แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ smes แสดงบทความทั้งหมด

10/11/2558



บิสเนสคาเฟ่ดอทคอม ศูนย์รวมธุรกิจ เอสเอ็มอี (SME) 
และ แฟรนไชส์ (Franchise) ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวธุรกิจที่มีเนื้อหา สาระและมีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข่าวสาร บทความธุรกิจ เกร็ดความรู้ เคล็ดลับ ไอเดียธุรกิจ เพื่อนำเสนอในแง่มุมต่างๆ ที่หลากหลาย ให้แก่ 
ผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอี SMEs และ แฟรนไชส์ Franchise รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป ได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุนทำธุรกิจ หรือนำไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถนำพาธุรกิจให้เจริญเติบโตและมั่นคงต่อไปได้ในอนาคต  
เรายังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแนะนำธุรกิจ ทำการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ นำเสนอบทความธุรกิจ บทความแนะนำธุรกิจ แนะนำผลิตภัณฑ์ การลงโฆษณาแบนเนอร์ (Banner) หรือลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ (PR) ข่าวกิจกรรม (Event) ข่าวส่งเสริมการขาย (Promotion) รวมทั้งภาพข่าว เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและสร้างให้เกิดกระแสตอบรับที่ดีต่อธุรกิจ การประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านหน้า สารบัญธุรกิจ (Directory) ที่มีการแบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น ธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) และ แฟรนไชส์ (Franchise) สามารถประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ด้วยการแสดงรูปโลโก้บริษัท ชื่อบริษัท ลงรูปธุรกิจ เนื้อหาธุรกิจ ลงรายละเอียดของสินค้าและบริการ ข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ลง Link ธุรกิจ มีกล่องรับความคิดเห็น เพื่อใช้ในการโต้ตอบทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเรายังเป็นเว็บสื่อกลางในการรับข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจฟรี ผ่านช่องทางการสมัครสมาชิก โดยสามารถเข้าไปลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจฟรี แบบไม่มีเงื่อนไข หรือสามารถส่งข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ แนะนำธุรกิจผ่านช่องทางอีเมล์ bisnescafe@gmail.com ได้อีกหนึ่งช่องทาง สามารถแนะนำ บทความ บทสัมภาษณ์  ข่าวสารธุรกิจ ภาพข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวกิจกรรม
เราเปิดโอกาสให้แก่ธุรกิจ หรือหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ไม่หวังผลกำไร สามารถส่งข่าวสารประชาสัมพันธ์ เข้ามาลงโฆษณาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมงานกุศล กิจกรรมช่วยรณรงค์ กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ กิจกรรมช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯ และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาได้ที่ อีเมล์ , พร้อมบอกลายละเอียด กำหนดการ เพื่อให้ทำการประชาสัมพันธ์ต่อไป
"ในส่วนของประโยชน์ในแง่ด้านการตลาดและการขาย เราจะทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อเครือข่ายธุรกิจให้กลายเป็นกลุ่มการค้าระดับประเทศ เป็นแหล่งแนะนำธุรกิจ ประชาสัมพันธ์ธุรกิจ จับคู่ธุรกิจให้เกิดการรวมกลุ่มการค้าในประเทศ ทั้งภาคธุรกิจ SMEs และธุรกิจแฟรนไชส์ ในการที่จะเข้าไปแข่งขันในตลาดอาเซียน AEC ได้อย่างเข้มแข็ง สร้างอำนาจการต่อรองให้เกิดแก่กลุ่มเครือข่ายธุรกิจที่เป็นของคนไทย เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป สมดังคำสโลแกนที่ว่า "คนไทย ไม่แพ้ใครในเวทีโลก"
ท้ายนี้ ทีมงาน Bisnescafe.com หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางเล็กๆ ที่จะได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้แก่สังคม ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ทางทีมงานขอน้อมรับด้วยความเต็มใจ และหากผิดพลาดประการใด ขอได้โปรดให้อภัยแก่ทีมงานด้วย 
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลา แวะเวียนเข้ามาเยี่ยม เข้ามาอ่าน เข้ามาเขียน เข้ามาแนะนำก็ดี สิ่งละอันพันละน้อยนี้ จะเป็นกำลังใจแก่ทีมงาน เพื่อมุ่งพัฒนาและนำเสนอแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ต่อไปในภาคหน้า …จนกว่าวันสุดท้ายจะมาถึง
ทีมงาน Bisnescafe.com
T. Tinthanakit
 

Bisnescafe.com | บิสเนสคาเฟ่ เว็บศูนย์รวม ธุรกิจ เอสเอ็มอี SMEs แฟรนไชส์ Franchise อันดับหนึ่งของเมืองไทย ที่ให้คุณได้มากกว่า



บิสเนสคาเฟ่ดอทคอม ศูนย์รวมธุรกิจ เอสเอ็มอี (SME) 
และ แฟรนไชส์ (Franchise) ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวธุรกิจที่มีเนื้อหา สาระและมีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข่าวสาร บทความธุรกิจ เกร็ดความรู้ เคล็ดลับ ไอเดียธุรกิจ เพื่อนำเสนอในแง่มุมต่างๆ ที่หลากหลาย ให้แก่ 
ผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอี SMEs และ แฟรนไชส์ Franchise รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป ได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุนทำธุรกิจ หรือนำไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถนำพาธุรกิจให้เจริญเติบโตและมั่นคงต่อไปได้ในอนาคต  
เรายังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแนะนำธุรกิจ ทำการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ นำเสนอบทความธุรกิจ บทความแนะนำธุรกิจ แนะนำผลิตภัณฑ์ การลงโฆษณาแบนเนอร์ (Banner) หรือลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ (PR) ข่าวกิจกรรม (Event) ข่าวส่งเสริมการขาย (Promotion) รวมทั้งภาพข่าว เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและสร้างให้เกิดกระแสตอบรับที่ดีต่อธุรกิจ การประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านหน้า สารบัญธุรกิจ (Directory) ที่มีการแบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น ธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) และ แฟรนไชส์ (Franchise) สามารถประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ด้วยการแสดงรูปโลโก้บริษัท ชื่อบริษัท ลงรูปธุรกิจ เนื้อหาธุรกิจ ลงรายละเอียดของสินค้าและบริการ ข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ลง Link ธุรกิจ มีกล่องรับความคิดเห็น เพื่อใช้ในการโต้ตอบทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเรายังเป็นเว็บสื่อกลางในการรับข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจฟรี ผ่านช่องทางการสมัครสมาชิก โดยสามารถเข้าไปลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจฟรี แบบไม่มีเงื่อนไข หรือสามารถส่งข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ แนะนำธุรกิจผ่านช่องทางอีเมล์ bisnescafe@gmail.com ได้อีกหนึ่งช่องทาง สามารถแนะนำ บทความ บทสัมภาษณ์  ข่าวสารธุรกิจ ภาพข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวกิจกรรม
เราเปิดโอกาสให้แก่ธุรกิจ หรือหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ไม่หวังผลกำไร สามารถส่งข่าวสารประชาสัมพันธ์ เข้ามาลงโฆษณาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมงานกุศล กิจกรรมช่วยรณรงค์ กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ กิจกรรมช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯ และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาได้ที่ อีเมล์ , พร้อมบอกลายละเอียด กำหนดการ เพื่อให้ทำการประชาสัมพันธ์ต่อไป
"ในส่วนของประโยชน์ในแง่ด้านการตลาดและการขาย เราจะทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อเครือข่ายธุรกิจให้กลายเป็นกลุ่มการค้าระดับประเทศ เป็นแหล่งแนะนำธุรกิจ ประชาสัมพันธ์ธุรกิจ จับคู่ธุรกิจให้เกิดการรวมกลุ่มการค้าในประเทศ ทั้งภาคธุรกิจ SMEs และธุรกิจแฟรนไชส์ ในการที่จะเข้าไปแข่งขันในตลาดอาเซียน AEC ได้อย่างเข้มแข็ง สร้างอำนาจการต่อรองให้เกิดแก่กลุ่มเครือข่ายธุรกิจที่เป็นของคนไทย เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป สมดังคำสโลแกนที่ว่า "คนไทย ไม่แพ้ใครในเวทีโลก"
ท้ายนี้ ทีมงาน Bisnescafe.com หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางเล็กๆ ที่จะได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้แก่สังคม ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ทางทีมงานขอน้อมรับด้วยความเต็มใจ และหากผิดพลาดประการใด ขอได้โปรดให้อภัยแก่ทีมงานด้วย 
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลา แวะเวียนเข้ามาเยี่ยม เข้ามาอ่าน เข้ามาเขียน เข้ามาแนะนำก็ดี สิ่งละอันพันละน้อยนี้ จะเป็นกำลังใจแก่ทีมงาน เพื่อมุ่งพัฒนาและนำเสนอแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ต่อไปในภาคหน้า …จนกว่าวันสุดท้ายจะมาถึง
ทีมงาน Bisnescafe.com
T. Tinthanakit
 

5/02/2555

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มอบรางวัลเกียรติยศ “Bai Po Business Awards by Sasin” ครั้งที่ 6  ให้กับ  5 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย  ได้แก่  บริษัท เค ซี เมททอลชีท จำกัด  บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด  บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด  และบริษัท สยาม รีคอนดิชั่น อินดัสตรี้ จำกัด  สะท้อนศักยภาพและมาตรฐานที่โดดเด่นของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีไทย  โดยมี นายอานันท์  ปันยารชุน  นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์  เป็นประธานมอบรางวัล  ณ  ธนาคาร ไทยพาณิชย์  สาขาตลาดน้อย

 นางองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์  กล่าวถึง โครงการ Bai Po Business Awards by Sasin ว่า “เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ  ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี  เพื่อมอบรางวัลเกียรติยศยกย่องผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจได้อย่างโดดเด่น  ธนาคารมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างวิธีคิด วิธีปฏิบัติให้ผู้ประกอบการไทยรายอื่นๆ รุกพัฒนาศักยภาพธุรกิจอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งจะก่อให้เกิดมาตรฐานที่ดีและส่งผลให้เกิดการผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เติบโตได้ยั่งยืน  ทั้งนี้ธนาคารเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นลูกค้าของธนาคารไทยพาณิชย์เท่านั้น”

นายธิติ  เวชแพศย์  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ  กล่าวถึง  หลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินว่า “ธุรกิจต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเบื้องต้นของโครงการ และมีความโดดเด่นในมิติที่สำคัญต่อศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและย่อมมิติใดมิติหนึ่งหรือหลายมิติ ประกอบด้วย 1.การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) 2.ความริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation)     3.การมีคุณภาพสูงของสินค้าและบริการ (Quality) 4.การตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (Adaptability to Changes) 5.การสร้างมูลค่า (Value Creation) 6.การสร้างตราสินค้า (Branding) 7.การมีระบบงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) 8.ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building) 9.การปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility) และ 10.การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)  ซึ่งเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตก้าวหน้าและแข็งแกร่ง  ทั้งนี้  คณะกรรมการตัดสินจะพิจารณามอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม  โดยไม่มีการจัดอันดับ  และไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี ”

 ดร.อาชว์ เตาลานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทย ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาคัดเลือก กล่าวว่า “คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกบริษัทผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจให้มีความโดดเด่น ซึ่งสมควรได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ในครั้งที่ 6 รวม 5 บริษัท ได้แก่

บริษัท เค ซี เมททอลชีท จำกัด
บริษัทผลิตหลังคาเหล็กที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และบริหารธุรกิจด้วยความยึด มั่นในความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ได้รับความรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus)

 

 

 

บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด
บริษัทที่บริหารจัดการ “ตลาดไท”   ตลาดกลางซื้อขายสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในอาเซียน ทำให้ “ตลาดไท” โดดเด่นและเป็นที่รู้จักทั้งในด้านความครบครันและคุณภาพของสินค้า ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ ความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การสร้างมูลค่า (Value Creation) การสร้างตราสินค้า (Branding) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 

บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) 
บริษัทซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายเพชรและเครื่องประดับเพชรจากรูปแบบเดิมมา จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ห้างสรรพสินค้า โดยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าให้กับผู้ซื้อ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การมีคุณภาพสูงในสินค้าและบริการ (Quality) และการสร้างตราสินค้า (Branding)

 

 

 

บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด
บริษัทที่ให้บริการเรือโดยสารสาธารณะมานานกว่า 40 ปี ซึ่งพัฒนารูปแบบและการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการ บริการที่ปลอดภัยรวดเร็วและทันสมัย ได้รับความรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) การสร้างมูลค่า (Value Creation) ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 

บริษัท สยาม รีคอนดิชั่น อินดัสตรี้ จำกัด
บริษัทที่นำเข้าเครื่องถ่ายเอกสารใช้แล้วจากต่างประเทศ มาผ่านกระบวนการ Recondition ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Eco Copy ผสมผสานความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการสร้างมูลค่า (Value Creation) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 
ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล “Bai Po Business Awards by Sasin” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตภายใต้ความสามารถในการบริหารจัดการทีมงาน การริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าให้สินค้า การให้ความสำคัญและเข้าถึงความต้องการของลูกค้า และการปฏิบัติดีต่อสังคม”

ข่าวจาก : SCB

5 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย สร้างความแตกต่างในธุรกิจ ครองรางวัล “Bai Po Business Awards by Sasin” ครั้งที่ 6

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มอบรางวัลเกียรติยศ “Bai Po Business Awards by Sasin” ครั้งที่ 6  ให้กับ  5 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย  ได้แก่  บริษัท เค ซี เมททอลชีท จำกัด  บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด  บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด  และบริษัท สยาม รีคอนดิชั่น อินดัสตรี้ จำกัด  สะท้อนศักยภาพและมาตรฐานที่โดดเด่นของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีไทย  โดยมี นายอานันท์  ปันยารชุน  นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์  เป็นประธานมอบรางวัล  ณ  ธนาคาร ไทยพาณิชย์  สาขาตลาดน้อย

 นางองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์  กล่าวถึง โครงการ Bai Po Business Awards by Sasin ว่า “เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ  ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี  เพื่อมอบรางวัลเกียรติยศยกย่องผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจได้อย่างโดดเด่น  ธนาคารมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างวิธีคิด วิธีปฏิบัติให้ผู้ประกอบการไทยรายอื่นๆ รุกพัฒนาศักยภาพธุรกิจอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งจะก่อให้เกิดมาตรฐานที่ดีและส่งผลให้เกิดการผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เติบโตได้ยั่งยืน  ทั้งนี้ธนาคารเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นลูกค้าของธนาคารไทยพาณิชย์เท่านั้น”

นายธิติ  เวชแพศย์  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ  กล่าวถึง  หลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินว่า “ธุรกิจต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเบื้องต้นของโครงการ และมีความโดดเด่นในมิติที่สำคัญต่อศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและย่อมมิติใดมิติหนึ่งหรือหลายมิติ ประกอบด้วย 1.การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) 2.ความริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation)     3.การมีคุณภาพสูงของสินค้าและบริการ (Quality) 4.การตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (Adaptability to Changes) 5.การสร้างมูลค่า (Value Creation) 6.การสร้างตราสินค้า (Branding) 7.การมีระบบงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) 8.ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building) 9.การปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility) และ 10.การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)  ซึ่งเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตก้าวหน้าและแข็งแกร่ง  ทั้งนี้  คณะกรรมการตัดสินจะพิจารณามอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม  โดยไม่มีการจัดอันดับ  และไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี ”

 ดร.อาชว์ เตาลานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทย ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาคัดเลือก กล่าวว่า “คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกบริษัทผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจให้มีความโดดเด่น ซึ่งสมควรได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ในครั้งที่ 6 รวม 5 บริษัท ได้แก่

บริษัท เค ซี เมททอลชีท จำกัด
บริษัทผลิตหลังคาเหล็กที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และบริหารธุรกิจด้วยความยึด มั่นในความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ได้รับความรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus)

 

 

 

บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด
บริษัทที่บริหารจัดการ “ตลาดไท”   ตลาดกลางซื้อขายสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในอาเซียน ทำให้ “ตลาดไท” โดดเด่นและเป็นที่รู้จักทั้งในด้านความครบครันและคุณภาพของสินค้า ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ ความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การสร้างมูลค่า (Value Creation) การสร้างตราสินค้า (Branding) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 

บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) 
บริษัทซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายเพชรและเครื่องประดับเพชรจากรูปแบบเดิมมา จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ห้างสรรพสินค้า โดยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าให้กับผู้ซื้อ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การมีคุณภาพสูงในสินค้าและบริการ (Quality) และการสร้างตราสินค้า (Branding)

 

 

 

บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด
บริษัทที่ให้บริการเรือโดยสารสาธารณะมานานกว่า 40 ปี ซึ่งพัฒนารูปแบบและการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการ บริการที่ปลอดภัยรวดเร็วและทันสมัย ได้รับความรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) การสร้างมูลค่า (Value Creation) ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 

บริษัท สยาม รีคอนดิชั่น อินดัสตรี้ จำกัด
บริษัทที่นำเข้าเครื่องถ่ายเอกสารใช้แล้วจากต่างประเทศ มาผ่านกระบวนการ Recondition ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Eco Copy ผสมผสานความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการสร้างมูลค่า (Value Creation) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 
ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล “Bai Po Business Awards by Sasin” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตภายใต้ความสามารถในการบริหารจัดการทีมงาน การริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าให้สินค้า การให้ความสำคัญและเข้าถึงความต้องการของลูกค้า และการปฏิบัติดีต่อสังคม”

ข่าวจาก : SCB

4/05/2555

จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่องที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่างทั้งในตัวแรงงานเอง ที่ได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องถูกปรับลดค่าโอที และสวัสดิการลง โดยที่ผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ขณะที่มีนำไปเพิ่มราคาสินค้าขึ้นตามไปด้วย

ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาท ซึ่งเป็นการปรับแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 40 ทำให้โรงงานต่างๆ อยู่ระหว่างการพิจารณา ปรับลดสวัสดิการที่เคยให้แก่ลูกจ้าง เพื่อลดต้นทุนที่ปรับตัวสูง ขณะเดียวกันการปรับค่าจ้างในปีนี้ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะการเรียกร้อง ขอขึ้นค่าจ้างสำหรับ กลุ่มลูกจ้างที่อยู่มานาน เพื่อให้ค่าจ้างห่างจากแรงงานใหม่ รวมถึงค่าโอที สวัสดิการ และโบนัส

นอกจากนี้ หลังจากปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2556 แล้ว อาจมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะกระทบการจ้างงานในท้องถิ่นโดยตรง เพราะผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ จะย้ายฐานผลิตมาอยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ มากขึ้น เพื่อประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง

นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังกระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีการจ้างแรงงานตั้งแต่ 1-25 คน มีอยู่ร้อยละ 98 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่าร้อยละ 60 ที่ไม่อยู่ในระบบมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ที่จะมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 ในปีนี้ และเหลือร้อยละ 20 ในปีหน้าหรือปี 2556 ทำให้เอสเอ็มอีร้อยละ 5.6 หรือ ประมาณ 100,000 ราย ทั่วประเทศอาจต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้

ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศอาจลดลงร้อยละ 25 หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรองรับสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจน เช่นธุรกิจดูแลรักษาความปลอดภัย และธุรกิจก่อสร้าง เพราะมีการทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง โดยคำนวณค่าแรงงาน ค่าบริการจัดการไว้เรียบร้อย แต่เมื่อปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ ก็ไม่สามารถแก้ไขสัญญาการว่าจ้างได้ จึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้ว่าจ้างได้

ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นค่าจ้างยังส่งผลกระทบ ต่อนักลงทุนเอสเอ็มอีต่างประเทศที่อยู่ในไทย ซึ่งอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตบางส่วน ไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม และพม่า ซึ่งมีโครงสร้างค่าจ้าง ที่ต่ำกว่าไทยมาก

รวมถึงยังพบว่า มีหลายบริษัทที่มีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมีการฝึกอบรมแรงงาน เนื่องจากมีการให้ค่าจ้างในกลุ่มฝีมือแรงงานเฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 บาท ต่างจากเมืองไทยที่กลุ่มฝีมือแรงงานเฉลี่ยที่ 400-700 บาทต่อวัน ทำให้อนาคตแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอาจเข้ามาทำงานในไทยน้อยลง

ด้านธุรกิจโรงแรม อาจต้องลดจำนวนแรงงาน เพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งจะเห็นผลกระทบชัดเจน ในกลุ่มโรงแรมในภาคเหนือ อย่างจังหวัดน่าน และพะเยา ที่ปัจจุบันจ่ายค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 160 บาท รวมถึงโรงแรมในกรุงเทพฯ ก็จะได้รับผลกระทบ เพราะค่าแรงอยู่ที่ร้อยละ 20-30 ทั้งนี้ โรงแรมที่มีผลประกอบการต่ำ อาจตัดสินใจปิดกิจการ หรือขายธุรกิจ ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการโรงแรมจำนวนราว 3,000-4,000 แห่ง ทั่วประเทศ ขณะที่แรงงานโดยรวมของอุตสาหกรรมโรงแรมทั้งระบบมีประมาณกว่า 500,000 คน

ส่วนข้อสรุปเซอร์วิสชาร์จ นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่ากระทรวงแรงงานได้สรุปความชัดเจน เรื่องการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำแล้วซึ่งมี 2 วิธีที่โรงแรมเลือกบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานคือ การแยกเซอร์วิสชาร์จ ไม่นำไปเสียภาษี ก็จะไม่สามารถนำไปคำนวณเป็นค่าแรงขั้นต่ำได้ หรือการนำเซอร์วิสชาร์จเข้ามารวมเป็นรายได้ มีการกำหนดอัตราที่แน่นอน เช่นรับประกันเดือนละ 3,000 บาท และนำไปเสียภาษี วิธีนี้จะสามารถนำไปคำนวณรวมเป็นค่าแรงขั้นต่ำได้

ผลกระทบปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท

จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่องที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่างทั้งในตัวแรงงานเอง ที่ได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องถูกปรับลดค่าโอที และสวัสดิการลง โดยที่ผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ขณะที่มีนำไปเพิ่มราคาสินค้าขึ้นตามไปด้วย

ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาท ซึ่งเป็นการปรับแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 40 ทำให้โรงงานต่างๆ อยู่ระหว่างการพิจารณา ปรับลดสวัสดิการที่เคยให้แก่ลูกจ้าง เพื่อลดต้นทุนที่ปรับตัวสูง ขณะเดียวกันการปรับค่าจ้างในปีนี้ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะการเรียกร้อง ขอขึ้นค่าจ้างสำหรับ กลุ่มลูกจ้างที่อยู่มานาน เพื่อให้ค่าจ้างห่างจากแรงงานใหม่ รวมถึงค่าโอที สวัสดิการ และโบนัส

นอกจากนี้ หลังจากปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2556 แล้ว อาจมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะกระทบการจ้างงานในท้องถิ่นโดยตรง เพราะผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ จะย้ายฐานผลิตมาอยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ มากขึ้น เพื่อประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง

นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังกระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีการจ้างแรงงานตั้งแต่ 1-25 คน มีอยู่ร้อยละ 98 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่าร้อยละ 60 ที่ไม่อยู่ในระบบมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ที่จะมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 ในปีนี้ และเหลือร้อยละ 20 ในปีหน้าหรือปี 2556 ทำให้เอสเอ็มอีร้อยละ 5.6 หรือ ประมาณ 100,000 ราย ทั่วประเทศอาจต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้

ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศอาจลดลงร้อยละ 25 หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรองรับสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจน เช่นธุรกิจดูแลรักษาความปลอดภัย และธุรกิจก่อสร้าง เพราะมีการทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง โดยคำนวณค่าแรงงาน ค่าบริการจัดการไว้เรียบร้อย แต่เมื่อปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ ก็ไม่สามารถแก้ไขสัญญาการว่าจ้างได้ จึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้ว่าจ้างได้

ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นค่าจ้างยังส่งผลกระทบ ต่อนักลงทุนเอสเอ็มอีต่างประเทศที่อยู่ในไทย ซึ่งอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตบางส่วน ไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม และพม่า ซึ่งมีโครงสร้างค่าจ้าง ที่ต่ำกว่าไทยมาก

รวมถึงยังพบว่า มีหลายบริษัทที่มีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมีการฝึกอบรมแรงงาน เนื่องจากมีการให้ค่าจ้างในกลุ่มฝีมือแรงงานเฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 บาท ต่างจากเมืองไทยที่กลุ่มฝีมือแรงงานเฉลี่ยที่ 400-700 บาทต่อวัน ทำให้อนาคตแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอาจเข้ามาทำงานในไทยน้อยลง

ด้านธุรกิจโรงแรม อาจต้องลดจำนวนแรงงาน เพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งจะเห็นผลกระทบชัดเจน ในกลุ่มโรงแรมในภาคเหนือ อย่างจังหวัดน่าน และพะเยา ที่ปัจจุบันจ่ายค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 160 บาท รวมถึงโรงแรมในกรุงเทพฯ ก็จะได้รับผลกระทบ เพราะค่าแรงอยู่ที่ร้อยละ 20-30 ทั้งนี้ โรงแรมที่มีผลประกอบการต่ำ อาจตัดสินใจปิดกิจการ หรือขายธุรกิจ ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการโรงแรมจำนวนราว 3,000-4,000 แห่ง ทั่วประเทศ ขณะที่แรงงานโดยรวมของอุตสาหกรรมโรงแรมทั้งระบบมีประมาณกว่า 500,000 คน

ส่วนข้อสรุปเซอร์วิสชาร์จ นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่ากระทรวงแรงงานได้สรุปความชัดเจน เรื่องการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำแล้วซึ่งมี 2 วิธีที่โรงแรมเลือกบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานคือ การแยกเซอร์วิสชาร์จ ไม่นำไปเสียภาษี ก็จะไม่สามารถนำไปคำนวณเป็นค่าแรงขั้นต่ำได้ หรือการนำเซอร์วิสชาร์จเข้ามารวมเป็นรายได้ มีการกำหนดอัตราที่แน่นอน เช่นรับประกันเดือนละ 3,000 บาท และนำไปเสียภาษี วิธีนี้จะสามารถนำไปคำนวณรวมเป็นค่าแรงขั้นต่ำได้

3/24/2555

กำหนด 28 มีนาคมนี้ คิกออฟโครงการประกันภัยพิบัติ เตรียมลงนามบริษัทประกัน 66 แห่ง พร้อมเปิดขายทันที เอสเอ็มอีทุนประกันสูงสุด 50 ล้าน คิดเบี้ย 1%

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ จะมีงานเปิดตัวกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยในงานจะลงนามกับตัวแทนประกันภัย 66 บริษัท เพื่อขายประกันภัยดังกล่าวทันที พร้อมเชิญสมาคมประกันวินาศภัยร่วมเซ็นสัญญาในครั้งนี้ด้วย

สำหรับประกันภัยพิบัติครอบคลุม 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม พายุ และแผ่นดินไหว โดยเบี้ยประกัน แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มบ้านอยู่อาศัยคิดเบี้ยประกัน 0.5% ต่อปีของทุนประกัน จะให้ความคุ้มครองไม่เกิน 1 แสนบาท หรือเสียค่าเบี้ย 500 บาท/ปี

กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีทุนประกันไม่เกิน 50 ล้านบาท เบี้ยประกัน 1% ต่อปีให้ความคุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนประกัน หรือทุนประกัน 1 แสนบาทจ่ายค่าเบี้ย 1,000 บาท

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้นจะไม่จำกัดทุนประกัน อัตราเบี้ยประกัน 1.25% ต่อปี จำกัดความคุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนประกัน หรือทุนประกัน 1 แสนบาทจ่ายค่าเบี้ย 1,250 บาท ทุนประกัน 1 ล้านบาท จ่ายค่าเบี้ย 12,500 บาท โดยมีข้อแม้ว่าในส่วนของผู้ซื้อประกันในกลุ่มเอสเอ็มอีและรายใหญ่จะต้องมีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (ไอเออาร์) ด้วย

คิกออฟ 28 มี.ค. ขายประกันภัยน้ำท่วมแก่เอสเอ็มอี

กำหนด 28 มีนาคมนี้ คิกออฟโครงการประกันภัยพิบัติ เตรียมลงนามบริษัทประกัน 66 แห่ง พร้อมเปิดขายทันที เอสเอ็มอีทุนประกันสูงสุด 50 ล้าน คิดเบี้ย 1%

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ จะมีงานเปิดตัวกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยในงานจะลงนามกับตัวแทนประกันภัย 66 บริษัท เพื่อขายประกันภัยดังกล่าวทันที พร้อมเชิญสมาคมประกันวินาศภัยร่วมเซ็นสัญญาในครั้งนี้ด้วย

สำหรับประกันภัยพิบัติครอบคลุม 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม พายุ และแผ่นดินไหว โดยเบี้ยประกัน แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มบ้านอยู่อาศัยคิดเบี้ยประกัน 0.5% ต่อปีของทุนประกัน จะให้ความคุ้มครองไม่เกิน 1 แสนบาท หรือเสียค่าเบี้ย 500 บาท/ปี

กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีทุนประกันไม่เกิน 50 ล้านบาท เบี้ยประกัน 1% ต่อปีให้ความคุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนประกัน หรือทุนประกัน 1 แสนบาทจ่ายค่าเบี้ย 1,000 บาท

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้นจะไม่จำกัดทุนประกัน อัตราเบี้ยประกัน 1.25% ต่อปี จำกัดความคุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนประกัน หรือทุนประกัน 1 แสนบาทจ่ายค่าเบี้ย 1,250 บาท ทุนประกัน 1 ล้านบาท จ่ายค่าเบี้ย 12,500 บาท โดยมีข้อแม้ว่าในส่วนของผู้ซื้อประกันในกลุ่มเอสเอ็มอีและรายใหญ่จะต้องมีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (ไอเออาร์) ด้วย

3/09/2555

สถานการณ์เศรษฐกิจภาพรวมปี 2555 คาดว่า กำลังซื้อของประชาชนจะได้รับผลกระทบจากปัญหา อุทกภัยครั้งใหญ่ปลายปี 2554 ที่ส่งผลทำให้ในปีนี้ ภาคครัวเรือนต้องหันมาระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

เนื่องจากต้องใช้เงินไปกับการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนที่พักอาศัยที่ได้รับความเสียหายภายหลังน้ำลด ซึ่งถือได้ว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ ตลอดจนถึงธุรกิจเอสเอ็มอีต่างๆ ในภาคธุรกิจที่จะต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อเรียกกำลังซื้อให้กลับมาเข้าสู่ช่วงปกติให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีธุรกิจดาวรุ่งอีกจำนวนมาก ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2555 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม อาทิ ธุรกิจก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารที่พักอาศัยและสาธารณูปโภค (อาทิ สินค้าที่ใช้ในการซ่อมแซมบ้านเฟอร์นิเจอร์) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมและปรับปรุงรถยนต์ ตลอดจน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการสื่อสารไร้สาย (อาทิ ธุรกิจอีคอมเมิร์ช ธุรกิจผลิตแอปพลิเคชั่นบนแท็บเล็ต) ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs ในปีนี้ ควรจะต้องปรับตัวให้สอดรับกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ดังกล่าวอย่างทันท่วงที เพื่อผลประกอบการที่ดี ในขณะเดียวกัน ควรมีการติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ที่จะกลายมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านการค้าและตลาดในอนาคต

ที่เนื้อหาจาก : ksmestartup
ภาพประกอบ : homedecortha

 

จับตา ธุรกิจ SMEs ดาวเด่นปี 2555

สถานการณ์เศรษฐกิจภาพรวมปี 2555 คาดว่า กำลังซื้อของประชาชนจะได้รับผลกระทบจากปัญหา อุทกภัยครั้งใหญ่ปลายปี 2554 ที่ส่งผลทำให้ในปีนี้ ภาคครัวเรือนต้องหันมาระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

เนื่องจากต้องใช้เงินไปกับการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนที่พักอาศัยที่ได้รับความเสียหายภายหลังน้ำลด ซึ่งถือได้ว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ ตลอดจนถึงธุรกิจเอสเอ็มอีต่างๆ ในภาคธุรกิจที่จะต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อเรียกกำลังซื้อให้กลับมาเข้าสู่ช่วงปกติให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีธุรกิจดาวรุ่งอีกจำนวนมาก ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2555 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม อาทิ ธุรกิจก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารที่พักอาศัยและสาธารณูปโภค (อาทิ สินค้าที่ใช้ในการซ่อมแซมบ้านเฟอร์นิเจอร์) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมและปรับปรุงรถยนต์ ตลอดจน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการสื่อสารไร้สาย (อาทิ ธุรกิจอีคอมเมิร์ช ธุรกิจผลิตแอปพลิเคชั่นบนแท็บเล็ต) ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs ในปีนี้ ควรจะต้องปรับตัวให้สอดรับกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ดังกล่าวอย่างทันท่วงที เพื่อผลประกอบการที่ดี ในขณะเดียวกัน ควรมีการติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ที่จะกลายมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านการค้าและตลาดในอนาคต

ที่เนื้อหาจาก : ksmestartup
ภาพประกอบ : homedecortha

 

3/08/2555

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย ดึงนักลงทุนญีปุ่น ร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย รองรับแผนการขยายการลงทุน เอสเอ็มอีไทย ในการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาหน่วยบริการอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการที่อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ได้มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต และแม่พิมพ์ที่ดีจะส่งผลให้สามารถผลิตชิ้นส่วนได้อย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมาก มีรูปร่างและขนาดได้มาตรฐาน รวมทั้ง ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

ดังนั้น ทาง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ในประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความมั่นใจถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยต่อการเป็นผู้นำในด้านแม่พิมพ์ในภูมิภาค จึงร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ “Japan - Thailand Die & Mold Business Matching Meeting”

โดยได้เชิญนักลงทุนญี่ปุ่นมาเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยในครั้งนี้ จุดประสงค์ เพื่อเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง และเพื่อรองรับกับการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในอนาคต

กสอ.ดึง นักลงทุนญี่ปุ่น เพิ่มศักยภาพSMEs แม่พิมพ์ไทย

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย ดึงนักลงทุนญีปุ่น ร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย รองรับแผนการขยายการลงทุน เอสเอ็มอีไทย ในการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาหน่วยบริการอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการที่อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ได้มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต และแม่พิมพ์ที่ดีจะส่งผลให้สามารถผลิตชิ้นส่วนได้อย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมาก มีรูปร่างและขนาดได้มาตรฐาน รวมทั้ง ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

ดังนั้น ทาง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ในประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความมั่นใจถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยต่อการเป็นผู้นำในด้านแม่พิมพ์ในภูมิภาค จึงร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ “Japan - Thailand Die & Mold Business Matching Meeting”

โดยได้เชิญนักลงทุนญี่ปุ่นมาเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยในครั้งนี้ จุดประสงค์ เพื่อเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง และเพื่อรองรับกับการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในอนาคต

8/12/2554

[caption id="attachment_1897" align="aligncenter" width="579" caption="ระดมสมองแผนปฏิบัติการ"][/caption]

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ฉบับที่ 3)

สสว. ระดมสมองแผนปฏิบัติการ SMEs 2555-2559

[caption id="attachment_1897" align="aligncenter" width="579" caption="ระดมสมองแผนปฏิบัติการ"][/caption]

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ฉบับที่ 3)

5/15/2554

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่หนึ่งคือ เวลาที่ไม่เพียงพอ ในอดีตนายก่อร่างเป็นคนขยันมาก ๆ ดูแลงานอย่างใกล้ชิด ติดตามอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการขยายงานอย่างมากมาย ทั้งในธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้นายก่อร่างดูแลไม่ทั่วถึง บางธุรกิจไม่ได้ดูเลย ขาดการตรวจสอบ ขาดการควบคุมที่ดี

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สองคือ ผู้บริหารที่ช่วยทำงานระดับสูงโตไม่ทัน หรือความสามารถยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ธุรกิจของนายก่อร่างมีปัญหา เนื่องจากเขาใช้นโยบายกระจายอำนาจการทำงาน เมื่อเริ่มต้นธุรกิจในแต่ละบริษัทนั้นดีมาก แต่มอบหมายให้คนที่มีความสามารถไม่เพียงพอ และมีการกระจายอำนาจมากเกินไป ขาดการดูแลเอาใจใส่พัฒนาผู้บริหาร ทำให้ธุรกิจนั้นถดถอยไม่ประสบความสำเร็จ

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สามคือ ความโลภ นายก่อร่างเป็นหัวหน้าที่ไว้ใจลูกน้องมาก ๆ เชื่อในความดี ความจริงใจที่เขามีให้จะได้รับการตอบรับกลับมาเท่ากัน เหมือนกันแต่แล้วผลที่ได้กลับไม่เป็นดังหวัง ผู้บริหารหลายคนเห็นนายก่อร่างโต รวย ได้รับการยอมรับมากมายเลยเกิดความโลภต้องการเป็นเหมือนกัน เริ่มมองหาโอกาสให้ตัวเองเช่น สินค้าใหม่ ๆ ที่ต่างประเทศนำมาเสนอ ก็นำออกไปทำเอง และยังดึงคน ดึงลูกค้าออกไปด้วย นอกจากนี้ตัวเองยังคงอยู่ที่เดิมคอยส่งผลประโยชน์ออกไปเรื่อยๆอย่างต่อ เนื่อง และไม่ใช่ผู้บริหารคนเดียวทำ มีหลายคน หลายระดับ จะขอยกตัวอย่างระดับล่างเช่น เขารู้จักลูกค้าดีอยู่แล้ว ?ขอลาออกไปตั้งธุรกิจของตัวเอง และยังกลับมาขอซื้อสินค้าราคาพิเศษ เป็นเครดิต และนำไปขายลูกค้าของบริษัทอีกทีหนึ่งเป็นต้น ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าโอกาสใหม่ ๆ ถูกฉกฉวยเอาไปหมด กำไรถูกเบียดเบียนไปอีกด้วย เหลือแต่สิ่งที่ไม่ดีทิ้งไว้ให้ แล้วนายก่อร่างจะเหลืออะไร

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สี่คือ ในการที่ผู้บริหารระดับสูงต้องการแย่งสิทธิในการจำหน่ายสินค้าไปทำเอง ต้องมีการปล่อยข่าวทำร้ายบริษัทเดิมก่อนจะได้เกิดความชอบทำ หรือจะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้บริษัทเก่าอยู่ไม่ได้ถึงจะได้สินค้าไป อย่างถูกต้อง และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่นายก่อร่างได้รับการกระทำโดยไม่รู้ตัว ทั้งในแง่ของบริษัทและในแง่ของส่วนตัวเช่น นายก่อร่างถูกปล่อยข่าวว่ามีเด็กอยู่ในบริษัททั้งที่เขาไม่เคยมีเลย แต่มีผู้บริหารหลายคนมีแล้วโยนให้เขาเป็นแพะเพื่อหลอกภรรยาตัวเอง เป็นต้น ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีทำให้เขานึกไม่ถึงว่าจะถูกกระทำได้ถึง ขนาดนั้น

