7/11/2555


การสร้างแบรนด์
การสร้างแบรนด์

“แบรนด์”ไม่ใช่เรื่องสงวนของธุรกิจขนาดใหญ่ แม้แต่กิจการพันธุ์เล็กก็ใช้พลังแบรนด์เป็นอาวุธสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจได้ เพื่อปูทางกิจการสู่มืออาชีพ
“การสร้างแบรนด์ที่ดีจะทำให้คุณค่าของธุรกิจเพิ่มขึ้น อย่าง ของที่ขายในราคา 10 บาท สามารถขายในราคา 20 บาทได้ เพราะคุณค่าของแบรนด์ ลูกค้ามีความภักดีกับเรามากขึ้น เรียกว่าคุณค่าในใจคนทำให้ธุรกิจเจริญเติบโต แต่ขณะเดียวกัน ถ้าสร้างไม่ดีคุณค่าจากของ 10 บาท อาจกลายเป็นของ 5 บาทก็ได้ หรือเขาอาจไม่ต้องการแบรนด์นี้อีกแล้ว ฉะนั้นเรื่องของแบรนด์สำคัญ ไม่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่แต่รวมถึงเอสเอ็มอีด้วย”
“ดลชัย บุณยะรัตเวช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Brandscape จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ บอกความน่าสนใจของพลัง “แบรนด์” ที่เอสเอ็มอีก็มี “ส่วนได้”
ประสบการณ์ในวงการโฆษณาและการสร้างแบรนด์ ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตการทำงานเกือบ 2 ทศวรรษ พิสูจน์ซ้ำด้วยการลุกมาเป็นผู้ประกอบธุรกิจของตัวเองเมื่อ 9 ปี ที่ผ่านมา กับบริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ คิดและออกแบบการวางกลยุทธ์ให้กับเเบรนด์ต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ต่อด้วยการจับพลัดจับผลูมาทำ “ณดล” รีสอร์ทเรือนไทยร่วมสมัยที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา
เขาจึงไม่ได้เป็นแค่คนรับสร้างแบรนด์ แต่คือผู้ประกอบการที่พิสูจน์ความสำเร็จด้วยตัวเองมาแล้ว !
“แบรนด์ เป็นเหมือนเข็มทิศ ช่วยให้องค์กรสร้างตัวเองอย่างมีสติ  มีทิศทางที่ถูกต้อง ช่วยขมวดทุกอย่างที่อยากจะพูด ให้แคบและกระจ่างที่สุด ก่อนถ่ายทอดออกไปสู่ภายนอก”
ดลชัยบอกกับเรา ก่อนขยายความเพิ่มถึงสิ่งที่หลายคนมัก “เข้าใจผิด” ในการสร้างแบรนด์  “มันไม่ใช่แค่การมาสร้างโลโก้ใหม่ หรือทำแคมเปญโฆษณาใหม่ แต่แบรนดิ้งสามารถช่วยองค์กรในทุกมิติ กระทั่งฝ่ายบุคคล ก็จะรู้ว่าควรเลือกคนแบบไหนเข้ามาทำงาน ควรสร้างวัฒนธรรมแบบไหน ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรจะสร้างโปรดักส์แบบไหน เหมือนคุณเกิดมาเป็นคนไทย คนสิงคโปร์ คนฮ่องกง จุดยืนแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แล้วเราจะถ่ายทอดชีวิตตัวเองต่อไปอย่างไร ซึ่งแบรนดิ้งเป็นตัวสร้างเข็มทิศที่ดีมาก”
สำหรับ ดลชัย เรื่องของแบรนดิ้งไม่ใช่การพูดกับ Need ของคน หรือสิ่งที่คนจำเป็นต้องมี แต่เป็นการพูดกับ Want หรือสิ่งที่ผู้คนปรารถนาที่จะมี
“แบรนด์ที่ดีต้องเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนา”
เขายกตัวอย่างหนึ่งในผลงาน "Ideo Condominium"  ของ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่สามารถสร้างจุดยืน และเข็มทิศให้กับ แบรนด์ “ไอดีโอ” ว่าไม่ใช่แค่คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า แต่เป็นสัญชาตญาณใหม่ของคนเมือง สามารถให้อำนาจกับคนเมืองยุคใหม่ ที่วิถีชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ ซึ่งสัมพันธ์กับค่านิยมในใจของผู้คน  โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชั่น Z
และนั่นก็นำพาให้ “ไอดีโอ” ชัดเจนและแตกต่าง จนประสบความสำเร็จอย่างดีในตลาดคอนโดวันนี้
“ไม่ใช่แค่แบรนด์ใหญ่ๆ แต่เอสเอ็มอีหลายรายก็มาหาเรา”
ดลชัยบอกกับเรา ก่อนยกตัวอย่าง “ไร่กำนันจุล” เอสเอ็มอีชื่อดังแห่งจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการครอบคลุมทั้ง ฟาร์มสเตย์ ร้านค้า อาหาร ผ้าไหม เครื่องสำอาง หนึ่งในลูกค้าคนสำคัญของเขา...
การตัดสินใจปรับกลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์ โดยเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร การเล่าเรื่อง การระบุตัวตน และเอกลักษณ์ใหม่ ทำให้แบรนด์ “ไร่กำนันจุล” มีความชัดเจนในตัวตนมากขึ้น จากกิจการที่ก่อตั้งมายาวนาน นับจากปี พ.ศ. 2479  ถึงวันนี้พวกเขากลับไม่ได้ดูเป็นชายแก่ ที่เฉิ่มเชย แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย มีความน่าสนใจและดึงดูดผู้คนให้ระลึกถึงอยู่เสมอ
“การทำงานให้กับเอสเอ็มอีมีความสนุก เพราะเราได้คุยกับเจ้าของโดยตรง ขณะที่แบรนด์ขนาดใหญ่ขั้นตอนจะเยอะกว่า เพราะผู้เกี่ยวข้องกับแบรนด์มีจำนวนมาก เราต้องทำความเข้าใจทุกกลุ่ม แล้วขมวดทุกอย่างเพื่อพัฒนาเป็นกลยุทธ์แบรนด์  แต่กับเอสเอ็มอีเขารู้อยู่แล้วว่าตัวตนเขาเป็นใคร core value ของสิ่งที่เขามีอยู่คืออะไร การทำงานก็ง่ายขึ้น”
การสร้างแบรนด์อาจไม่ใช่เพียงเพื่อสะท้อนภาพออกไปสู่ภายนอก ทว่ายังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมภายในของตัวเองให้มีความชัดเจนขึ้นด้วย
ดลชัย ยกตัวอย่าง งานที่เขาทำให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตามคำขอของ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมภายใน ให้ทุกคนในแบงก์ชาติได้เข้าใจ “ตัวตน” และ “จุดยืน” ของพวกเขา ผ่าน core value แบงก์ชาติ ตามวิสัยทัศน์ของประสาร ที่บอกว่า “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน” 4 คำที่นักสร้างแบรนด์ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนขมวดออกมาเป็น “แบรนด์แบงก์ชาติ”
ผลที่ตามมาคือการที่คนแบงก์ชาติสามารถทำงานประสานกัน เห็นภาพเดียวกันและไปด้วยกันได้ในทุกเรื่องตอบความสำคัญของแบรนด์ที่ไม่เพียงส่งพลังสู่ภายนอก ทว่ายังสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรภายในได้อีกด้วย
วิธีคิดในการทำงานของ Brandscape เอสเอ็มอีก็สามารถเก็บมาปรับใช้ได้
“เวลาทำอะไรเราต้องมอบให้เกิน 100  ลูกค้าคาดหวังแค่นี้ แต่เราต้องให้มากกว่าสิ่งที่เขาคาดหวัง”
ซีอีโอที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์บอกสูตร “มัดใจ” ลูกค้า ที่ทำให้ Brandscape ยังคงได้รับการตอบรับจากองค์กรธุรกิจอย่างดี และหลายรายที่ใช้บริการต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
“การทำอะไรให้ลูกค้าไม่ใช่วัดจากจำนวนเงินที่เขามี ไม่ว่าจะมี 10 ล้านหรือ 10 บาท แต่เราก็ต้องมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา ทุ่มเทใจให้เขา เหมือนการได้คู่แต่งงานที่รักกันจริง เราไม่มองเรื่องธุรกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่หวังในความสำเร็จของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง เขาต้องพึงพอใจและธุรกิจเขาต้องดีขึ้น”
วิธีคิดเดียวกันนี้ดลชัยนำไปใช้กับทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะการใช้พลังสร้างสรรค์ไปกับการทำงาน การให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า ตลอดจนการบริการที่มอบให้ลูกค้าในรีสอร์ทของเขา ที่สรุปสั้นๆ ว่า “ทุกอย่างต้องเกิน 100”
การทำงานในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่สำหรับดลชัยกลับบอกว่า การสร้างเพื่อนในวงการสำคัญที่สุด
“ผมคิดว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องมีเพื่อน ผมไม่ถือว่าเรามีคู่แข่งขัน แต่ทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนกันได้หมด บางครั้งเราร่วมมือทำโปรเจคเดียวกัน เราคุยภาษาเดียวกัน คุณเก่งเรื่องนี้คุณไปทำ เราเก่งเรื่องนี้ ชำนาญเรื่องนี้ก็ให้เราทำ ทำแบบนี้ สนุก และมีความสุข ธุรกิจก็ต่อยอดไปได้ไกล”
ในวันนี้ ดลชัย ค่อยๆ ถ่ายทอดวิธีคิดและพัฒนาเครื่องมือให้กับทีมงาน เพื่อให้ Brandscape สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแม้ไม่มีเขา ไม่มีชื่อของ “ดลชัย”  เพื่อที่จะเอาเวลามาสานเป้าหมายสำคัญในชีวิต นั่นคือ การให้ความรู้แก่ผู้คนเรื่องการสร้างแบรนด์ ทั้งในบทบาทของคอลัมนิสต์ นักเขียน และอาจารย์
เช่นเดียวกับการร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดหลักสูตร Mini MBA  การบริหารจัดการแบรนด์ หลักสูตรเพื่อส่งเสริมการเป็นนักบริหารคิดนอกกรอบ อีกโอกาสของเอสเอ็มอีและนักบริหารที่จะได้ใช้พลังของแบรนด์ เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางธุรกิจ   (www.gmi.kmutt.ac.th
และเร็วๆ นี้เขาก็จะมีผลงานคอลัมนิสต์ที่คอลัมน์ Super SMEs ของ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เพื่อเปิดมิติของคำว่า “แบรนดิ้ง” ที่พร้อมนำพาเอสเอ็มอีไปสู่วิถี “มืออาชีพ” อย่างแท้จริง
..............................
Key to success
ทำธุรกิจให้สำเร็จแบบนักสร้างแบรนด์
๐ วางแผนก่อนทำ อย่าบุ่มบ่ามกระโดดไปทำโดยไม่มีแผน
๐ ทบทวนตัวเอง หาจุดเด่น หาความแตกต่าง
๐ สร้างแบรนด์ ก็คือ การเล่านิทานของธุรกิจ
๐ เลือกนิทานเรื่องไหน ก็ยึดเรื่องนั้นอย่าเปลี่ยน
๐ ตั้งสติ หาจุดยืน ถ้ายังไม่รู้ก็หาที่ปรึกษา
๐ ทำแบรนด์ให้คมที่สุด  แคบที่สุด ชัดที่สุด ก่อนกระจายสู่ภายนอก

อ้างอิง : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
แนะนำโดย www.smesplannet.com

“สร้างแบรนด์” สร้างมูลค่า สู่ SMEs มืออาชีพ


การสร้างแบรนด์
การสร้างแบรนด์

“แบรนด์”ไม่ใช่เรื่องสงวนของธุรกิจขนาดใหญ่ แม้แต่กิจการพันธุ์เล็กก็ใช้พลังแบรนด์เป็นอาวุธสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจได้ เพื่อปูทางกิจการสู่มืออาชีพ
“การสร้างแบรนด์ที่ดีจะทำให้คุณค่าของธุรกิจเพิ่มขึ้น อย่าง ของที่ขายในราคา 10 บาท สามารถขายในราคา 20 บาทได้ เพราะคุณค่าของแบรนด์ ลูกค้ามีความภักดีกับเรามากขึ้น เรียกว่าคุณค่าในใจคนทำให้ธุรกิจเจริญเติบโต แต่ขณะเดียวกัน ถ้าสร้างไม่ดีคุณค่าจากของ 10 บาท อาจกลายเป็นของ 5 บาทก็ได้ หรือเขาอาจไม่ต้องการแบรนด์นี้อีกแล้ว ฉะนั้นเรื่องของแบรนด์สำคัญ ไม่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่แต่รวมถึงเอสเอ็มอีด้วย”
“ดลชัย บุณยะรัตเวช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Brandscape จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ บอกความน่าสนใจของพลัง “แบรนด์” ที่เอสเอ็มอีก็มี “ส่วนได้”
ประสบการณ์ในวงการโฆษณาและการสร้างแบรนด์ ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตการทำงานเกือบ 2 ทศวรรษ พิสูจน์ซ้ำด้วยการลุกมาเป็นผู้ประกอบธุรกิจของตัวเองเมื่อ 9 ปี ที่ผ่านมา กับบริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ คิดและออกแบบการวางกลยุทธ์ให้กับเเบรนด์ต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ต่อด้วยการจับพลัดจับผลูมาทำ “ณดล” รีสอร์ทเรือนไทยร่วมสมัยที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา
เขาจึงไม่ได้เป็นแค่คนรับสร้างแบรนด์ แต่คือผู้ประกอบการที่พิสูจน์ความสำเร็จด้วยตัวเองมาแล้ว !
“แบรนด์ เป็นเหมือนเข็มทิศ ช่วยให้องค์กรสร้างตัวเองอย่างมีสติ  มีทิศทางที่ถูกต้อง ช่วยขมวดทุกอย่างที่อยากจะพูด ให้แคบและกระจ่างที่สุด ก่อนถ่ายทอดออกไปสู่ภายนอก”
ดลชัยบอกกับเรา ก่อนขยายความเพิ่มถึงสิ่งที่หลายคนมัก “เข้าใจผิด” ในการสร้างแบรนด์  “มันไม่ใช่แค่การมาสร้างโลโก้ใหม่ หรือทำแคมเปญโฆษณาใหม่ แต่แบรนดิ้งสามารถช่วยองค์กรในทุกมิติ กระทั่งฝ่ายบุคคล ก็จะรู้ว่าควรเลือกคนแบบไหนเข้ามาทำงาน ควรสร้างวัฒนธรรมแบบไหน ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรจะสร้างโปรดักส์แบบไหน เหมือนคุณเกิดมาเป็นคนไทย คนสิงคโปร์ คนฮ่องกง จุดยืนแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แล้วเราจะถ่ายทอดชีวิตตัวเองต่อไปอย่างไร ซึ่งแบรนดิ้งเป็นตัวสร้างเข็มทิศที่ดีมาก”
สำหรับ ดลชัย เรื่องของแบรนดิ้งไม่ใช่การพูดกับ Need ของคน หรือสิ่งที่คนจำเป็นต้องมี แต่เป็นการพูดกับ Want หรือสิ่งที่ผู้คนปรารถนาที่จะมี
“แบรนด์ที่ดีต้องเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนา”
เขายกตัวอย่างหนึ่งในผลงาน "Ideo Condominium"  ของ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่สามารถสร้างจุดยืน และเข็มทิศให้กับ แบรนด์ “ไอดีโอ” ว่าไม่ใช่แค่คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า แต่เป็นสัญชาตญาณใหม่ของคนเมือง สามารถให้อำนาจกับคนเมืองยุคใหม่ ที่วิถีชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ ซึ่งสัมพันธ์กับค่านิยมในใจของผู้คน  โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชั่น Z
และนั่นก็นำพาให้ “ไอดีโอ” ชัดเจนและแตกต่าง จนประสบความสำเร็จอย่างดีในตลาดคอนโดวันนี้
“ไม่ใช่แค่แบรนด์ใหญ่ๆ แต่เอสเอ็มอีหลายรายก็มาหาเรา”
ดลชัยบอกกับเรา ก่อนยกตัวอย่าง “ไร่กำนันจุล” เอสเอ็มอีชื่อดังแห่งจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการครอบคลุมทั้ง ฟาร์มสเตย์ ร้านค้า อาหาร ผ้าไหม เครื่องสำอาง หนึ่งในลูกค้าคนสำคัญของเขา...
การตัดสินใจปรับกลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์ โดยเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร การเล่าเรื่อง การระบุตัวตน และเอกลักษณ์ใหม่ ทำให้แบรนด์ “ไร่กำนันจุล” มีความชัดเจนในตัวตนมากขึ้น จากกิจการที่ก่อตั้งมายาวนาน นับจากปี พ.ศ. 2479  ถึงวันนี้พวกเขากลับไม่ได้ดูเป็นชายแก่ ที่เฉิ่มเชย แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย มีความน่าสนใจและดึงดูดผู้คนให้ระลึกถึงอยู่เสมอ
“การทำงานให้กับเอสเอ็มอีมีความสนุก เพราะเราได้คุยกับเจ้าของโดยตรง ขณะที่แบรนด์ขนาดใหญ่ขั้นตอนจะเยอะกว่า เพราะผู้เกี่ยวข้องกับแบรนด์มีจำนวนมาก เราต้องทำความเข้าใจทุกกลุ่ม แล้วขมวดทุกอย่างเพื่อพัฒนาเป็นกลยุทธ์แบรนด์  แต่กับเอสเอ็มอีเขารู้อยู่แล้วว่าตัวตนเขาเป็นใคร core value ของสิ่งที่เขามีอยู่คืออะไร การทำงานก็ง่ายขึ้น”
การสร้างแบรนด์อาจไม่ใช่เพียงเพื่อสะท้อนภาพออกไปสู่ภายนอก ทว่ายังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมภายในของตัวเองให้มีความชัดเจนขึ้นด้วย
ดลชัย ยกตัวอย่าง งานที่เขาทำให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตามคำขอของ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมภายใน ให้ทุกคนในแบงก์ชาติได้เข้าใจ “ตัวตน” และ “จุดยืน” ของพวกเขา ผ่าน core value แบงก์ชาติ ตามวิสัยทัศน์ของประสาร ที่บอกว่า “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน” 4 คำที่นักสร้างแบรนด์ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนขมวดออกมาเป็น “แบรนด์แบงก์ชาติ”
ผลที่ตามมาคือการที่คนแบงก์ชาติสามารถทำงานประสานกัน เห็นภาพเดียวกันและไปด้วยกันได้ในทุกเรื่องตอบความสำคัญของแบรนด์ที่ไม่เพียงส่งพลังสู่ภายนอก ทว่ายังสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรภายในได้อีกด้วย
วิธีคิดในการทำงานของ Brandscape เอสเอ็มอีก็สามารถเก็บมาปรับใช้ได้
“เวลาทำอะไรเราต้องมอบให้เกิน 100  ลูกค้าคาดหวังแค่นี้ แต่เราต้องให้มากกว่าสิ่งที่เขาคาดหวัง”
ซีอีโอที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์บอกสูตร “มัดใจ” ลูกค้า ที่ทำให้ Brandscape ยังคงได้รับการตอบรับจากองค์กรธุรกิจอย่างดี และหลายรายที่ใช้บริการต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
“การทำอะไรให้ลูกค้าไม่ใช่วัดจากจำนวนเงินที่เขามี ไม่ว่าจะมี 10 ล้านหรือ 10 บาท แต่เราก็ต้องมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา ทุ่มเทใจให้เขา เหมือนการได้คู่แต่งงานที่รักกันจริง เราไม่มองเรื่องธุรกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่หวังในความสำเร็จของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง เขาต้องพึงพอใจและธุรกิจเขาต้องดีขึ้น”
วิธีคิดเดียวกันนี้ดลชัยนำไปใช้กับทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะการใช้พลังสร้างสรรค์ไปกับการทำงาน การให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า ตลอดจนการบริการที่มอบให้ลูกค้าในรีสอร์ทของเขา ที่สรุปสั้นๆ ว่า “ทุกอย่างต้องเกิน 100”
การทำงานในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่สำหรับดลชัยกลับบอกว่า การสร้างเพื่อนในวงการสำคัญที่สุด
“ผมคิดว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องมีเพื่อน ผมไม่ถือว่าเรามีคู่แข่งขัน แต่ทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนกันได้หมด บางครั้งเราร่วมมือทำโปรเจคเดียวกัน เราคุยภาษาเดียวกัน คุณเก่งเรื่องนี้คุณไปทำ เราเก่งเรื่องนี้ ชำนาญเรื่องนี้ก็ให้เราทำ ทำแบบนี้ สนุก และมีความสุข ธุรกิจก็ต่อยอดไปได้ไกล”
ในวันนี้ ดลชัย ค่อยๆ ถ่ายทอดวิธีคิดและพัฒนาเครื่องมือให้กับทีมงาน เพื่อให้ Brandscape สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแม้ไม่มีเขา ไม่มีชื่อของ “ดลชัย”  เพื่อที่จะเอาเวลามาสานเป้าหมายสำคัญในชีวิต นั่นคือ การให้ความรู้แก่ผู้คนเรื่องการสร้างแบรนด์ ทั้งในบทบาทของคอลัมนิสต์ นักเขียน และอาจารย์
เช่นเดียวกับการร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดหลักสูตร Mini MBA  การบริหารจัดการแบรนด์ หลักสูตรเพื่อส่งเสริมการเป็นนักบริหารคิดนอกกรอบ อีกโอกาสของเอสเอ็มอีและนักบริหารที่จะได้ใช้พลังของแบรนด์ เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางธุรกิจ   (www.gmi.kmutt.ac.th
และเร็วๆ นี้เขาก็จะมีผลงานคอลัมนิสต์ที่คอลัมน์ Super SMEs ของ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เพื่อเปิดมิติของคำว่า “แบรนดิ้ง” ที่พร้อมนำพาเอสเอ็มอีไปสู่วิถี “มืออาชีพ” อย่างแท้จริง
..............................
Key to success
ทำธุรกิจให้สำเร็จแบบนักสร้างแบรนด์
๐ วางแผนก่อนทำ อย่าบุ่มบ่ามกระโดดไปทำโดยไม่มีแผน
๐ ทบทวนตัวเอง หาจุดเด่น หาความแตกต่าง
๐ สร้างแบรนด์ ก็คือ การเล่านิทานของธุรกิจ
๐ เลือกนิทานเรื่องไหน ก็ยึดเรื่องนั้นอย่าเปลี่ยน
๐ ตั้งสติ หาจุดยืน ถ้ายังไม่รู้ก็หาที่ปรึกษา
๐ ทำแบรนด์ให้คมที่สุด  แคบที่สุด ชัดที่สุด ก่อนกระจายสู่ภายนอก

อ้างอิง : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
แนะนำโดย www.smesplannet.com

เรื่อง เงินกู้ ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านหากมองว่าเป็นคำหยาบคาย ทว่าสองคำนี้ถือว่าเป็นหลักสำคัญในทฤษฎีทางการเงินสำหรับธุรกิจในส่วนของโครงสร้างเงินทุน เพราะเงินทุนสำหรับดำเนินธุรกิจนั้น ก็มาจากสองแหล่งนี้เท่านั้นเอง แล้วจะเลือกแบบไหนดีถึงจะเหมาะสมกับธุรกิจของเราล่ะ
ในการทำธุรกิจนั้นไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม ต่างก็จำเป็นต้องคำนึงถึงแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดของแต่ละบุคคลหรือแต่ละธุรกิจที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะเลือกใช้ เงินกู และ เงินกู้ ในสัดส่วนเท่าไหร่
ในทางทฤษฎีการเงิน เงินกู้ หมายถึง เงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลภายนอก โดยเป็น เงินกู้ยืมระยะยาว (ไม่นับ เงินกู้ ระยะสั้น) ส่วนใหญ่แล้วก็มากู้ยืมจากธนาคารนั่นเอง เงินกู้ ถูกจัดให้เป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเพราะว่าดอกเบี้ยและเงินต้นที่ต้องจ่ายคืนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อีกทั้ง สรรพากรก็ยังใจดียอมให้ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายทำให้เสียภาษีน้อยลงได้สำหรับธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล
ขณะที่ เงินกู (เงินจากเจ้าของหรือจากผู้ถือหุ้น) นั้นถือว่าต้นทุนสูงกว่า เพราะเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นจะได้เงินคืนในลำดับสุดท้ายเสมอไม่ว่าตอนแบ่งกำไรจากการดำเนินธุรกิจหรือตอนเลิกกิจการ อีกทั้งยังไม่มีการกำหนดด้วยว่าจะต้องแบ่งกำไรให้ อาจจะเก็บกำไรเอาไว้ไม่แบ่งให้เลยก็ได้ ทำให้ถูกมองว่าความเสี่ยงในการได้รับผลตอบแทนและเงินคืนนั้นสูงกว่าจึงต้องได้ผลตอบแทนสูงขึ้นมาชดเชย ด้วยเหตุนี้ทำให้ในทางทฤษฎีส่งเสริมให้กู้เงินมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากว่ายังไม่ทำให้ธุรกิจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากขึ้นกับภาระหนี้ที่มีอยู่
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีหลายปัจจัยที่เข้ามามีผลกระทบต่อการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้เงินทุนจากทั้งสองแหล่งในสัดส่วนเท่าไหร่ดี บางครั้งก็ตัดสินใจยากบางครั้งก็ง่าย ปัจจัยต่างๆ นั้น ก็ประกอบด้วย ลักษณะเฉพาะของธุรกิจ ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหาร และโครงสร้างทางภาษี เป็นต้น ในที่นี้จะขออธิบายในส่วนที่สำคัญๆ ให้เป็นแนวทางพิจารณา
ลักษณะเฉพาะทางธุรกิจ หมายถึงลักษณะของทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยทั่วไปแล้วหากเป็นธุรกิจที่มีอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคารโรงงาน อาคารโรงแรม จะสามารถใช้ เงินกู้ ได้มาก เนื่องจาก เงินกู้ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้ำประกัน เงินกู้ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการจับต้องไม่ได้ แถมสำนักงานก็ยังต้องเช่า แบบนี้ก็มักจะหา เงินกู้ ได้ยากกว่า เพราะเจ้าของ เงินกู้ มองว่า ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ที่จะมาใช้เป็นหลักประกันช่วยปกป้องเงินต้น หากเกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายคืนได้
ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหาร ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ สามารถแบ่งกว้างๆ ได้สองแบบ จากพฤติกรรมที่มีต่อความเสี่ยง แบบแรกเป็นคนกล้าเสี่ยง มักจะเชี่ยวชาญมองเกมธุรกิจทะลุปรุโปร่งคาดการณ์ได้แม่นยำ จึงกล้าตัดสินใจใช้ เงินกู้ เป็นสัดส่วนที่มากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยอีกแบบมักเรียกว่าเป็นคนอนุรักษนิยม ก็คือเป็นคนที่กลัวความเสี่ยง ก็จะใช้ เงินกู้ จำนวนน้อยหรือไม่ใช้ เงินกู้ เลยแล้วแต่ระดับของความกลัว แบบนี้ก็สบายใจดี มีกำไรก็มาถึงเจ้าของรับไปเต็ม ๆ
ส่วนลักษณะโครงสร้างทางภาษีนั้น ก็มีภาษีอยู่หลายแบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ แต่ภาษีที่จะกล่าวถึงนั้นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ท่านผู้อ่านบางท่านคงจะงงว่าเหตุใดจึงเป็นภาษีตัวนี้ เรื่องมันก็คือว่า ธุรกิจระดับ SME ส่วนใหญ่ก็มักจะพยายามหลีกเลี่ยงภาษีกันอยู่แล้ว ทำให้ในการค้าขายจะไม่มีการออกเอกสารใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินใดๆ เป็นหลักฐาน
ถ้าเป็นการซื้อ-ขายผ่านบริษัทหรือมีการออกเอกสารถูกต้องก็จะต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ยอดรายได้ที่เป็นการค้าขายที่มีการออกเอกสารและมีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จึงถือว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ทำให้เจ้าของเงินกู้ไม่อาจทราบได้ว่าจริงๆ แล้ว ยอดรวมรายได้ทั้งหมดแล้วเป็นเท่าใดแน่ จึงเลือกให้กู้เงินโดยอิงกับข้อมูลเท่าที่จะสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ธุรกิจบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้สินค้านั้นไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็มักจะถูกมองว่ามีช่องโหว่ให้หลีกเลี่ยงภาษีได้ง่ายกว่าอีก จึงมักจะไม่ค่อยได้รับการพิจารณาให้กู้เงินได้มาก
สัดส่วนของเงินกู้และเงินจากเจ้าของที่เหมาะสมนั้น ในทางทฤษฎีสามารถคำนวณได้ไม่ยาก โดยยึดหลักว่าเลือกสัดส่วนที่ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนทั้งสองส่วนออกมาต่ำที่สุด แต่ในทางปฏิบัติแล้วธุรกิจที่เหมือนหรือคล้ายกันก็มีสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปด้วยปัจจัยดังที่ได้กล่าวไป ดังนั้น สัดส่วนของเงินกู้ที่เหมาะสมก็คือ
สัดส่วนที่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั่นเอง
นอกจากนี้ การที่มีส่วนเงินกู้ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเงินทุนจากเจ้าของนั้น ยังทำให้เราสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนน่าจูงใจหรือมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่มีสัดส่วนเงินกู้เป็นสัดส่วนที่สูงอยู่แล้วจะทำให้โอกาสกู้เงินเพิ่มทำได้ยาก และมักจะถูกบังคับให้ต้องเพิ่มเงินทุนในส่วนของเจ้าของให้มากขึ้นด้วย
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ใช้เงินทุนจากแหล่งใดก็ตาม ขอเชิญชวนให้ดำเนินการให้ถูกต้องทางกฎหมายโดยเฉพาะเรื่องการเสียภาษี เพราะหากถูกตรวจสอบพบว่ามีความผิดจะทำให้ต้องเสียภาษีย้อนหลังและค่าปรับต่างๆ เป็นจำนวนมากได้ และการทำในสิ่งที่ถูกต้องก็มีส่วนช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน


อ้างอิง : www.smesplannet.com



เงินกู...หรือ...เงินกู้...!?


เรื่อง เงินกู้ ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านหากมองว่าเป็นคำหยาบคาย ทว่าสองคำนี้ถือว่าเป็นหลักสำคัญในทฤษฎีทางการเงินสำหรับธุรกิจในส่วนของโครงสร้างเงินทุน เพราะเงินทุนสำหรับดำเนินธุรกิจนั้น ก็มาจากสองแหล่งนี้เท่านั้นเอง แล้วจะเลือกแบบไหนดีถึงจะเหมาะสมกับธุรกิจของเราล่ะ
ในการทำธุรกิจนั้นไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม ต่างก็จำเป็นต้องคำนึงถึงแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดของแต่ละบุคคลหรือแต่ละธุรกิจที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะเลือกใช้ เงินกู และ เงินกู้ ในสัดส่วนเท่าไหร่
ในทางทฤษฎีการเงิน เงินกู้ หมายถึง เงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลภายนอก โดยเป็น เงินกู้ยืมระยะยาว (ไม่นับ เงินกู้ ระยะสั้น) ส่วนใหญ่แล้วก็มากู้ยืมจากธนาคารนั่นเอง เงินกู้ ถูกจัดให้เป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเพราะว่าดอกเบี้ยและเงินต้นที่ต้องจ่ายคืนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อีกทั้ง สรรพากรก็ยังใจดียอมให้ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายทำให้เสียภาษีน้อยลงได้สำหรับธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล
ขณะที่ เงินกู (เงินจากเจ้าของหรือจากผู้ถือหุ้น) นั้นถือว่าต้นทุนสูงกว่า เพราะเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นจะได้เงินคืนในลำดับสุดท้ายเสมอไม่ว่าตอนแบ่งกำไรจากการดำเนินธุรกิจหรือตอนเลิกกิจการ อีกทั้งยังไม่มีการกำหนดด้วยว่าจะต้องแบ่งกำไรให้ อาจจะเก็บกำไรเอาไว้ไม่แบ่งให้เลยก็ได้ ทำให้ถูกมองว่าความเสี่ยงในการได้รับผลตอบแทนและเงินคืนนั้นสูงกว่าจึงต้องได้ผลตอบแทนสูงขึ้นมาชดเชย ด้วยเหตุนี้ทำให้ในทางทฤษฎีส่งเสริมให้กู้เงินมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากว่ายังไม่ทำให้ธุรกิจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากขึ้นกับภาระหนี้ที่มีอยู่
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีหลายปัจจัยที่เข้ามามีผลกระทบต่อการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้เงินทุนจากทั้งสองแหล่งในสัดส่วนเท่าไหร่ดี บางครั้งก็ตัดสินใจยากบางครั้งก็ง่าย ปัจจัยต่างๆ นั้น ก็ประกอบด้วย ลักษณะเฉพาะของธุรกิจ ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหาร และโครงสร้างทางภาษี เป็นต้น ในที่นี้จะขออธิบายในส่วนที่สำคัญๆ ให้เป็นแนวทางพิจารณา
ลักษณะเฉพาะทางธุรกิจ หมายถึงลักษณะของทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยทั่วไปแล้วหากเป็นธุรกิจที่มีอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคารโรงงาน อาคารโรงแรม จะสามารถใช้ เงินกู้ ได้มาก เนื่องจาก เงินกู้ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้ำประกัน เงินกู้ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการจับต้องไม่ได้ แถมสำนักงานก็ยังต้องเช่า แบบนี้ก็มักจะหา เงินกู้ ได้ยากกว่า เพราะเจ้าของ เงินกู้ มองว่า ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ที่จะมาใช้เป็นหลักประกันช่วยปกป้องเงินต้น หากเกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายคืนได้
ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหาร ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ สามารถแบ่งกว้างๆ ได้สองแบบ จากพฤติกรรมที่มีต่อความเสี่ยง แบบแรกเป็นคนกล้าเสี่ยง มักจะเชี่ยวชาญมองเกมธุรกิจทะลุปรุโปร่งคาดการณ์ได้แม่นยำ จึงกล้าตัดสินใจใช้ เงินกู้ เป็นสัดส่วนที่มากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยอีกแบบมักเรียกว่าเป็นคนอนุรักษนิยม ก็คือเป็นคนที่กลัวความเสี่ยง ก็จะใช้ เงินกู้ จำนวนน้อยหรือไม่ใช้ เงินกู้ เลยแล้วแต่ระดับของความกลัว แบบนี้ก็สบายใจดี มีกำไรก็มาถึงเจ้าของรับไปเต็ม ๆ
ส่วนลักษณะโครงสร้างทางภาษีนั้น ก็มีภาษีอยู่หลายแบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ แต่ภาษีที่จะกล่าวถึงนั้นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ท่านผู้อ่านบางท่านคงจะงงว่าเหตุใดจึงเป็นภาษีตัวนี้ เรื่องมันก็คือว่า ธุรกิจระดับ SME ส่วนใหญ่ก็มักจะพยายามหลีกเลี่ยงภาษีกันอยู่แล้ว ทำให้ในการค้าขายจะไม่มีการออกเอกสารใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินใดๆ เป็นหลักฐาน
ถ้าเป็นการซื้อ-ขายผ่านบริษัทหรือมีการออกเอกสารถูกต้องก็จะต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ยอดรายได้ที่เป็นการค้าขายที่มีการออกเอกสารและมีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จึงถือว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ทำให้เจ้าของเงินกู้ไม่อาจทราบได้ว่าจริงๆ แล้ว ยอดรวมรายได้ทั้งหมดแล้วเป็นเท่าใดแน่ จึงเลือกให้กู้เงินโดยอิงกับข้อมูลเท่าที่จะสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ธุรกิจบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้สินค้านั้นไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็มักจะถูกมองว่ามีช่องโหว่ให้หลีกเลี่ยงภาษีได้ง่ายกว่าอีก จึงมักจะไม่ค่อยได้รับการพิจารณาให้กู้เงินได้มาก
สัดส่วนของเงินกู้และเงินจากเจ้าของที่เหมาะสมนั้น ในทางทฤษฎีสามารถคำนวณได้ไม่ยาก โดยยึดหลักว่าเลือกสัดส่วนที่ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนทั้งสองส่วนออกมาต่ำที่สุด แต่ในทางปฏิบัติแล้วธุรกิจที่เหมือนหรือคล้ายกันก็มีสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปด้วยปัจจัยดังที่ได้กล่าวไป ดังนั้น สัดส่วนของเงินกู้ที่เหมาะสมก็คือ
สัดส่วนที่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั่นเอง
นอกจากนี้ การที่มีส่วนเงินกู้ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเงินทุนจากเจ้าของนั้น ยังทำให้เราสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนน่าจูงใจหรือมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่มีสัดส่วนเงินกู้เป็นสัดส่วนที่สูงอยู่แล้วจะทำให้โอกาสกู้เงินเพิ่มทำได้ยาก และมักจะถูกบังคับให้ต้องเพิ่มเงินทุนในส่วนของเจ้าของให้มากขึ้นด้วย
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ใช้เงินทุนจากแหล่งใดก็ตาม ขอเชิญชวนให้ดำเนินการให้ถูกต้องทางกฎหมายโดยเฉพาะเรื่องการเสียภาษี เพราะหากถูกตรวจสอบพบว่ามีความผิดจะทำให้ต้องเสียภาษีย้อนหลังและค่าปรับต่างๆ เป็นจำนวนมากได้ และการทำในสิ่งที่ถูกต้องก็มีส่วนช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน


อ้างอิง : www.smesplannet.com



6/07/2555



“โพสต์ทูเดย์” จับมือ “กสิกรไทย” จัดงาน Post Today-K SME & Franchise Expo 2012 ในวันที่ 23-24 มิถุนายนนี้ ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ ระบุช่วยสร้างโอกาสแก่ผู้อยากมีอาชีพและธุรกิจของตัวเอง 
       
       นายศุภกรณ์ เวชชาชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยจัดงาน Post Today-K SME & Franchise Expo 2012 ในวันที่ 23-24 มิถุนายน 2555 นี้ ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่ต้องการจะต่อยอดธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า คาดว่างานนี้จะมีผู้สนใจเข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 5,000 คน
       
       ทั้งนี้ ภายในงานจะเป็นการรวบรวมสุดยอดเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีแบบครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครบในทุกธุรกิจและในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกบูทจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแฟรนไชส์หลากหลายประเภท รวมทั้งมีกิจกรรม Lifestyle Workshop สร้างอาชีพ การเปิดวิสัยทัศน์จากนักธุรกิจและดาราเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งศาสตร์ฮวงจุ้ยสำหรับเป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจจากซินแสชื่อดัง
       
       ด้านนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายในงานจะมีการออกบูทแฟรนไชส์ชื่อดังกว่า 48 รายที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคาร การสร้างร้านค้าบนโลกออนไลน์โดย Google เปิดทำเว็บไซต์ฟรีให้ผู้ที่สนใจ
       
       นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมมานำเสนอในงาน เช่น บริการ K-SME Start-up Solutions ซึ่งเป็นแพกเกจที่รวมทั้งเรื่องเงิน และองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ K-SME Franchise Credit สินเชื่อสำหรับผู้ทำธุรกิจ แฟรนไชส์ที่ครบวงจร เป็นต้น นอกจากนั้น ทุกท่านที่มาในงานสามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจได้ฟรีจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารกสิกรไทย รวมทั้งจากผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานพันธมิตรของธนาคารทั้งภาครัฐ และเอกชน

จัดมหกรรม SMEs Franchise สร้างโอกาสธุรกิจ



“โพสต์ทูเดย์” จับมือ “กสิกรไทย” จัดงาน Post Today-K SME & Franchise Expo 2012 ในวันที่ 23-24 มิถุนายนนี้ ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ ระบุช่วยสร้างโอกาสแก่ผู้อยากมีอาชีพและธุรกิจของตัวเอง 
       
       นายศุภกรณ์ เวชชาชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยจัดงาน Post Today-K SME & Franchise Expo 2012 ในวันที่ 23-24 มิถุนายน 2555 นี้ ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่ต้องการจะต่อยอดธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า คาดว่างานนี้จะมีผู้สนใจเข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 5,000 คน
       
       ทั้งนี้ ภายในงานจะเป็นการรวบรวมสุดยอดเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีแบบครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครบในทุกธุรกิจและในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกบูทจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแฟรนไชส์หลากหลายประเภท รวมทั้งมีกิจกรรม Lifestyle Workshop สร้างอาชีพ การเปิดวิสัยทัศน์จากนักธุรกิจและดาราเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งศาสตร์ฮวงจุ้ยสำหรับเป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจจากซินแสชื่อดัง
       
       ด้านนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายในงานจะมีการออกบูทแฟรนไชส์ชื่อดังกว่า 48 รายที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคาร การสร้างร้านค้าบนโลกออนไลน์โดย Google เปิดทำเว็บไซต์ฟรีให้ผู้ที่สนใจ
       
       นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมมานำเสนอในงาน เช่น บริการ K-SME Start-up Solutions ซึ่งเป็นแพกเกจที่รวมทั้งเรื่องเงิน และองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ K-SME Franchise Credit สินเชื่อสำหรับผู้ทำธุรกิจ แฟรนไชส์ที่ครบวงจร เป็นต้น นอกจากนั้น ทุกท่านที่มาในงานสามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจได้ฟรีจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารกสิกรไทย รวมทั้งจากผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานพันธมิตรของธนาคารทั้งภาครัฐ และเอกชน

5/05/2555

ปัจจุบันการเริ่มต้นธุรกิจของ เอสเอ็มอี โดยส่วนใหญ่ มีความจำเป็นที่ต้องการแสวงหาเงินมาลงทุนในธุรกิจ ซึ่งการหาทุนมาลงทุนในธุรกิจนั้น มีหลายวิธี แต่ วิธีที่ผู้ประกอบมักใ้ช้เป็นทางเลือกแรก ก็คือ การขอกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งต่อไปนี้จะขออธิบายถึงวิธีการที่จะหาเงินกู้จากธนาคารมาทำโครงการธุรกิจ โดยมีหลักการพิจารณาในด้านสินเชื่อและการนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อให้ได้เงินกู้จากธนาคาร

ซึ่งหลักการพิจารณาสินเชื่อธนาคารส่วนใหญ่จะพิจารณาสินเชื่อหรือเงินกู้แก่โครงการธุรกิจใดหรือไม่นั้น เข้ามีหลักการที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะกู้จากสถาบันการเงินไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากปัจจัยการดำเนินงานตามหลัก 6 C's อันประกอบไปด้วย

C1 หรือ Characteristic


พิจารณาคุณสมบัติของโครงการและตัวผู้กู้เงิน ว่ามีความน่าสนใจ รวมถึงโครงการธุรกิจมีความเป็นไปได้หรือไม่เพียงใด และมีเครดิตที่ดีพอหรือไม่

C2 หรือ Capacity


คือการวิเคราะห์ศักยภาพของธุรกิจว่ามีความสามารถที่จะหาเงินหรือรายได้จากการดำเนินโครงการธุรกิจ ได้มากน้อยเพียงใด มีความเหมาะสมกับความสามารถที่จะหาเงินมาชำระหนี้คืนธนาคารได้หรือไม่ เพียงใด

C3 หรือ Capital  


คือการวิเคราะห์เกี่ยวกับมูลค่าโครงการและการใช้เงินลงทุนในโครงการธุรกิจ จากแผนการใช้จ่ายเงินลงทุน รวมถึงเงินที่ใช้จ่ายหมุนเวียนในธุรกิจ ว่ามีสัดส่วนการใช้เงินลงทุนที่เป็นส่วนของเจ้าของ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินกู้เป็นเท่าไหร่ ซึ่งหลักการนี้จะต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม

C4 หรือ Collateral  


คือหลักทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกับเงินกู้ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งจะต้องมีการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์หรือหลักประกันเท่าไหร่ ด้วยวิธีการของแต่ละธนาคาร ส่วนใหญ่จะใ้้ช้เกณฑ์ของธนาคารเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากหลักประกันน้อยก็อาจจะส่งผลถึงเงินกู้ก็จะ้ต้องน้อยไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะธนาคารถือว่ามีความเสี่ยงสูง

C5 หรือ Condition  


ก็คือเงื่อนไขสำคัญต่างๆ ของโครงการธุรกิจ ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทางทางตรงและทางอ้อม ซึ่งธนาคารอาจจะพิจารณาจากภาพรวมธุรกิจ ตลาด และคู่แข่งขัน รวมถึงการเข้าทำตลาดว่ามีความเป็นไปได้หรือสอดคล้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบันหรือไม่ ทั้งนี้อาจจะรวมไปถึงเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้งาน การให้บริการ รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ว่ามีความชัดเจนหรือไม่อย่างไร

C6 หรือ Country  


คือ ทำเล สถานที่ตั้งหรือภูมิศาสตร์ ว่าอยู่ในสถานที่หรือทำเลที่ดีหรือไม่ มีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจนี้หรือไม่อย่างไร รวมไปถึง ความหนาแน่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คู่แข่งขัน สภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางสังคม การเมือง รวมถึงไปวัฒนธรรมพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร มีความสอดคล้องหรือเข้ากันได้กับโครงการธุรกิจหรือไม่อย่างไร
ซึ่งจากหลักการวิเคราะห์โอกาสการการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการธุรกิจ โดยธนาคารจะดูจากข้อมูลของแผนธุรกิจ หรือ Business Plan ของผู้ที่ยื่นกู้นั้นเอง หากผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจหรือทำโครงการธุรกิจใหม่ ถ้าไม่มีแผนธุรกิจ ก็อย่าหวังว่าจะได้เงินกู้จากธนาคารได้อย่างแน่นอน เพราะธนาคารส่วนใหญ่ถือเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อโครงการธุรกิจตามแผนธุรกิจ เป็นหลัก ซึ่งถือเป็นนโยบายของธนาคารส่วนใหญ่ และมีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

จากที่กล่าวมาทั้งหมด การที่ SMEs มีความประสงค์ที่จะเริ่มต้นธุรกิจโดยการลงทุนทำธุรกิจและต้องการขอรับการสนับสนุนด้านสินเชื่อ ผู้ประกอบการ SMEs จึงมีความจำเป็นจะ้ต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมในเรื่องของ หลัก 6 C's เป็นสำคัญ เพราะถือว่าเป็น Key Success หรือ กุญแจแห่งความสำเร็จที่จะทำให้ SMEs กู้เิงินจากธนาคารได้ และที่สำัคัญ ควรเริ่มที่จะต้องวางแผนธุรกิจโดยการตระเตรียมข้อมูลตามโครงสร้างแผนธุรกิจ การเน้นรายละเอียดและการเตรียมพร้อมในด้าน 6 C's เพื่อตอบโจทย์ให้กับธนาคาร ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว โอกาสของการเริ่มต้นธุรกิจ โดยมีเงินทุนสนับสนุนจากธนาคาร ก็คงไม่ไกลเกินฝัน สำหรับ SMEs มือใหม่

โดย : SMEssmart.com

 

 

เคล็ดลับวิธีการหาเงินกู้มาจากธนาคาร เพื่อมาทำโครงการธุรกิจ SMEs

ปัจจุบันการเริ่มต้นธุรกิจของ เอสเอ็มอี โดยส่วนใหญ่ มีความจำเป็นที่ต้องการแสวงหาเงินมาลงทุนในธุรกิจ ซึ่งการหาทุนมาลงทุนในธุรกิจนั้น มีหลายวิธี แต่ วิธีที่ผู้ประกอบมักใ้ช้เป็นทางเลือกแรก ก็คือ การขอกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งต่อไปนี้จะขออธิบายถึงวิธีการที่จะหาเงินกู้จากธนาคารมาทำโครงการธุรกิจ โดยมีหลักการพิจารณาในด้านสินเชื่อและการนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อให้ได้เงินกู้จากธนาคาร

ซึ่งหลักการพิจารณาสินเชื่อธนาคารส่วนใหญ่จะพิจารณาสินเชื่อหรือเงินกู้แก่โครงการธุรกิจใดหรือไม่นั้น เข้ามีหลักการที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะกู้จากสถาบันการเงินไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากปัจจัยการดำเนินงานตามหลัก 6 C's อันประกอบไปด้วย

C1 หรือ Characteristic


พิจารณาคุณสมบัติของโครงการและตัวผู้กู้เงิน ว่ามีความน่าสนใจ รวมถึงโครงการธุรกิจมีความเป็นไปได้หรือไม่เพียงใด และมีเครดิตที่ดีพอหรือไม่

C2 หรือ Capacity


คือการวิเคราะห์ศักยภาพของธุรกิจว่ามีความสามารถที่จะหาเงินหรือรายได้จากการดำเนินโครงการธุรกิจ ได้มากน้อยเพียงใด มีความเหมาะสมกับความสามารถที่จะหาเงินมาชำระหนี้คืนธนาคารได้หรือไม่ เพียงใด

C3 หรือ Capital  


คือการวิเคราะห์เกี่ยวกับมูลค่าโครงการและการใช้เงินลงทุนในโครงการธุรกิจ จากแผนการใช้จ่ายเงินลงทุน รวมถึงเงินที่ใช้จ่ายหมุนเวียนในธุรกิจ ว่ามีสัดส่วนการใช้เงินลงทุนที่เป็นส่วนของเจ้าของ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินกู้เป็นเท่าไหร่ ซึ่งหลักการนี้จะต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม

C4 หรือ Collateral  


คือหลักทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกับเงินกู้ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งจะต้องมีการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์หรือหลักประกันเท่าไหร่ ด้วยวิธีการของแต่ละธนาคาร ส่วนใหญ่จะใ้้ช้เกณฑ์ของธนาคารเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากหลักประกันน้อยก็อาจจะส่งผลถึงเงินกู้ก็จะ้ต้องน้อยไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะธนาคารถือว่ามีความเสี่ยงสูง

C5 หรือ Condition  


ก็คือเงื่อนไขสำคัญต่างๆ ของโครงการธุรกิจ ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทางทางตรงและทางอ้อม ซึ่งธนาคารอาจจะพิจารณาจากภาพรวมธุรกิจ ตลาด และคู่แข่งขัน รวมถึงการเข้าทำตลาดว่ามีความเป็นไปได้หรือสอดคล้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบันหรือไม่ ทั้งนี้อาจจะรวมไปถึงเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้งาน การให้บริการ รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ว่ามีความชัดเจนหรือไม่อย่างไร

C6 หรือ Country  


คือ ทำเล สถานที่ตั้งหรือภูมิศาสตร์ ว่าอยู่ในสถานที่หรือทำเลที่ดีหรือไม่ มีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจนี้หรือไม่อย่างไร รวมไปถึง ความหนาแน่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คู่แข่งขัน สภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางสังคม การเมือง รวมถึงไปวัฒนธรรมพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร มีความสอดคล้องหรือเข้ากันได้กับโครงการธุรกิจหรือไม่อย่างไร
ซึ่งจากหลักการวิเคราะห์โอกาสการการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการธุรกิจ โดยธนาคารจะดูจากข้อมูลของแผนธุรกิจ หรือ Business Plan ของผู้ที่ยื่นกู้นั้นเอง หากผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจหรือทำโครงการธุรกิจใหม่ ถ้าไม่มีแผนธุรกิจ ก็อย่าหวังว่าจะได้เงินกู้จากธนาคารได้อย่างแน่นอน เพราะธนาคารส่วนใหญ่ถือเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อโครงการธุรกิจตามแผนธุรกิจ เป็นหลัก ซึ่งถือเป็นนโยบายของธนาคารส่วนใหญ่ และมีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

จากที่กล่าวมาทั้งหมด การที่ SMEs มีความประสงค์ที่จะเริ่มต้นธุรกิจโดยการลงทุนทำธุรกิจและต้องการขอรับการสนับสนุนด้านสินเชื่อ ผู้ประกอบการ SMEs จึงมีความจำเป็นจะ้ต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมในเรื่องของ หลัก 6 C's เป็นสำคัญ เพราะถือว่าเป็น Key Success หรือ กุญแจแห่งความสำเร็จที่จะทำให้ SMEs กู้เิงินจากธนาคารได้ และที่สำัคัญ ควรเริ่มที่จะต้องวางแผนธุรกิจโดยการตระเตรียมข้อมูลตามโครงสร้างแผนธุรกิจ การเน้นรายละเอียดและการเตรียมพร้อมในด้าน 6 C's เพื่อตอบโจทย์ให้กับธนาคาร ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว โอกาสของการเริ่มต้นธุรกิจ โดยมีเงินทุนสนับสนุนจากธนาคาร ก็คงไม่ไกลเกินฝัน สำหรับ SMEs มือใหม่

โดย : SMEssmart.com

 

 

5/02/2555

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มอบรางวัลเกียรติยศ “Bai Po Business Awards by Sasin” ครั้งที่ 6  ให้กับ  5 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย  ได้แก่  บริษัท เค ซี เมททอลชีท จำกัด  บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด  บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด  และบริษัท สยาม รีคอนดิชั่น อินดัสตรี้ จำกัด  สะท้อนศักยภาพและมาตรฐานที่โดดเด่นของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีไทย  โดยมี นายอานันท์  ปันยารชุน  นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์  เป็นประธานมอบรางวัล  ณ  ธนาคาร ไทยพาณิชย์  สาขาตลาดน้อย

 นางองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์  กล่าวถึง โครงการ Bai Po Business Awards by Sasin ว่า “เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ  ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี  เพื่อมอบรางวัลเกียรติยศยกย่องผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจได้อย่างโดดเด่น  ธนาคารมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างวิธีคิด วิธีปฏิบัติให้ผู้ประกอบการไทยรายอื่นๆ รุกพัฒนาศักยภาพธุรกิจอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งจะก่อให้เกิดมาตรฐานที่ดีและส่งผลให้เกิดการผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เติบโตได้ยั่งยืน  ทั้งนี้ธนาคารเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นลูกค้าของธนาคารไทยพาณิชย์เท่านั้น”

นายธิติ  เวชแพศย์  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ  กล่าวถึง  หลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินว่า “ธุรกิจต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเบื้องต้นของโครงการ และมีความโดดเด่นในมิติที่สำคัญต่อศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและย่อมมิติใดมิติหนึ่งหรือหลายมิติ ประกอบด้วย 1.การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) 2.ความริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation)     3.การมีคุณภาพสูงของสินค้าและบริการ (Quality) 4.การตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (Adaptability to Changes) 5.การสร้างมูลค่า (Value Creation) 6.การสร้างตราสินค้า (Branding) 7.การมีระบบงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) 8.ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building) 9.การปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility) และ 10.การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)  ซึ่งเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตก้าวหน้าและแข็งแกร่ง  ทั้งนี้  คณะกรรมการตัดสินจะพิจารณามอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม  โดยไม่มีการจัดอันดับ  และไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี ”

 ดร.อาชว์ เตาลานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทย ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาคัดเลือก กล่าวว่า “คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกบริษัทผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจให้มีความโดดเด่น ซึ่งสมควรได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ในครั้งที่ 6 รวม 5 บริษัท ได้แก่

บริษัท เค ซี เมททอลชีท จำกัด
บริษัทผลิตหลังคาเหล็กที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และบริหารธุรกิจด้วยความยึด มั่นในความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ได้รับความรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus)

 

 

 

บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด
บริษัทที่บริหารจัดการ “ตลาดไท”   ตลาดกลางซื้อขายสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในอาเซียน ทำให้ “ตลาดไท” โดดเด่นและเป็นที่รู้จักทั้งในด้านความครบครันและคุณภาพของสินค้า ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ ความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การสร้างมูลค่า (Value Creation) การสร้างตราสินค้า (Branding) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 

บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) 
บริษัทซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายเพชรและเครื่องประดับเพชรจากรูปแบบเดิมมา จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ห้างสรรพสินค้า โดยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าให้กับผู้ซื้อ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การมีคุณภาพสูงในสินค้าและบริการ (Quality) และการสร้างตราสินค้า (Branding)

 

 

 

บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด
บริษัทที่ให้บริการเรือโดยสารสาธารณะมานานกว่า 40 ปี ซึ่งพัฒนารูปแบบและการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการ บริการที่ปลอดภัยรวดเร็วและทันสมัย ได้รับความรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) การสร้างมูลค่า (Value Creation) ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 

บริษัท สยาม รีคอนดิชั่น อินดัสตรี้ จำกัด
บริษัทที่นำเข้าเครื่องถ่ายเอกสารใช้แล้วจากต่างประเทศ มาผ่านกระบวนการ Recondition ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Eco Copy ผสมผสานความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการสร้างมูลค่า (Value Creation) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 
ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล “Bai Po Business Awards by Sasin” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตภายใต้ความสามารถในการบริหารจัดการทีมงาน การริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าให้สินค้า การให้ความสำคัญและเข้าถึงความต้องการของลูกค้า และการปฏิบัติดีต่อสังคม”

ข่าวจาก : SCB

5 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย สร้างความแตกต่างในธุรกิจ ครองรางวัล “Bai Po Business Awards by Sasin” ครั้งที่ 6

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มอบรางวัลเกียรติยศ “Bai Po Business Awards by Sasin” ครั้งที่ 6  ให้กับ  5 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย  ได้แก่  บริษัท เค ซี เมททอลชีท จำกัด  บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด  บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด  และบริษัท สยาม รีคอนดิชั่น อินดัสตรี้ จำกัด  สะท้อนศักยภาพและมาตรฐานที่โดดเด่นของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีไทย  โดยมี นายอานันท์  ปันยารชุน  นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์  เป็นประธานมอบรางวัล  ณ  ธนาคาร ไทยพาณิชย์  สาขาตลาดน้อย

 นางองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์  กล่าวถึง โครงการ Bai Po Business Awards by Sasin ว่า “เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ  ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี  เพื่อมอบรางวัลเกียรติยศยกย่องผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจได้อย่างโดดเด่น  ธนาคารมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างวิธีคิด วิธีปฏิบัติให้ผู้ประกอบการไทยรายอื่นๆ รุกพัฒนาศักยภาพธุรกิจอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งจะก่อให้เกิดมาตรฐานที่ดีและส่งผลให้เกิดการผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เติบโตได้ยั่งยืน  ทั้งนี้ธนาคารเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นลูกค้าของธนาคารไทยพาณิชย์เท่านั้น”

นายธิติ  เวชแพศย์  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ  กล่าวถึง  หลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินว่า “ธุรกิจต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเบื้องต้นของโครงการ และมีความโดดเด่นในมิติที่สำคัญต่อศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและย่อมมิติใดมิติหนึ่งหรือหลายมิติ ประกอบด้วย 1.การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) 2.ความริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation)     3.การมีคุณภาพสูงของสินค้าและบริการ (Quality) 4.การตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (Adaptability to Changes) 5.การสร้างมูลค่า (Value Creation) 6.การสร้างตราสินค้า (Branding) 7.การมีระบบงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) 8.ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building) 9.การปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility) และ 10.การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)  ซึ่งเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตก้าวหน้าและแข็งแกร่ง  ทั้งนี้  คณะกรรมการตัดสินจะพิจารณามอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม  โดยไม่มีการจัดอันดับ  และไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี ”

 ดร.อาชว์ เตาลานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทย ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาคัดเลือก กล่าวว่า “คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกบริษัทผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจให้มีความโดดเด่น ซึ่งสมควรได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ในครั้งที่ 6 รวม 5 บริษัท ได้แก่

บริษัท เค ซี เมททอลชีท จำกัด
บริษัทผลิตหลังคาเหล็กที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และบริหารธุรกิจด้วยความยึด มั่นในความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ได้รับความรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus)

 

 

 

บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด
บริษัทที่บริหารจัดการ “ตลาดไท”   ตลาดกลางซื้อขายสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในอาเซียน ทำให้ “ตลาดไท” โดดเด่นและเป็นที่รู้จักทั้งในด้านความครบครันและคุณภาพของสินค้า ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ ความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การสร้างมูลค่า (Value Creation) การสร้างตราสินค้า (Branding) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 

บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) 
บริษัทซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายเพชรและเครื่องประดับเพชรจากรูปแบบเดิมมา จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ห้างสรรพสินค้า โดยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าให้กับผู้ซื้อ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การมีคุณภาพสูงในสินค้าและบริการ (Quality) และการสร้างตราสินค้า (Branding)

 

 

 

บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด
บริษัทที่ให้บริการเรือโดยสารสาธารณะมานานกว่า 40 ปี ซึ่งพัฒนารูปแบบและการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการ บริการที่ปลอดภัยรวดเร็วและทันสมัย ได้รับความรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) การสร้างมูลค่า (Value Creation) ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 

บริษัท สยาม รีคอนดิชั่น อินดัสตรี้ จำกัด
บริษัทที่นำเข้าเครื่องถ่ายเอกสารใช้แล้วจากต่างประเทศ มาผ่านกระบวนการ Recondition ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Eco Copy ผสมผสานความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการสร้างมูลค่า (Value Creation) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

 

 
ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล “Bai Po Business Awards by Sasin” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตภายใต้ความสามารถในการบริหารจัดการทีมงาน การริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าให้สินค้า การให้ความสำคัญและเข้าถึงความต้องการของลูกค้า และการปฏิบัติดีต่อสังคม”

ข่าวจาก : SCB

4/30/2555

นับเป็นเวลากว่า 12 ปีมาแล้วที่ “ดิโอโร่” (D’ Oro) ดำเนินธุรกิจกาแฟครบวงจร ตั้งแต่ปลูก คั่ว ขายเมล็ดกาแฟ จนถึงเปิดร้านของตัวเอง โดยในปีนี้ (2555) ได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติมด้วยการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ลงทุน 1- 2.5 ล้านบาท กำหนดเป้า ขายอย่างต่ำ 100 แก้วต่อวัน ธุรกิจอยู่รอด


นริศ ศรีอุเทนชัย นริศ ศรีอุเทนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพี โปรเกรสชิฟ จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน ร้านดิโอโร่มีสาขารวม 75 แห่ง เปิดโดยบริษัทเอง 73 แห่ง และร้านแฟรนไชส์ต้นแบบ 2 แห่ง ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาระบบแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง จนปีนี้ มีความพร้อมที่จะเปิดรับผู้



โดยวิธีควบคุมคุณภาพแฟรนไชส์ที่พัฒนาขึ้น ได้นำระบบไอทีมาตรวจสอบและดูแลทุกๆ ด้านผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่จะออนไลน์ตลอดเวลา เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแฟรนไชซอร์ และแฟรนไชส์ซีไว้ด้วยกัน ทั้งการสั่งวัตถุดิบ สต็อกสินค้า ยอดขาย ประวัติสมาชิก ฯลฯ ช่วยให้ทุกสาขามี



ผู้บริหารแฟรนไชส์ดิโอโร่ ระบุว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจร้านกาแฟ คือ “ทำเล” ต้องอยู่ในย่านชุมชน สะดวกสบายเรื่องที่จอดรถ โดยเบื้องต้นผู้ลงทุนต้องหาทำเลมานำเสนอ จากนั้น บริษัทจะมีทีมสำรวจความเป็นไปได้ หากผ่านจะเข้าขั้นตอนทำสัญญาร่วมกัน



ด้านรูปแบบแฟรนไชส์เจาะจงต้องเปิดเป็นรูปแบบ “ร้าน” เท่านั้น พื้นที่ตั้งแต่ 16 - 100 ตารางเมตร โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1-2.5 ล้านบาท (แล้วแต่ขนาดร้าน) แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 3.5 แสนบาท อายุสัญญา 5 ปี นอกจากนั้น เป็นค่าตกแต่งร้าน ระบบไอที และค่าอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น หลังเปิดร้านมีการเรียกเก็บค่าสิทธิ (Royalty) 4% ของยอดขาย/เดือน และค่าการตลาด 2% ของยอดขาย/เดือน



“หลักในการคัดกรองผู้มาร่วมธุรกิจกับเรา ต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องทำเล เงินทุน และสิ่งสำคัญจะดูที่ “ทัศนคติ” ของเขาก่อน ถ้าเป็นคนที่เข้ามา แล้วตำหนิว่า ทำไมแฟรนไชส์แพงจัง? หรือไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องจ่ายค่าการตลาด? ทำไมต้องหักส่วนแบ่งยอดขาย? หรือคิดแต่จะได้กำไรเป็นอันดับแรก คนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่ผู้จะมาร่วมธุรกิจกับเราได้ แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจในระบบแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง เขาจะเข้าใจว่า เงินที่หักไปจะถูกนำไปให้คุ้มค่าได้อย่างไร ซึ่งเราจะทำตั้งแต่ศึกษาความเป็นไปได้ การต่อยอดจัดโปรโมชั่นต่างๆ ส่งเสริมการตลาด รวมถึง จัดอบรมพัฒนาผู้บริหารร้านแฟรนไชส์ ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้แฟรนไชส์ของดิโอโร่มีความแข็งแรงมั่นคง เพราะเราคิดถึงการเป็นคู่ค้ากันในระยะยาว ดังนั้น ทัศนคติของผู้ที่จะร่วม



นอกจากนั้น กำหนดให้แฟรนไชส์ซีต้องรับวัตถุดิบหลัก เช่น กาแฟ ชา โกโก้ ไซรัป แก้วกาแฟ และเบเกอรี่จากบริษัท หรือร้านค้าที่บริษัทอนุมัติเท่านั้น โดยกำไรที่ผู้ลงทุนจะได้รับ หักเฉพาะค่าวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% ของยอดขาย ส่วนกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ประมาณ 15-35% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของแต่ละสาขา ซึ่งจากผลกำไรดังกล่าว หากขายได้วันละประมาณ 100 แก้ว แฟรนไชส์ซีจะคืนเงินลงทุนในได้เวลา 2-2.5 ปี ซึ่งจากค่าเฉลี่ยของร้านดิโอโร่ที่ผ่านมา แทบทุกสาขามียอดขายเกิน 100 แก้วต่อวัน ในขณะที่อัตราล้มเหลวของสาขาที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสาขาที่ประสบความสำเร็จ



“ผมคงไม่สามารถการันตีได้ว่า ทุกสาขาแฟรนไชส์ที่จะมาร่วมลงทุนกับเราจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ นำข้อมูลจริงมานำเสนอเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้ลงทุน ซึ่งจากการเปิดสาขาด้วยตัวบริษัทเอง ค่าเฉลี่ยสาขาของเราทุกแห่ง สามารถขายได้วันละ 100 แก้ว ดังนั้น สำหรับผู้มาเป็นแฟรนไชส์ถ้าทำในมาตรฐานและรูปแบบเดียวกันของร้านดิโอโร่ โอกาสที่ร้านจะประสบความสำเร็จจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนร้านที่เราเปิดแล้วล้มเหลว ก็มีเช่นกันแต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากทำเลไม่เหมาะสม ฉะนั้น ผมจึงย้ำว่า สำหรับผู้มาลงทุนแฟรนไชส์ ควรต้องมีทำเลที่เหมาะสม ซึ่งเราจะทำการสำรวจร่วมกัน เพื่อให้ได้ทำเลที่เหมาะสมจริงๆ” ผู้บริหารดิโอโร่ กล่าว



นริศ เผยด้วยว่า ความน่าสนใจต่อการลงทุนแฟรนไชส์ดิโอโร่ มาจากแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ในฐานะกาแฟของไทยที่มีรสชาติและคุณภาพไม่เป็นรองต่างชาติ อีกทั้ง ราคาไม่สูงเกินไป นอกจากนั้น ดิโอโร่มีจำนวนลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกกว่าแสนราย ซึ่งคนกลุ่มนี้ชื่นชอบและดื่มกาแฟดิโอโร่เป็นประจำอยู่แล้ว จึงเป็นประโยชน์แก่แฟรนไชส์ซีที่มีฐานลูกค้าเบื้องต้นค่อนข้างแน่นอน รวมถึง ข้อมูลสมาชิกเหล่านี้ ยังสามารถนำไปต่อยอดจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดได้ต่อเนื่อง



