว้

  12. หลักเกณฑ์การเพิ่มทุนของบริษัท
    1. การเพิ่มทุนบริษัทจำกัดต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ให้เพิ่มทุน 2. บริษัทจำกัดเพิ่มทุนได้ด้วยการออกหุ้นใหม่ 3. หุ้นของบริษัทจำกัดที่ออกใหม่ ถ้าจะชำระด้วยสิ่งอื่นนอกจากตัวเงิน ต้องมีมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 4. หุ้นของบริษัทจำกัดที่ออกใหม่นั้น จะขายให้แก่บุคคลภายนอกไม่ได้

  13. หลักเกณฑ์การลดทุนของบริษัท
    1. การลดทุนบริษัทจำกัด ต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้ลดทุนได้ 2. บริษัทจะลดทุนโดยการลดมูลค่าแต่ละหุ้น ๆ ให้ต่ำลง หรือลดจำนวนหุ้นให้น้อยลงก็ได้ 3. ทุนของบริษัทจะลดลงให้ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของทุนเดิมไม่ได้ 4. ถ้าหากมีเจ้าหนี้คัดค้านการลดทุน บริษัทจะต้องใช้หนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้รายนั้นก่อน จึงจะ ลดทุนได้

  14. หลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของบริษัท
    1. การแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของบริษัท ต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้แก้ไขชื่อได้ 2. หากบริษัทได้จดทะเบียนดวงตราไว้และตรานั้นมีชื่อบริษัทอยู่ ต้องจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ตราของบริษัทด้วย

  15. วัตถุที่ประสงค์จะพิมพ์ขึ้นมาเอง โดยไม่ใช้วัตถุที่ประสงค์สำเร็จรูปของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้หรือไม่
    “ได้” โดยให้พิมพ์ลงในแบบ ว. (สีขาว) ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่นายทะเบียนจัดพิมพ์ขึ้น

  16. ใครจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัท
    คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัททุกประเภท ต้องลงชื่อโดยกรรมการตามอำนาจที่ได้จดทะเบียนไว้เดิม

  17. กรรมการลาออกและจะแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน จะต้องประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
    1. ถ้ากรรมการลาออกก่อนครบกำหนดวาระการเป็นกรรมการและบริษัทต้องการจะแต่งตั้งกรรมการ ใหม่แทน จะประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้นก็ได้ 2. ถ้ากรรมการลาออกเมื่อครบกำหนดวาระการเป็นกรรมการและบริษัทต้องการแต่งตั้งกรรมการ ใหม่แทน ต้องประชุมผู้ถือหุ้น

  18. กรรมการตายต้องทำอย่างไร
    ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนกรรมการออกจากตำแหน่ง หากกรรมการที่ตายเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจกรรมการด้วย

  19. กรรมการบริษัทจะต้องมีกี่คน
    1. กรณีที่บริษัทได้กำหนดจำนวนของกรรมการไว้ในข้อบังคับของบริษัท การแต่งตั้งกรรมการก็ต้อง เป็นไปตามจำนวนตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ 2. กรณีที่บริษัทไม่ได้กำหนดจำนวนกรรมการไว้ในข้อบังคับของบริษัท การแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามมติ ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ที่จะกำหนดว่ากรรมการของบริษัทจะมีกี่คน

  20. การเปลี่ยนอำนาจกรรมการจะต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ
    การเปลี่ยนอำนาจกรรมการจะต้องประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัท จะกำหนดให้คณะกรรมการ เป็นผู้กำหนด อำนาจกรรมการได้

  21. ทางราชการมีการแก้ไขเลขที่ ถนน แขวง เขตของสำนักงาน จะต้องทำอย่างไร
    1. ให้กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอแก้ไขเลขที่ ถนน แขวง เขตให้ถูกต้อง 2. แนบหลักฐานที่ราชการแก้ไขประกอบหนังสือด้วย

  22. บริษัทจำเป็นต้องจดทะเบียนตราของบริษัทด้วยหรือไม่
    บริษัทขอจดทะเบียนตราของบริษัทหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่อำนาจกรรมการ ระบุว่าต้องประทับตราสำคัญบริษัท ต้องขอจดทะเบียนดวงตราสำคัญด้วย

  23. คำแสดงนิติฐานะของบริษัทในดวงตรา จะใช้คำย่อได้หรือไม่
    ไม่ได้ การใช้ชื่อและบริษัทจำกัดเป็นตราหรือส่วนหนึ่งของตรา จะต้องระบุคำแสดงนิติฐานะ โดยใช้ “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ และ “จำกัด” ไว้ท้ายชื่อ (ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ

  24. หลักเกณฑ์การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมตราของบริษัท
    การแก้ไขเพิ่มเติมตราของบริษัท จะต้องได้รับมติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือที่ประชุมคณะกรรมการ

  25. เหตุที่จะเลิกบริษัท
    1.เลิกตามที่ข้อบังคับกำหนดกรณีที่จะเลิกไว้ 2.เลิกตามกำหนดเวลาที่จดทะเบียนไว้ 3.ถ้าบริษัทตั้งขึ้นเฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่อย่างเดียว บริษัทย่อมเลิกกันเมื่อเสร็จการนั้น 4.เมื่อมีมติพิเศษให้เลิก 5.เมื่อบริษัทล้มละลาย 6.เมื่อศาลสั่งให้เลิก

  26. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน
    การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนผู้ขอจดทะเบียนต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน พร้อมแสดงบัตรประจำตัว ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ไม่ว่าด้วยระการใดๆ ให้ถือว่าลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนเป็นที่ถูกต้อง เมื่อผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคลดังต่อไปนี้ 1. กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร ก. พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอจดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่ ข. สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือ ค. บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนด 2. กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ ก. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยหรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงาน ณ ประเทศนั้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว ข.บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศนั้น หรือ ค.บุคคลที่ควรเชื่อถือได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง


ข้อมูลจาก : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของเราเอง