3/06/2555

ในปัจจุบันนักศึกษาที่จบใหม่ พนักงานที่ทำงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ และข้าราชการหรือบุคลากรภาครัฐจำนวนมากที่สนใจจะมีธุรกิจของตนเอง แต่หลายๆ คนก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ และทุนรอนที่สะสมมาขณะทำงานจะหมดไป แล้วจะเดือดร้อนทั้งตนเองและครอบครัว


ในแต่ละปีจะมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจจำนวนมากที่ต้องล้มเลิกกิจการไปด้วยเหตุผลต่างๆ ที่สำคัญคือขาดทุน แข่งขันกับคู่แข่งขันไม่ได้ หรือสู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งยังไม่รวมสาเหตุอื่นๆ อีกนานัปการ เช่น การทุจริต การแตกคอกันของหุ้นส่วน เป็นต้น การต้องเลิกธุรกิจนอกจากทำให้ทุนที่สะสมมาหมดไป บางรายยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก ทั้งเงินกู้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้การค้า เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น และตามมาด้วยคดีฟ้องร้อง ต้องเสียทรัพย์สินที่ไปจำนองกับธนาคาร หรือบางรายอาจถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย หมดทั้งทรัพย์สินและเชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมานาน

ดังนั้นการจะเริ่มต้นทำธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่คิดจะทำเมื่อไหร่ก็ลงมือทำได้ทันที จำเป็นต้องศึกษาให้รอบครอบและเตรียมความพร้อมก่อนลงมือ อย่ารีบร้อนจนเกินไป ยอมเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาธุรกิจที่จะลงทุนก่อนจะดีกว่า ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เพื่อไม่ให้ลงทุนแล้วต้องขาดทุน หมดเนื้อหมดตัวและขาดความมั่นใจในการทำธุรกิจไปตลอดชีวิต
นักลงทุนทุกคน เมื่อลงทุนแล้วก็ต้องการประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น ผู้เขียนจึงขอแนะนำแนวทางสำหรับท่านที่จะเป็นนักลงทุนใหม่ในการลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ ขอให้นักลงทุนทุกท่านตระหนักไว้เสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ แต่การศึกษาอย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยง ลดความล้มเหลวในการลงทุน

การประเมินความพร้อมของผู้สนใจลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำธุรกิจ เมื่อเดินหน้าลงทุนไปแล้ว จะถอยหลังก็ลำบาก บางครั้งเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะลงทุนไปแล้ว ก็ยิ่งสร้างความลำบากใจ หลายคนชอบความสบาย ไม่ต้องการความรับผิดชอบ ไม่ชอบบริหารคน ชอบทำงานคนเดียว ไม่ชอบเอาใจใคร พอมาทำธุรกิจเข้า ก็เกิดความอึดอัด เพราะไม่ใช่ตัวตนของตน ทำไปก็ไม่มีความสุข เป็นผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต และยังบั่นทอนไม่ให้ธุรกิจเติบโต เพราะใจไม่ชอบ จึงไม่ทุ่มเท ดังนั้น การประเมินความพร้อมของผู้สนใจลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกๆ ที่จะต้องทำ

ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัดในการจ้างมืออาชีพเข้ามาช่วยทำงาน ดังนั้น ผู้ที่สนใจลงทุนจึงต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการ คุณสมบัติที่สำคัญ ได้แก่ มีสุขภาพดี เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง อดทนหนักเอาเบาสู้ กระตือรือร้นสูง มีความเชื่อมั่นในตนเองแต่ต้องไม่สูงจนเกินไป สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่หนีปัญหา มีความต้องการความสำเร็จสูง มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดชอบทำสิ่งใหม่ๆ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้ากับคนได้ง่าย มีความซื่อสัตย์จริงใจ ไม่คิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น หรือเห็นแก่ตัวจนเกินไป โดยไม่คิดถึงผู้อื่น มีความรู้ในธุรกิจที่ทำและมีความรู้ความสามารถด้านการบริหารจัดการ และมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับธุรกิจ เป็นต้น ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วนก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ แต่คุณสมบัติข้างต้นจะช่วยเสริมการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

การเลือกประเภทธุรกิจที่จะลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญ บางคนที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจที่จะลงทุนมาก่อนก็ง่ายขึ้น เช่น ผู้ที่เคยเป็นพนักงานในธุรกิจที่สนใจลงทุน เคยช่วยครอบครัวหรือญาติทำธุรกิจมาก่อน เมื่อถึงเวลาก็ออกมาทำธุรกิจของตนเอง บางส่วนมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว คุ้นเคยกับผู้จำหน่ายวัตถุดิบ รู้ขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการขาย ก็ไม่ต้องศึกษามาก เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว แต่ก็อย่าประมาท เพราะขณะทำงานอาจรับผิดชอบบางส่วน หรือไม่รู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหาหรือโอกาสและอุปสรรคในการทำธุรกิจ บางครั้งก็เลยประมาท ทำให้ละเลยไม่ศึกษา ซึ่งก็พบจำนวนมาก ที่เมื่อตอนเป็นพนักงานทำธุรกิจเจริญเติบโต แต่พอมาทำเองกลับขาดทุน ก็เพราะมีหลายๆ เรื่องที่ยังไม่รู้ แต่สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนการจะหาธุรกิจที่จะทำก็เป็นเรื่องสำคัญและค่อนข้างยาก

การดูว่าจะทำธุรกิจอะไรต้องพิจารณาเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ หาดูว่าธุรกิจอะไรน่าสนใจ ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในธุรกิจที่สนใจและได้ศึกษาเบื้องต้นมาแล้วว่ามีความเป็นไปได้ในการลงทุน การจะหาว่าธุรกิจใดน่าสนใจลงทุน ผู้สนใจลงทุนควรจะมีความคิดอยู่บ้างว่าสนใจธุรกิจประเภทใด อย่างน้อยก็บอกได้ว่าสนใจธุรกิจที่เป็นการผลิตสินค้า การขายสินค้าประเภทซื้อมาขายไป หรือประเภทบริการ ก็ทำให้การเลือกประเภทธุรกิจแคบลง แต่ถ้าไม่รู้เลยว่าสนใจทำธุรกิจด้านใด ก็คงต้องศึกษาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบธุรกิจที่สนใจ ผู้สนใจลงทุนไม่ควรมุ่งแต่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจนเสียโอกาสในการศึกษาธุรกิจอื่นๆ ที่อาจจะเหมาะสมกับตนเองมากกว่า และหากเป็นไปได้ศึกษาหลายๆ ธุรกิจก่อน เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมที่สุด สำหรับข้อมูลที่ควรศึกษาในธุรกิจที่สนใจ ได้แก่ ภาวะการแข่งขัน จำนวนผู้ประกอบการ จุดอ่อนและจุดแข็งของผู้ประกอบการในปัจจุบัน โอกาสและอุปสรรคของการทำธุรกิจ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ แรงงาน ช่างเทคนิค การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี กฎหมายที่เกี่ยวข้องและเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ขนาดเงินลงทุน ราคาขาย กำไรต่อหน่วย เป็นต้น

สำหรับแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่สนใจลงทุนนั้นมีหลากหลาย ผู้สนใจลงทุนสามารถเลือกหาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งหรือหลายๆ แหล่งก็ได้ ยิ่งได้ข้อมูลยิ่งมาก ยิ่งละเอียดก็ยิ่งดี ตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่สามารถหาได้ เช่น จากหนังสือที่ปัจจุบันมีพิมพ์ขายมากมาย อ่านหาความรู้ได้ไม่ยาก เข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังมีการทำเป็น VCD ขาย รวมถึงสื่ออื่นๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร ทีวี วิทยุ เป็นต้น อีกแหล่งหนึ่งที่หาได้ง่ายและมีข้อมูลเป็นจำนวนมากก็คือ อินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถสืบค้นข้อมูลได้ง่าย และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายต่ำ และไม่ต้องเสียเวลามาก ท่านที่ไม่คุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ต ก็คงต้องอาศัยบุตรหลานหรือเพื่อนช่วยสืบค้นหาให้ นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้บริการห้องสมุดของสถาบันการศึกษา หรือของหน่วยงานราชการซึ่งหลายแห่งมีข้อมูลดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมซึ่งนอกจากจะมาหาอ่านได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้วยังสามารถอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต เพราะปัจจุบันให้บริการ e-Library แล้ว
นอกจากอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ แล้ว ขอแนะนำให้ใช้บริการที่ปรึกษา เพราะจะให้คำปรึกษาแนะนำได้ดีกว่า สามารถสอบถามข้อสงสัยต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในธุรกิจที่สนใจลงทุน ก็จะช่วยประเมินความพร้อมในการลงทุนให้ด้วย แต่ต้องได้
ที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง และกล้าที่จะพูดตรงไปตรงมา อย่างไม่เกรงใจ แต่วิธีการใช้บริการที่ปรึกษาจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหน่วยงานราชการได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษามาให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

บางคนที่สนใจทำธุรกิจและไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน ไม่รู้จะศึกษาอะไรอย่างไร ก็ขอแนะนำว่าถ้ามีเวลาก็ขอควรเข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ก็จะทำให้ได้รับความรู้พื้นฐานในการทำธุรกิจ สนใจก็สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเช่นกัน การอบรมช่วยให้เราเห็นมุมมองต่างๆ ได้ดีขึ้น ช่วยให้เราสามารถประเมินตัวเราเองและประเมินธุรกิจที่สนใจลงทุนได้ ยอมเสียเวลาดีกว่าลงทุนแล้วผิดพลาดจะเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงิน

เมื่อเลือกธุรกิจที่คิดว่าน่าสนใจและศึกษาเบื้องต้นแล้วเห็นว่ามีความเป็นไปได้ หลายๆ ท่านจะตัดสินใจลงทุนทันที ไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป ซึ่งเมื่อลงทุนทำจริง เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่รู้ ไม่คิดถึง ก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว จึงขอแนะนำว่าก่อนการลงทุนควรศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน หรือที่เรียกกันว่า “Feasibility Study” ก่อน เพื่อศึกษาในด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั้งด้านการตลาด การผลิตหรือการให้บริการ การบริหารจัดการ และประมาณการทางการเงินเพื่อดูความคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่ ผู้ลงทุนที่มีความพร้อมด้านเงินทุนก็อาจจะจ้างผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาก็ได้ ซึ่งต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินลงทุน ซึ่งปัจจุบัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะทำการศึกษาการลงทุนก่อนการลงทุน แต่สำหรับขนาดกลางและขนาดเล็กก็ยังมักจะไม่ให้ความสำคัญ แต่ขอยืนยันว่าการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากไม่มีงบประมาณจ้าง ก็ควรลองทำดู ซึ่งสามารถหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนจากหนังสือต่างๆ ที่มีการแนะนำวิธีการศึกษาไว้ การศึกษาความเป็นไปได้จะช่วยให้มีข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจ ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความผิดพลาดน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การลงทุนจะไม่มีความเสี่ยง หากศึกษาแล้วพบว่ามีความเป็นไปได้สูงก็ตาม

ในด้านเงินลงทุนก็เป็นหัวใจสำคัญ เพราะการทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและขนาดการลงทุน ดังนั้นก่อนการลงทุนจึงต้องทราบให้แน่ชัดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร เอาไปลงทุนอะไรบ้าง และมีแหล่งที่มาของเงินทุนจากแหล่งใด เช่น เงินทุนส่วนตัว เงินกู้สถาบันการเงิน เงินกู้นอกระบบ การประมาณการเงินลงทุนต้องครบถ้วน มิฉะนั้นเมื่อลงทุนไปแล้ว เกิดงบบานปลาย ไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาทำต่อให้สำเร็จ หรือบางรายลงทุนเสร็จ แต่ไม่สามารถผลิตได้ เพราะไม่ได้เผื่อเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเปรียบเหมือนเลือดในตัวเรา หากไม่มีเลือดก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ไปวันๆ โดยปกติหากมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนโดยละเอียด ก็มักจะมีรายละเอียดการลงทุน ในการหาแหล่งที่มาของเงินทุนก็เช่นกัน เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ ไม่เคยทำมาก่อน จึงไม่ควรกู้มาก เพราะการกู้เงินนอกจากมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงแล้ว ก็ยังต้องผ่อนชำระคืนเงินต้น หากผ่อนไม่ได้ก็จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เริ่มต้นธุรกิจจึงควรกู้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และที่สำคัญควรมีเงินทุนส่วนตัวสำรองไว้บ้างเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะการลงทุนมักจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ หากเอาทุกบาททุกสตางค์มาลงทุนทั้งหมด ถ้าเกิดข้อผิดพลาดก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ เว้นแต่ยังพอหยิบยืมจากพ่อแม่หรือญาติพี่น้องหรือมีทรัพย์สินพอขายเป็นเงินมาจุนเจือธุรกิจไปก่อน

มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะฝากไว้สำหรับผู้สนใจลงทุน คือ การทำแผนธุรกิจ เมื่อศึกษาโครงการและตัดสินใจลงทุนแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องเขียนแผนธุรกิจ ซึ่งการเขียนแผนธุรกิจมีหลายวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อเสนอขอกู้เงินจากธนาคาร เพื่อเสนอต่อนักลงทุนเพื่อชักชวนให้มาลงทุน หรือการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ขอให้ผู้สนใจลงทุนทุกท่านศึกษาทำความเข้าในเกี่ยวกับแผนธุรกิจให้ดี ซึ่งปัจจุบันมีหนังสือจำนวนมากที่แนะนำเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ หรือหาจากทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ หาไม่ยาก เป็นเรื่องจำเป็น จะทำให้เรามีทิศทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน สามารถจัดสรรเงินทุน จัดสรรคนได้อย่างเหมาะสม และมีเกณฑ์สำหรับประเมินการดำเนินการได้
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอย่ารีบร้อน ศึกษาให้รอบคอบ ปรึกษาผู้รู้ ก่อนการตัดสินใจลงทุน ก็จะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จสูงขึ้น

โดย  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เริ่มต้นธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

ในปัจจุบันนักศึกษาที่จบใหม่ พนักงานที่ทำงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ และข้าราชการหรือบุคลากรภาครัฐจำนวนมากที่สนใจจะมีธุรกิจของตนเอง แต่หลายๆ คนก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ และทุนรอนที่สะสมมาขณะทำงานจะหมดไป แล้วจะเดือดร้อนทั้งตนเองและครอบครัว


ในแต่ละปีจะมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจจำนวนมากที่ต้องล้มเลิกกิจการไปด้วยเหตุผลต่างๆ ที่สำคัญคือขาดทุน แข่งขันกับคู่แข่งขันไม่ได้ หรือสู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งยังไม่รวมสาเหตุอื่นๆ อีกนานัปการ เช่น การทุจริต การแตกคอกันของหุ้นส่วน เป็นต้น การต้องเลิกธุรกิจนอกจากทำให้ทุนที่สะสมมาหมดไป บางรายยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก ทั้งเงินกู้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้การค้า เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น และตามมาด้วยคดีฟ้องร้อง ต้องเสียทรัพย์สินที่ไปจำนองกับธนาคาร หรือบางรายอาจถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย หมดทั้งทรัพย์สินและเชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมานาน

ดังนั้นการจะเริ่มต้นทำธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่คิดจะทำเมื่อไหร่ก็ลงมือทำได้ทันที จำเป็นต้องศึกษาให้รอบครอบและเตรียมความพร้อมก่อนลงมือ อย่ารีบร้อนจนเกินไป ยอมเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาธุรกิจที่จะลงทุนก่อนจะดีกว่า ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เพื่อไม่ให้ลงทุนแล้วต้องขาดทุน หมดเนื้อหมดตัวและขาดความมั่นใจในการทำธุรกิจไปตลอดชีวิต
นักลงทุนทุกคน เมื่อลงทุนแล้วก็ต้องการประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น ผู้เขียนจึงขอแนะนำแนวทางสำหรับท่านที่จะเป็นนักลงทุนใหม่ในการลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ ขอให้นักลงทุนทุกท่านตระหนักไว้เสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ แต่การศึกษาอย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยง ลดความล้มเหลวในการลงทุน

การประเมินความพร้อมของผู้สนใจลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำธุรกิจ เมื่อเดินหน้าลงทุนไปแล้ว จะถอยหลังก็ลำบาก บางครั้งเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะลงทุนไปแล้ว ก็ยิ่งสร้างความลำบากใจ หลายคนชอบความสบาย ไม่ต้องการความรับผิดชอบ ไม่ชอบบริหารคน ชอบทำงานคนเดียว ไม่ชอบเอาใจใคร พอมาทำธุรกิจเข้า ก็เกิดความอึดอัด เพราะไม่ใช่ตัวตนของตน ทำไปก็ไม่มีความสุข เป็นผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต และยังบั่นทอนไม่ให้ธุรกิจเติบโต เพราะใจไม่ชอบ จึงไม่ทุ่มเท ดังนั้น การประเมินความพร้อมของผู้สนใจลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกๆ ที่จะต้องทำ

ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัดในการจ้างมืออาชีพเข้ามาช่วยทำงาน ดังนั้น ผู้ที่สนใจลงทุนจึงต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการ คุณสมบัติที่สำคัญ ได้แก่ มีสุขภาพดี เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง อดทนหนักเอาเบาสู้ กระตือรือร้นสูง มีความเชื่อมั่นในตนเองแต่ต้องไม่สูงจนเกินไป สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่หนีปัญหา มีความต้องการความสำเร็จสูง มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดชอบทำสิ่งใหม่ๆ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้ากับคนได้ง่าย มีความซื่อสัตย์จริงใจ ไม่คิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น หรือเห็นแก่ตัวจนเกินไป โดยไม่คิดถึงผู้อื่น มีความรู้ในธุรกิจที่ทำและมีความรู้ความสามารถด้านการบริหารจัดการ และมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับธุรกิจ เป็นต้น ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วนก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ แต่คุณสมบัติข้างต้นจะช่วยเสริมการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

การเลือกประเภทธุรกิจที่จะลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญ บางคนที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจที่จะลงทุนมาก่อนก็ง่ายขึ้น เช่น ผู้ที่เคยเป็นพนักงานในธุรกิจที่สนใจลงทุน เคยช่วยครอบครัวหรือญาติทำธุรกิจมาก่อน เมื่อถึงเวลาก็ออกมาทำธุรกิจของตนเอง บางส่วนมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว คุ้นเคยกับผู้จำหน่ายวัตถุดิบ รู้ขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการขาย ก็ไม่ต้องศึกษามาก เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว แต่ก็อย่าประมาท เพราะขณะทำงานอาจรับผิดชอบบางส่วน หรือไม่รู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหาหรือโอกาสและอุปสรรคในการทำธุรกิจ บางครั้งก็เลยประมาท ทำให้ละเลยไม่ศึกษา ซึ่งก็พบจำนวนมาก ที่เมื่อตอนเป็นพนักงานทำธุรกิจเจริญเติบโต แต่พอมาทำเองกลับขาดทุน ก็เพราะมีหลายๆ เรื่องที่ยังไม่รู้ แต่สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนการจะหาธุรกิจที่จะทำก็เป็นเรื่องสำคัญและค่อนข้างยาก