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่ห้าคือ ความหลงตัวเอง ความเชื่อที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดความเชื่อที่คิดว่าตัวเองสุดยอด ความประมาท ความหลงใหลในความสำเร็จ ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายก่อร่างพลาดในหลาย ๆ เรื่อง

สิ่งที่เล่ามาเหล่านี้เป็นสัญญาณของความหายนะที่เกิดจากภายในองค์กร แต่ยังมีสัญญาณที่เกิดจากภายนอกองค์กรอีกด้วยเช่น มีหลายธนาคารเจ๊ง สถาบันการเงินถูกปิดหลายสิบแห่ง ตลาดหุ้นเกิดความเสียหายอย่างมาก และการลดค่าเงินบาท นายก่อร่างมีทั้งศึกภายในและภายนอกจะเหลืออะไรได้อีกนอกจากเกิดความสูญเสีย อย่างประเมินค่าไม่ได้ และผู้หวังดีที่จริงใจทั้งหลายของนายก่อร่างไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ภรรยา พี่น้องและครูอาจารย์ต่างก็เป็นห่วงว่านายก่อร่างจะยังคงสามารถดำรงชีวิต อยู่ได้หรือไม่ แต่ด้วยกำลังใจจากคนใกล้ชิดจริง ๆ และความช่วยเหลือทำให้เขายังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขายังคงเป็นนักสู้จริง ๆ เขายังไม่ย่อท้อ ให้อภัยคนอื่น อดทน และยังต่อสู้ต่อไป โดยยังคงคิดว่าจะสามารถกลับมาได้เพราะเขาคิดว่า ความพยายาม ความสามารถ ประสบการณ์ ความจริงใจ จะสามารถช่วยเขาฟันฝ่าอุปสรรคที่นับวันมีมากขึ้นๆ และกลับมาดำรงชีวิตที่ดีได้ และเขาตั้งใจนำความสำเร็จ ความผิดพลาดที่ผ่านมา นำมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับ SMEs คนอื่น ๆ จะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนกับตัวเอง ถ้ามีโอกาสจะคอยแนะนำให้คำปรึกษาเพื่อนนักธุรกิจ SMEs คนอื่น ๆ ให้มีโอกาสที่ดีกว่า และจะแนะนำให้คนอื่น ๆ มองเห็นความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียวคือความสำเร็จ แท้จริงแล้วความสำเร็จจะคู่กับความพอดีกับกำลังของตัวเอง ความพอเพียง จะสามารถทำให้เราควบคุมความสำเร็จนั้นได้ มีความสุขกับความสำเร็จที่ยั่งยืนและยาวนานได้จริง ๆ

 

โดย : สสว.

SMEs การขยายอย่างไร้ขีดจำกัด คือบ่อเกิดของความหายนะ

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่หนึ่งคือ เวลาที่ไม่เพียงพอ ในอดีตนายก่อร่างเป็นคนขยันมาก ๆ ดูแลงานอย่างใกล้ชิด ติดตามอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการขยายงานอย่างมากมาย ทั้งในธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้นายก่อร่างดูแลไม่ทั่วถึง บางธุรกิจไม่ได้ดูเลย ขาดการตรวจสอบ ขาดการควบคุมที่ดี

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สองคือ ผู้บริหารที่ช่วยทำงานระดับสูงโตไม่ทัน หรือความสามารถยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ธุรกิจของนายก่อร่างมีปัญหา เนื่องจากเขาใช้นโยบายกระจายอำนาจการทำงาน เมื่อเริ่มต้นธุรกิจในแต่ละบริษัทนั้นดีมาก แต่มอบหมายให้คนที่มีความสามารถไม่เพียงพอ และมีการกระจายอำนาจมากเกินไป ขาดการดูแลเอาใจใส่พัฒนาผู้บริหาร ทำให้ธุรกิจนั้นถดถอยไม่ประสบความสำเร็จ

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สามคือ ความโลภ นายก่อร่างเป็นหัวหน้าที่ไว้ใจลูกน้องมาก ๆ เชื่อในความดี ความจริงใจที่เขามีให้จะได้รับการตอบรับกลับมาเท่ากัน เหมือนกันแต่แล้วผลที่ได้กลับไม่เป็นดังหวัง ผู้บริหารหลายคนเห็นนายก่อร่างโต รวย ได้รับการยอมรับมากมายเลยเกิดความโลภต้องการเป็นเหมือนกัน เริ่มมองหาโอกาสให้ตัวเองเช่น สินค้าใหม่ ๆ ที่ต่างประเทศนำมาเสนอ ก็นำออกไปทำเอง และยังดึงคน ดึงลูกค้าออกไปด้วย นอกจากนี้ตัวเองยังคงอยู่ที่เดิมคอยส่งผลประโยชน์ออกไปเรื่อยๆอย่างต่อ เนื่อง และไม่ใช่ผู้บริหารคนเดียวทำ มีหลายคน หลายระดับ จะขอยกตัวอย่างระดับล่างเช่น เขารู้จักลูกค้าดีอยู่แล้ว ?ขอลาออกไปตั้งธุรกิจของตัวเอง และยังกลับมาขอซื้อสินค้าราคาพิเศษ เป็นเครดิต และนำไปขายลูกค้าของบริษัทอีกทีหนึ่งเป็นต้น ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าโอกาสใหม่ ๆ ถูกฉกฉวยเอาไปหมด กำไรถูกเบียดเบียนไปอีกด้วย เหลือแต่สิ่งที่ไม่ดีทิ้งไว้ให้ แล้วนายก่อร่างจะเหลืออะไร

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สี่คือ ในการที่ผู้บริหารระดับสูงต้องการแย่งสิทธิในการจำหน่ายสินค้าไปทำเอง ต้องมีการปล่อยข่าวทำร้ายบริษัทเดิมก่อนจะได้เกิดความชอบทำ หรือจะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้บริษัทเก่าอยู่ไม่ได้ถึงจะได้สินค้าไป อย่างถูกต้อง และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่นายก่อร่างได้รับการกระทำโดยไม่รู้ตัว ทั้งในแง่ของบริษัทและในแง่ของส่วนตัวเช่น นายก่อร่างถูกปล่อยข่าวว่ามีเด็กอยู่ในบริษัททั้งที่เขาไม่เคยมีเลย แต่มีผู้บริหารหลายคนมีแล้วโยนให้เขาเป็นแพะเพื่อหลอกภรรยาตัวเอง เป็นต้น ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีทำให้เขานึกไม่ถึงว่าจะถูกกระทำได้ถึง ขนาดนั้น

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่ห้าคือ ความหลงตัวเอง ความเชื่อที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดความเชื่อที่คิดว่าตัวเองสุดยอด ความประมาท ความหลงใหลในความสำเร็จ ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายก่อร่างพลาดในหลาย ๆ เรื่อง

สิ่งที่เล่ามาเหล่านี้เป็นสัญญาณของความหายนะที่เกิดจากภายในองค์กร แต่ยังมีสัญญาณที่เกิดจากภายนอกองค์กรอีกด้วยเช่น มีหลายธนาคารเจ๊ง สถาบันการเงินถูกปิดหลายสิบแห่ง ตลาดหุ้นเกิดความเสียหายอย่างมาก และการลดค่าเงินบาท นายก่อร่างมีทั้งศึกภายในและภายนอกจะเหลืออะไรได้อีกนอกจากเกิดความสูญเสีย อย่างประเมินค่าไม่ได้ และผู้หวังดีที่จริงใจทั้งหลายของนายก่อร่างไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ภรรยา พี่น้องและครูอาจารย์ต่างก็เป็นห่วงว่านายก่อร่างจะยังคงสามารถดำรงชีวิต อยู่ได้หรือไม่ แต่ด้วยกำลังใจจากคนใกล้ชิดจริง ๆ และความช่วยเหลือทำให้เขายังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขายังคงเป็นนักสู้จริง ๆ เขายังไม่ย่อท้อ ให้อภัยคนอื่น อดทน และยังต่อสู้ต่อไป โดยยังคงคิดว่าจะสามารถกลับมาได้เพราะเขาคิดว่า ความพยายาม ความสามารถ ประสบการณ์ ความจริงใจ จะสามารถช่วยเขาฟันฝ่าอุปสรรคที่นับวันมีมากขึ้นๆ และกลับมาดำรงชีวิตที่ดีได้ และเขาตั้งใจนำความสำเร็จ ความผิดพลาดที่ผ่านมา นำมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับ SMEs คนอื่น ๆ จะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนกับตัวเอง ถ้ามีโอกาสจะคอยแนะนำให้คำปรึกษาเพื่อนนักธุรกิจ SMEs คนอื่น ๆ ให้มีโอกาสที่ดีกว่า และจะแนะนำให้คนอื่น ๆ มองเห็นความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียวคือความสำเร็จ แท้จริงแล้วความสำเร็จจะคู่กับความพอดีกับกำลังของตัวเอง ความพอเพียง จะสามารถทำให้เราควบคุมความสำเร็จนั้นได้ มีความสุขกับความสำเร็จที่ยั่งยืนและยาวนานได้จริง ๆ

 

โดย : สสว.