สำหรับเป้าในการขยายแฟรนไชส์ในปีนี้ กำหนดไว้ที่ 20-25 สาขา กระจายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ควบคู่กับขยายด้วยบริษัทเองในอัตราใกล้เคียงกัน และตั้งเป้าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีร้านแฟรนไชส์ดิโอโร่กระจายอยู่กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ “ทุกวันนี้ มีธุรกิจร้านกาแฟ เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก ทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก แต่ตลาดของกาแฟสดยังเติบโตไปได้อีกมาก มูลค่าตลาดต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท และมีอัตราโตขึ้น 10-20% ทุกๆ ปี เพราะคนรุ่นใหม่ นิยมดื่มกาแฟสดกันมาก รวมถึง ทุกวันนี้ การดื่มกาแฟสดกลายเป็นอีกกิจวัตรของคนไทยไปแล้ว ดังนั้น ผมมั่นใจว่า ตลาดกาแฟสดยังไม่เต็ม แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่ในที่สุดแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้คัดกรองคุณภาพเองว่า ผู้ผลิตเจ้าใดจะอยู่รอดได้บ้าง” นริศ




แหล่งที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

'ดิโอโร่' สยายปีกแฟรนไชส์ ปักธง ขายวันละ 100 แก้ว ร้านฉลุย

นับเป็นเวลากว่า 12 ปีมาแล้วที่ “ดิโอโร่” (D’ Oro) ดำเนินธุรกิจกาแฟครบวงจร ตั้งแต่ปลูก คั่ว ขายเมล็ดกาแฟ จนถึงเปิดร้านของตัวเอง โดยในปีนี้ (2555) ได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติมด้วยการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ลงทุน 1- 2.5 ล้านบาท กำหนดเป้า ขายอย่างต่ำ 100 แก้วต่อวัน ธุรกิจอยู่รอด


นริศ ศรีอุเทนชัย นริศ ศรีอุเทนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพี โปรเกรสชิฟ จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน ร้านดิโอโร่มีสาขารวม 75 แห่ง เปิดโดยบริษัทเอง 73 แห่ง และร้านแฟรนไชส์ต้นแบบ 2 แห่ง ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาระบบแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง จนปีนี้ มีความพร้อมที่จะเปิดรับผู้



โดยวิธีควบคุมคุณภาพแฟรนไชส์ที่พัฒนาขึ้น ได้นำระบบไอทีมาตรวจสอบและดูแลทุกๆ ด้านผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่จะออนไลน์ตลอดเวลา เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแฟรนไชซอร์ และแฟรนไชส์ซีไว้ด้วยกัน ทั้งการสั่งวัตถุดิบ สต็อกสินค้า ยอดขาย ประวัติสมาชิก ฯลฯ ช่วยให้ทุกสาขามี



ผู้บริหารแฟรนไชส์ดิโอโร่ ระบุว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจร้านกาแฟ คือ “ทำเล” ต้องอยู่ในย่านชุมชน สะดวกสบายเรื่องที่จอดรถ โดยเบื้องต้นผู้ลงทุนต้องหาทำเลมานำเสนอ จากนั้น บริษัทจะมีทีมสำรวจความเป็นไปได้ หากผ่านจะเข้าขั้นตอนทำสัญญาร่วมกัน



ด้านรูปแบบแฟรนไชส์เจาะจงต้องเปิดเป็นรูปแบบ “ร้าน” เท่านั้น พื้นที่ตั้งแต่ 16 - 100 ตารางเมตร โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1-2.5 ล้านบาท (แล้วแต่ขนาดร้าน) แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 3.5 แสนบาท อายุสัญญา 5 ปี นอกจากนั้น เป็นค่าตกแต่งร้าน ระบบไอที และค่าอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น หลังเปิดร้านมีการเรียกเก็บค่าสิทธิ (Royalty) 4% ของยอดขาย/เดือน และค่าการตลาด 2% ของยอดขาย/เดือน



“หลักในการคัดกรองผู้มาร่วมธุรกิจกับเรา ต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องทำเล เงินทุน และสิ่งสำคัญจะดูที่ “ทัศนคติ” ของเขาก่อน ถ้าเป็นคนที่เข้ามา แล้วตำหนิว่า ทำไมแฟรนไชส์แพงจัง? หรือไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องจ่ายค่าการตลาด? ทำไมต้องหักส่วนแบ่งยอดขาย? หรือคิดแต่จะได้กำไรเป็นอันดับแรก คนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่ผู้จะมาร่วมธุรกิจกับเราได้ แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจในระบบแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง เขาจะเข้าใจว่า เงินที่หักไปจะถูกนำไปให้คุ้มค่าได้อย่างไร ซึ่งเราจะทำตั้งแต่ศึกษาความเป็นไปได้ การต่อยอดจัดโปรโมชั่นต่างๆ ส่งเสริมการตลาด รวมถึง จัดอบรมพัฒนาผู้บริหารร้านแฟรนไชส์ ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้แฟรนไชส์ของดิโอโร่มีความแข็งแรงมั่นคง เพราะเราคิดถึงการเป็นคู่ค้ากันในระยะยาว ดังนั้น ทัศนคติของผู้ที่จะร่วม



นอกจากนั้น กำหนดให้แฟรนไชส์ซีต้องรับวัตถุดิบหลัก เช่น กาแฟ ชา โกโก้ ไซรัป แก้วกาแฟ และเบเกอรี่จากบริษัท หรือร้านค้าที่บริษัทอนุมัติเท่านั้น โดยกำไรที่ผู้ลงทุนจะได้รับ หักเฉพาะค่าวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% ของยอดขาย ส่วนกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ประมาณ 15-35% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของแต่ละสาขา ซึ่งจากผลกำไรดังกล่าว หากขายได้วันละประมาณ 100 แก้ว แฟรนไชส์ซีจะคืนเงินลงทุนในได้เวลา 2-2.5 ปี ซึ่งจากค่าเฉลี่ยของร้านดิโอโร่ที่ผ่านมา แทบทุกสาขามียอดขายเกิน 100 แก้วต่อวัน ในขณะที่อัตราล้มเหลวของสาขาที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสาขาที่ประสบความสำเร็จ



“ผมคงไม่สามารถการันตีได้ว่า ทุกสาขาแฟรนไชส์ที่จะมาร่วมลงทุนกับเราจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ นำข้อมูลจริงมานำเสนอเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้ลงทุน ซึ่งจากการเปิดสาขาด้วยตัวบริษัทเอง ค่าเฉลี่ยสาขาของเราทุกแห่ง สามารถขายได้วันละ 100 แก้ว ดังนั้น สำหรับผู้มาเป็นแฟรนไชส์ถ้าทำในมาตรฐานและรูปแบบเดียวกันของร้านดิโอโร่ โอกาสที่ร้านจะประสบความสำเร็จจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนร้านที่เราเปิดแล้วล้มเหลว ก็มีเช่นกันแต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากทำเลไม่เหมาะสม ฉะนั้น ผมจึงย้ำว่า สำหรับผู้มาลงทุนแฟรนไชส์ ควรต้องมีทำเลที่เหมาะสม ซึ่งเราจะทำการสำรวจร่วมกัน เพื่อให้ได้ทำเลที่เหมาะสมจริงๆ” ผู้บริหารดิโอโร่ กล่าว



นริศ เผยด้วยว่า ความน่าสนใจต่อการลงทุนแฟรนไชส์ดิโอโร่ มาจากแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ในฐานะกาแฟของไทยที่มีรสชาติและคุณภาพไม่เป็นรองต่างชาติ อีกทั้ง ราคาไม่สูงเกินไป นอกจากนั้น ดิโอโร่มีจำนวนลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกกว่าแสนราย ซึ่งคนกลุ่มนี้ชื่นชอบและดื่มกาแฟดิโอโร่เป็นประจำอยู่แล้ว จึงเป็นประโยชน์แก่แฟรนไชส์ซีที่มีฐานลูกค้าเบื้องต้นค่อนข้างแน่นอน รวมถึง ข้อมูลสมาชิกเหล่านี้ ยังสามารถนำไปต่อยอดจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดได้ต่อเนื่อง



สำหรับเป้าในการขยายแฟรนไชส์ในปีนี้ กำหนดไว้ที่ 20-25 สาขา กระจายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ควบคู่กับขยายด้วยบริษัทเองในอัตราใกล้เคียงกัน และตั้งเป้าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีร้านแฟรนไชส์ดิโอโร่กระจายอยู่กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ “ทุกวันนี้ มีธุรกิจร้านกาแฟ เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก ทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก แต่ตลาดของกาแฟสดยังเติบโตไปได้อีกมาก มูลค่าตลาดต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท และมีอัตราโตขึ้น 10-20% ทุกๆ ปี เพราะคนรุ่นใหม่ นิยมดื่มกาแฟสดกันมาก รวมถึง ทุกวันนี้ การดื่มกาแฟสดกลายเป็นอีกกิจวัตรของคนไทยไปแล้ว ดังนั้น ผมมั่นใจว่า ตลาดกาแฟสดยังไม่เต็ม แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่ในที่สุดแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้คัดกรองคุณภาพเองว่า ผู้ผลิตเจ้าใดจะอยู่รอดได้บ้าง” นริศ




แหล่งที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

4/26/2555

ถ้าจะพูดถึงการเริ่มต้นทำธุรกิจหรือกิจการ ดูเหมือนว่าการซื้อมาขายไป เป็นธุรกิจที่มีความนิยมมากที่สุด ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นแต่มีความนิยมกันทั่วโลกเลยทีเดียว อาจจะมาจากเหตุที่มันง่ายสามารถเริ่มได้ทันที มีความเสี่ยงน้อยหรือแทบไม่มีเลย แต่สิ่งนึงที่หลายคนไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ก็คือ สัดส่วนของกำไรที่น้อยมาก สาเหตุก็คงจะมาจากต้นทุนที่สูง แถมยังมีคู่แข่งเยอะทำให้เกิดการลดราคาเพื่อแข่งขัน หรือไม่ก็ผู้ผลิตลงมาแข่งขันซะเอง

แล้วจะหาสินค้าที่ไหนหล่ะถึงจะทำกำไรได้? สินค้าจีนเป็นสินค้าที่อยู่คู่สังคมไทยมานานมาก และถูกพูดถึงในแง่ลบอยู่เรื่องเดียวก็คือเรื่องคุณภาพ เพราะสินค้าที่มาจากเมืองจีนส่วนใหญ่คุณภาพต่ำ แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว จะเห็นได้จากบริษัทใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ ก็ย้ายฐานการผลิตมาที่นี่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น iPhone และ  Xbox ของ Microsoft ก็ Made in China ทั้งนั้น แล้วเราจะหาสินค้าจีนได้จากไหนหลล่ะ?

วันนี้ผมอยากจะแนะนำเว็บไซต์ Alibaba.com ซึ่งเป็นแหล่งที่เราสามารถหาสินค้า เพื่อซื้อแล้วก็นำมาขายต่อ หรือจะนำสินค้าเราไปวางขายก็ย่อมได้ และวิดีโอด้านล่างเป็นการใช้งานเบื้องต้นของเว็บไซต์ Alibaba.com

พอจะเห็นแนวทางการสร้างรายได้จากสินค้าจินกันแล้วนะครับ ครั้งหน้าเราจะพูดถึงกระบวนการสร้างรายได้ของ SME ไทยผ่านเว็บไซต์ alibaba.com กันนะครับ

[youtube http://www.youtube.com/watch?v=FSx-HBA0QEw&version=3&hl=th_TH]


ไม่สามารถรับชมได้ ดูที่ YouTube.com Click!