5/14/2554


ปัจจุบันเรื่องกรองน้ำถือเป็นของใช้ประจำบ้านที่มีใช้กันอย่างแพร่หลาย การพัฒนานวัตกรรมเครื่องน้ำขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับผู้บริโภค ในการเพิ่มความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับเครื่องกรองน้ำภายใต้แบรนด์ BRITA ได้พัฒนาเครื่องกรองน้ำที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นแบบพกพา ช่วยให้คุณสามารถพกพาไปใช้ที่ไหนก็ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องมีขั้นตอนการติดตั้งที่ยุ่งยาก?? ? ? ?? ? ? ?ดร.มนู ลีนะวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อควาอินโนเทค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กรองน้ำแบรนด์ ?BRITA? เล่าว่า สำหรับเครื่องกรองน้ำ BRITA มีคุณสมบัติเป็นเหยือกกรองน้ำแบบพกพา สามารถนำไปใช้ที่ไหนก็ได้ และที่สำคัญทุกคนสามารถเปลี่ยนไส้กรองได้ด้วยตัวเอง สามารถตอบโจทย์ ความต้องการของผู้บริโภคคนไทยในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะด้วยสภาพสิ่งแวดล้อม มลพิษในอากาศ ภัยอันตรายต่างๆมากมายจากสารเคมี ทำให้ผู้บริโภคในทุกวันนี้จะห่วงใย ใส่ใจกับสุขภาพมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะน้ำดื่ม ที่มีความจำเป็น และสำคัญอย่างยิ่งกับการมีสุขภาพที่ดี ประกอบกับในเมืองไทยเองยังไม่มีสินค้าที่เป็นที่คู่แข่งที่ชัดเจน

นายมนู ลีนะวงศ์ ผู้จัดจำหน่ายกรองน้ำแบรนด์ ?BRITA?
โดยบริษัทฯ ได้ประเดิมเปิดตลาด เหยือกกรองน้ำแบบพกพา บริต้า ในปลายปีที่ผ่านมา ด้วยการวางจำหน่ายสินค้า 2 โมเดลแรก คือ เหยือกกรองน้ำแบบพกพารุ่น Marella และ Aluna ในราคาเริ่มต้นที่ 1,590 บาท เดือน ซึ่งเหยือกกรองน้ำนั้นเมื่อเทียบราคากับการซื้อน้ำดื่มขวดถือว่าถูกกว่ามาก เพราะถ้าใช้เหยือกกรองน้ำบวกราคาไส้กรองที่ต้องเปลี่ยนทุก 2 เดือนแล้ว ราคาค่าน้ำจะอยู่ที่ประมาณ 1.50 บาท ต่อ ลิตร? ? ? ?? ? ? ?สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก ของเหยือกกรองน้ำ บริต้า วางไว้ที่ กลุ่มคนทำงาน แม่บ้าน แม่ เด็ก และครอบครัวสมัยใหม่ ในระดับ B, B+ และ A ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทุกภูมิภาคของประเทศ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ในปัจจุบันจะมีไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ และนิยมสรรหาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะมาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นตลอดเวลา

เหยือกสีต่างๆ ให้เลือก
ในช่วงแรกของการทำตลาด ทางบริษัทฯมุ่งเน้นพื้นที่ในกรุงเทพ พัทยา และชลบุรี เป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นมีแผนการที่จะขยายไปยังเมืองใหญ่ๆ โดยการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัด อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งจากการทำการตลาดอย่างเข้มข้น และจุดขายที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายช่องทาง คาดว่าในปีแรก จะสามารถสร้างยอดขายได้ทั้งสิ้น 20,000 เครื่อง หรือคิดเป็นยอดขายกว่า 35 ล้านบาท? ? ? ?? ? ? ??อย่างไรก็ตาม จากการวางตลาดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาพบว่า บริต้า ได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ดังนั้นบริษัทจึงมีแผนขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยการเดินสายโรดโชว์ แนะนำสินค้า ตามออฟฟิศ สำนักงานชั้นนำ ในเขตกรุงเทพ รวมถึงเพิ่มช่องทางขายทางอินเตอร์เน็ต เพื่อเจาะเข้าถึงลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าภายใน 3 ปี นี้ บริต้า จะเป็นที่รู้จัก พร้อมเป็นผู้นำในตลาดเครื่องกรองน้ำขนาดพกพา? นายมนู กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับแผนการส่งเสริมการขายและตลาด ได้ตั้งงบประมาณในปีแรกไว้เบื้องต้นที่ 4 ล้านบาท เพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเครือเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ รวมถึง ท็อปส์ มาร์เก็ตเพลส (TOPS Marketplace) จำนวน 14 สาขา อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) จำนวน 3 สาขา ร้าน LoFt 2 สาขา และ UFM Fuji Super 2 สาขา? ? ? ?? ? ? ?นายมนู เล่าว่า ก่อนจะมาทำธุรกิจตัวนี้ ตนเองได้รับหน้าที่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ของบริษัท เครื่องปรับอากาศชั้นนำของเมืองไทยไทยแห่งหนึ่ง ทำให้ตนได้สะสม ประสบการณ์ ในด้านการบริหาร การตลาด การจัดการ ได้เรียนรู้ในด้านการขาย การพัฒนา ฝึกอบรมบุคลาการแบบมืออาชีพมายาวนานกว่า 6 ปี แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ทำให้เริ่มรู้สึกเบื่อกับการเป็นมือปืนรับจ้าง อยากที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงเริ่มหันมามองหาธุรกิจใหม่ๆ ที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง

จากประสบการณ์ในการทำงาน ที่ผ่านมา ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักและทดลองใช้สินค้าในต่างประเทศหลายแบบ และมองหาสินค้าที่ประเทศไทยยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน จึงได้มารู้จักกับเหยือกกรองน้ำดังกล่าว ซึ่งรู้สึกถูกใจกับคุณภาพจึงได้ลองนำสินค้ามาให้ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว และเพื่อนๆได้ทดลองใช้ ซึ่งทุกคนที่ได้ทดลองใช้ ต่างติดใจ และชื่นชอบในตัว เหยือกกรองน้ำ กันเป็นอย่างมาก? ? ? ?? ? ? ?เมื่อการสำรวจตลาด ความพึงพอใจต่อคุณภาพของ เหยือกกรองน้ำจนเป็นที่พึงพอใจ แล้ว จึงเกิดไอเดียนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย จากนั้นจึงได้ปรึกษากับครอบครัว คิดก่อตั้งบริษัท อควาอินโนเทค ขึ้นมาเพื่อจัดจำหน่ายเหยือกกรองน้ำ ในตลาดเมืองไทยขึ้นมา โดยใช้เงินลงทุนในเบื้องต้นไปกว่า 5 ล้านบาท ด้วยความเชื่อมั่นในคุณสมบัติ ประสิทธิภาพของของเหยือกกรองน้ำดังกล่าว และประกอบกับไม่มีคู่แข่ง น่าจะประสบความสำเร็จตรงจุดนี้ และจากการเปิดตัวได้ 6 เดือนผลตอบรับก็มาดีในระดับที่น่าพอใจ คาดว่าจะคืนทุนไม่ยาก

โทร. 02-249 -3067 , 08-1611 - 3691

www.aquainnotech.com

เครดิต : ผู้จัดการออนไลน์ :?หมวด SMEs /?เถ้าแก่ SMEs

หรือ เข้าชมได้ที่ Link :?http://manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9540000058339

[nggallery id=1]

เหยือกกรองน้ำแบบพกพา ?บริต้า? มิติใหม่น้ำดื่มรับไลฟ์สไตล์คนเมือง


ปัจจุบันเรื่องกรองน้ำถือเป็นของใช้ประจำบ้านที่มีใช้กันอย่างแพร่หลาย การพัฒนานวัตกรรมเครื่องน้ำขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับผู้บริโภค ในการเพิ่มความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับเครื่องกรองน้ำภายใต้แบรนด์ BRITA ได้พัฒนาเครื่องกรองน้ำที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นแบบพกพา ช่วยให้คุณสามารถพกพาไปใช้ที่ไหนก็ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องมีขั้นตอนการติดตั้งที่ยุ่งยาก?? ? ? ?? ? ? ?ดร.มนู ลีนะวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อควาอินโนเทค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กรองน้ำแบรนด์ ?BRITA? เล่าว่า สำหรับเครื่องกรองน้ำ BRITA มีคุณสมบัติเป็นเหยือกกรองน้ำแบบพกพา สามารถนำไปใช้ที่ไหนก็ได้ และที่สำคัญทุกคนสามารถเปลี่ยนไส้กรองได้ด้วยตัวเอง สามารถตอบโจทย์ ความต้องการของผู้บริโภคคนไทยในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะด้วยสภาพสิ่งแวดล้อม มลพิษในอากาศ ภัยอันตรายต่างๆมากมายจากสารเคมี ทำให้ผู้บริโภคในทุกวันนี้จะห่วงใย ใส่ใจกับสุขภาพมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะน้ำดื่ม ที่มีความจำเป็น และสำคัญอย่างยิ่งกับการมีสุขภาพที่ดี ประกอบกับในเมืองไทยเองยังไม่มีสินค้าที่เป็นที่คู่แข่งที่ชัดเจน

นายมนู ลีนะวงศ์ ผู้จัดจำหน่ายกรองน้ำแบรนด์ ?BRITA?
โดยบริษัทฯ ได้ประเดิมเปิดตลาด เหยือกกรองน้ำแบบพกพา บริต้า ในปลายปีที่ผ่านมา ด้วยการวางจำหน่ายสินค้า 2 โมเดลแรก คือ เหยือกกรองน้ำแบบพกพารุ่น Marella และ Aluna ในราคาเริ่มต้นที่ 1,590 บาท เดือน ซึ่งเหยือกกรองน้ำนั้นเมื่อเทียบราคากับการซื้อน้ำดื่มขวดถือว่าถูกกว่ามาก เพราะถ้าใช้เหยือกกรองน้ำบวกราคาไส้กรองที่ต้องเปลี่ยนทุก 2 เดือนแล้ว ราคาค่าน้ำจะอยู่ที่ประมาณ 1.50 บาท ต่อ ลิตร? ? ? ?? ? ? ?สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก ของเหยือกกรองน้ำ บริต้า วางไว้ที่ กลุ่มคนทำงาน แม่บ้าน แม่ เด็ก และครอบครัวสมัยใหม่ ในระดับ B, B+ และ A ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทุกภูมิภาคของประเทศ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ในปัจจุบันจะมีไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ และนิยมสรรหาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะมาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นตลอดเวลา

เหยือกสีต่างๆ ให้เลือก
ในช่วงแรกของการทำตลาด ทางบริษัทฯมุ่งเน้นพื้นที่ในกรุงเทพ พัทยา และชลบุรี เป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นมีแผนการที่จะขยายไปยังเมืองใหญ่ๆ โดยการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัด อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งจากการทำการตลาดอย่างเข้มข้น และจุดขายที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายช่องทาง คาดว่าในปีแรก จะสามารถสร้างยอดขายได้ทั้งสิ้น 20,000 เครื่อง หรือคิดเป็นยอดขายกว่า 35 ล้านบาท? ? ? ?? ? ? ??อย่างไรก็ตาม จากการวางตลาดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาพบว่า บริต้า ได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ดังนั้นบริษัทจึงมีแผนขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยการเดินสายโรดโชว์ แนะนำสินค้า ตามออฟฟิศ สำนักงานชั้นนำ ในเขตกรุงเทพ รวมถึงเพิ่มช่องทางขายทางอินเตอร์เน็ต เพื่อเจาะเข้าถึงลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าภายใน 3 ปี นี้ บริต้า จะเป็นที่รู้จัก พร้อมเป็นผู้นำในตลาดเครื่องกรองน้ำขนาดพกพา? นายมนู กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับแผนการส่งเสริมการขายและตลาด ได้ตั้งงบประมาณในปีแรกไว้เบื้องต้นที่ 4 ล้านบาท เพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเครือเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ รวมถึง ท็อปส์ มาร์เก็ตเพลส (TOPS Marketplace) จำนวน 14 สาขา อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) จำนวน 3 สาขา ร้าน LoFt 2 สาขา และ UFM Fuji Super 2 สาขา? ? ? ?? ? ? ?นายมนู เล่าว่า ก่อนจะมาทำธุรกิจตัวนี้ ตนเองได้รับหน้าที่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ของบริษัท เครื่องปรับอากาศชั้นนำของเมืองไทยไทยแห่งหนึ่ง ทำให้ตนได้สะสม ประสบการณ์ ในด้านการบริหาร การตลาด การจัดการ ได้เรียนรู้ในด้านการขาย การพัฒนา ฝึกอบรมบุคลาการแบบมืออาชีพมายาวนานกว่า 6 ปี แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ทำให้เริ่มรู้สึกเบื่อกับการเป็นมือปืนรับจ้าง อยากที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงเริ่มหันมามองหาธุรกิจใหม่ๆ ที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง

จากประสบการณ์ในการทำงาน ที่ผ่านมา ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักและทดลองใช้สินค้าในต่างประเทศหลายแบบ และมองหาสินค้าที่ประเทศไทยยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน จึงได้มารู้จักกับเหยือกกรองน้ำดังกล่าว ซึ่งรู้สึกถูกใจกับคุณภาพจึงได้ลองนำสินค้ามาให้ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว และเพื่อนๆได้ทดลองใช้ ซึ่งทุกคนที่ได้ทดลองใช้ ต่างติดใจ และชื่นชอบในตัว เหยือกกรองน้ำ กันเป็นอย่างมาก? ? ? ?? ? ? ?เมื่อการสำรวจตลาด ความพึงพอใจต่อคุณภาพของ เหยือกกรองน้ำจนเป็นที่พึงพอใจ แล้ว จึงเกิดไอเดียนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย จากนั้นจึงได้ปรึกษากับครอบครัว คิดก่อตั้งบริษัท อควาอินโนเทค ขึ้นมาเพื่อจัดจำหน่ายเหยือกกรองน้ำ ในตลาดเมืองไทยขึ้นมา โดยใช้เงินลงทุนในเบื้องต้นไปกว่า 5 ล้านบาท ด้วยความเชื่อมั่นในคุณสมบัติ ประสิทธิภาพของของเหยือกกรองน้ำดังกล่าว และประกอบกับไม่มีคู่แข่ง น่าจะประสบความสำเร็จตรงจุดนี้ และจากการเปิดตัวได้ 6 เดือนผลตอบรับก็มาดีในระดับที่น่าพอใจ คาดว่าจะคืนทุนไม่ยาก

โทร. 02-249 -3067 , 08-1611 - 3691

www.aquainnotech.com

เครดิต : ผู้จัดการออนไลน์ :?หมวด SMEs /?เถ้าแก่ SMEs

หรือ เข้าชมได้ที่ Link :?http://manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9540000058339

[nggallery id=1]