บทความโดย คุณไพร บุญนอก จากเว็บไซต์ ThaiRiches.com

รวยด้วย Alibaba กับ ธรุกิจซื้อมาขายไป

ถ้าจะพูดถึงการเริ่มต้นทำธุรกิจหรือกิจการ ดูเหมือนว่าการซื้อมาขายไป เป็นธุรกิจที่มีความนิยมมากที่สุด ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นแต่มีความนิยมกันทั่วโลกเลยทีเดียว อาจจะมาจากเหตุที่มันง่ายสามารถเริ่มได้ทันที มีความเสี่ยงน้อยหรือแทบไม่มีเลย แต่สิ่งนึงที่หลายคนไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ก็คือ สัดส่วนของกำไรที่น้อยมาก สาเหตุก็คงจะมาจากต้นทุนที่สูง แถมยังมีคู่แข่งเยอะทำให้เกิดการลดราคาเพื่อแข่งขัน หรือไม่ก็ผู้ผลิตลงมาแข่งขันซะเอง

แล้วจะหาสินค้าที่ไหนหล่ะถึงจะทำกำไรได้? สินค้าจีนเป็นสินค้าที่อยู่คู่สังคมไทยมานานมาก และถูกพูดถึงในแง่ลบอยู่เรื่องเดียวก็คือเรื่องคุณภาพ เพราะสินค้าที่มาจากเมืองจีนส่วนใหญ่คุณภาพต่ำ แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว จะเห็นได้จากบริษัทใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ ก็ย้ายฐานการผลิตมาที่นี่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น iPhone และ  Xbox ของ Microsoft ก็ Made in China ทั้งนั้น แล้วเราจะหาสินค้าจีนได้จากไหนหลล่ะ?

วันนี้ผมอยากจะแนะนำเว็บไซต์ Alibaba.com ซึ่งเป็นแหล่งที่เราสามารถหาสินค้า เพื่อซื้อแล้วก็นำมาขายต่อ หรือจะนำสินค้าเราไปวางขายก็ย่อมได้ และวิดีโอด้านล่างเป็นการใช้งานเบื้องต้นของเว็บไซต์ Alibaba.com

พอจะเห็นแนวทางการสร้างรายได้จากสินค้าจินกันแล้วนะครับ ครั้งหน้าเราจะพูดถึงกระบวนการสร้างรายได้ของ SME ไทยผ่านเว็บไซต์ alibaba.com กันนะครับ

[youtube http://www.youtube.com/watch?v=FSx-HBA0QEw&version=3&hl=th_TH]


ไม่สามารถรับชมได้ ดูที่ YouTube.com Click!


บทความโดย คุณไพร บุญนอก จากเว็บไซต์ ThaiRiches.com

4/05/2555

จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่องที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่างทั้งในตัวแรงงานเอง ที่ได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องถูกปรับลดค่าโอที และสวัสดิการลง โดยที่ผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ขณะที่มีนำไปเพิ่มราคาสินค้าขึ้นตามไปด้วย

ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาท ซึ่งเป็นการปรับแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 40 ทำให้โรงงานต่างๆ อยู่ระหว่างการพิจารณา ปรับลดสวัสดิการที่เคยให้แก่ลูกจ้าง เพื่อลดต้นทุนที่ปรับตัวสูง ขณะเดียวกันการปรับค่าจ้างในปีนี้ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะการเรียกร้อง ขอขึ้นค่าจ้างสำหรับ กลุ่มลูกจ้างที่อยู่มานาน เพื่อให้ค่าจ้างห่างจากแรงงานใหม่ รวมถึงค่าโอที สวัสดิการ และโบนัส

นอกจากนี้ หลังจากปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2556 แล้ว อาจมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะกระทบการจ้างงานในท้องถิ่นโดยตรง เพราะผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ จะย้ายฐานผลิตมาอยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ มากขึ้น เพื่อประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง

นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังกระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีการจ้างแรงงานตั้งแต่ 1-25 คน มีอยู่ร้อยละ 98 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่าร้อยละ 60 ที่ไม่อยู่ในระบบมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ที่จะมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 ในปีนี้ และเหลือร้อยละ 20 ในปีหน้าหรือปี 2556 ทำให้เอสเอ็มอีร้อยละ 5.6 หรือ ประมาณ 100,000 ราย ทั่วประเทศอาจต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้

ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศอาจลดลงร้อยละ 25 หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรองรับสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจน เช่นธุรกิจดูแลรักษาความปลอดภัย และธุรกิจก่อสร้าง เพราะมีการทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง โดยคำนวณค่าแรงงาน ค่าบริการจัดการไว้เรียบร้อย แต่เมื่อปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ ก็ไม่สามารถแก้ไขสัญญาการว่าจ้างได้ จึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้ว่าจ้างได้

ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นค่าจ้างยังส่งผลกระทบ ต่อนักลงทุนเอสเอ็มอีต่างประเทศที่อยู่ในไทย ซึ่งอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตบางส่วน ไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม และพม่า ซึ่งมีโครงสร้างค่าจ้าง ที่ต่ำกว่าไทยมาก

รวมถึงยังพบว่า มีหลายบริษัทที่มีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมีการฝึกอบรมแรงงาน เนื่องจากมีการให้ค่าจ้างในกลุ่มฝีมือแรงงานเฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 บาท ต่างจากเมืองไทยที่กลุ่มฝีมือแรงงานเฉลี่ยที่ 400-700 บาทต่อวัน ทำให้อนาคตแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอาจเข้ามาทำงานในไทยน้อยลง

ด้านธุรกิจโรงแรม อาจต้องลดจำนวนแรงงาน เพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งจะเห็นผลกระทบชัดเจน ในกลุ่มโรงแรมในภาคเหนือ อย่างจังหวัดน่าน และพะเยา ที่ปัจจุบันจ่ายค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 160 บาท รวมถึงโรงแรมในกรุงเทพฯ ก็จะได้รับผลกระทบ เพราะค่าแรงอยู่ที่ร้อยละ 20-30 ทั้งนี้ โรงแรมที่มีผลประกอบการต่ำ อาจตัดสินใจปิดกิจการ หรือขายธุรกิจ ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการโรงแรมจำนวนราว 3,000-4,000 แห่ง ทั่วประเทศ ขณะที่แรงงานโดยรวมของอุตสาหกรรมโรงแรมทั้งระบบมีประมาณกว่า 500,000 คน

ส่วนข้อสรุปเซอร์วิสชาร์จ นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่ากระทรวงแรงงานได้สรุปความชัดเจน เรื่องการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำแล้วซึ่งมี 2 วิธีที่โรงแรมเลือกบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานคือ การแยกเซอร์วิสชาร์จ ไม่นำไปเสียภาษี ก็จะไม่สามารถนำไปคำนวณเป็นค่าแรงขั้นต่ำได้ หรือการนำเซอร์วิสชาร์จเข้ามารวมเป็นรายได้ มีการกำหนดอัตราที่แน่นอน เช่นรับประกันเดือนละ 3,000 บาท และนำไปเสียภาษี วิธีนี้จะสามารถนำไปคำนวณรวมเป็นค่าแรงขั้นต่ำได้

ผลกระทบปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท

จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่องที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่างทั้งในตัวแรงงานเอง ที่ได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องถูกปรับลดค่าโอที และสวัสดิการลง โดยที่ผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ขณะที่มีนำไปเพิ่มราคาสินค้าขึ้นตามไปด้วย

ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาท ซึ่งเป็นการปรับแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 40 ทำให้โรงงานต่างๆ อยู่ระหว่างการพิจารณา ปรับลดสวัสดิการที่เคยให้แก่ลูกจ้าง เพื่อลดต้นทุนที่ปรับตัวสูง ขณะเดียวกันการปรับค่าจ้างในปีนี้ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะการเรียกร้อง ขอขึ้นค่าจ้างสำหรับ กลุ่มลูกจ้างที่อยู่มานาน เพื่อให้ค่าจ้างห่างจากแรงงานใหม่ รวมถึงค่าโอที สวัสดิการ และโบนัส

นอกจากนี้ หลังจากปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2556 แล้ว อาจมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะกระทบการจ้างงานในท้องถิ่นโดยตรง เพราะผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ จะย้ายฐานผลิตมาอยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ มากขึ้น เพื่อประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง

นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังกระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีการจ้างแรงงานตั้งแต่ 1-25 คน มีอยู่ร้อยละ 98 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่าร้อยละ 60 ที่ไม่อยู่ในระบบมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ที่จะมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 ในปีนี้ และเหลือร้อยละ 20 ในปีหน้าหรือปี 2556 ทำให้เอสเอ็มอีร้อยละ 5.6 หรือ ประมาณ 100,000 ราย ทั่วประเทศอาจต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้

ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศอาจลดลงร้อยละ 25 หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรองรับสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจน เช่นธุรกิจดูแลรักษาความปลอดภัย และธุรกิจก่อสร้าง เพราะมีการทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง โดยคำนวณค่าแรงงาน ค่าบริการจัดการไว้เรียบร้อย แต่เมื่อปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ ก็ไม่สามารถแก้ไขสัญญาการว่าจ้างได้ จึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้ว่าจ้างได้

ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นค่าจ้างยังส่งผลกระทบ ต่อนักลงทุนเอสเอ็มอีต่างประเทศที่อยู่ในไทย ซึ่งอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตบางส่วน ไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม และพม่า ซึ่งมีโครงสร้างค่าจ้าง ที่ต่ำกว่าไทยมาก

รวมถึงยังพบว่า มีหลายบริษัทที่มีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมีการฝึกอบรมแรงงาน เนื่องจากมีการให้ค่าจ้างในกลุ่มฝีมือแรงงานเฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 บาท ต่างจากเมืองไทยที่กลุ่มฝีมือแรงงานเฉลี่ยที่ 400-700 บาทต่อวัน ทำให้อนาคตแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอาจเข้ามาทำงานในไทยน้อยลง

ด้านธุรกิจโรงแรม อาจต้องลดจำนวนแรงงาน เพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งจะเห็นผลกระทบชัดเจน ในกลุ่มโรงแรมในภาคเหนือ อย่างจังหวัดน่าน และพะเยา ที่ปัจจุบันจ่ายค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 160 บาท รวมถึงโรงแรมในกรุงเทพฯ ก็จะได้รับผลกระทบ เพราะค่าแรงอยู่ที่ร้อยละ 20-30 ทั้งนี้ โรงแรมที่มีผลประกอบการต่ำ อาจตัดสินใจปิดกิจการ หรือขายธุรกิจ ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการโรงแรมจำนวนราว 3,000-4,000 แห่ง ทั่วประเทศ ขณะที่แรงงานโดยรวมของอุตสาหกรรมโรงแรมทั้งระบบมีประมาณกว่า 500,000 คน

ส่วนข้อสรุปเซอร์วิสชาร์จ นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่ากระทรวงแรงงานได้สรุปความชัดเจน เรื่องการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำแล้วซึ่งมี 2 วิธีที่โรงแรมเลือกบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานคือ การแยกเซอร์วิสชาร์จ ไม่นำไปเสียภาษี ก็จะไม่สามารถนำไปคำนวณเป็นค่าแรงขั้นต่ำได้ หรือการนำเซอร์วิสชาร์จเข้ามารวมเป็นรายได้ มีการกำหนดอัตราที่แน่นอน เช่นรับประกันเดือนละ 3,000 บาท และนำไปเสียภาษี วิธีนี้จะสามารถนำไปคำนวณรวมเป็นค่าแรงขั้นต่ำได้