การดูว่าจะทำธุรกิจอะไรต้องพิจารณาเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ หาดูว่าธุรกิจอะไรน่าสนใจ ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในธุรกิจที่สนใจและได้ศึกษาเบื้องต้นมาแล้วว่ามีความเป็นไปได้ในการลงทุน การจะหาว่าธุรกิจใดน่าสนใจลงทุน ผู้สนใจลงทุนควรจะมีความคิดอยู่บ้างว่าสนใจธุรกิจประเภทใด อย่างน้อยก็บอกได้ว่าสนใจธุรกิจที่เป็นการผลิตสินค้า การขายสินค้าประเภทซื้อมาขายไป หรือประเภทบริการ ก็ทำให้การเลือกประเภทธุรกิจแคบลง แต่ถ้าไม่รู้เลยว่าสนใจทำธุรกิจด้านใด ก็คงต้องศึกษาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบธุรกิจที่สนใจ ผู้สนใจลงทุนไม่ควรมุ่งแต่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจนเสียโอกาสในการศึกษาธุรกิจอื่นๆ ที่อาจจะเหมาะสมกับตนเองมากกว่า และหากเป็นไปได้ศึกษาหลายๆ ธุรกิจก่อน เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมที่สุด สำหรับข้อมูลที่ควรศึกษาในธุรกิจที่สนใจ ได้แก่ ภาวะการแข่งขัน จำนวนผู้ประกอบการ จุดอ่อนและจุดแข็งของผู้ประกอบการในปัจจุบัน โอกาสและอุปสรรคของการทำธุรกิจ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ แรงงาน ช่างเทคนิค การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี กฎหมายที่เกี่ยวข้องและเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ขนาดเงินลงทุน ราคาขาย กำไรต่อหน่วย เป็นต้น

สำหรับแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่สนใจลงทุนนั้นมีหลากหลาย ผู้สนใจลงทุนสามารถเลือกหาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งหรือหลายๆ แหล่งก็ได้ ยิ่งได้ข้อมูลยิ่งมาก ยิ่งละเอียดก็ยิ่งดี ตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่สามารถหาได้ เช่น จากหนังสือที่ปัจจุบันมีพิมพ์ขายมากมาย อ่านหาความรู้ได้ไม่ยาก เข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังมีการทำเป็น VCD ขาย รวมถึงสื่ออื่นๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร ทีวี วิทยุ เป็นต้น อีกแหล่งหนึ่งที่หาได้ง่ายและมีข้อมูลเป็นจำนวนมากก็คือ อินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถสืบค้นข้อมูลได้ง่าย และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายต่ำ และไม่ต้องเสียเวลามาก ท่านที่ไม่คุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ต ก็คงต้องอาศัยบุตรหลานหรือเพื่อนช่วยสืบค้นหาให้ นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้บริการห้องสมุดของสถาบันการศึกษา หรือของหน่วยงานราชการซึ่งหลายแห่งมีข้อมูลดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมซึ่งนอกจากจะมาหาอ่านได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้วยังสามารถอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต เพราะปัจจุบันให้บริการ e-Library แล้ว
นอกจากอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ แล้ว ขอแนะนำให้ใช้บริการที่ปรึกษา เพราะจะให้คำปรึกษาแนะนำได้ดีกว่า สามารถสอบถามข้อสงสัยต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในธุรกิจที่สนใจลงทุน ก็จะช่วยประเมินความพร้อมในการลงทุนให้ด้วย แต่ต้องได้
ที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง และกล้าที่จะพูดตรงไปตรงมา อย่างไม่เกรงใจ แต่วิธีการใช้บริการที่ปรึกษาจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหน่วยงานราชการได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษามาให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

บางคนที่สนใจทำธุรกิจและไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน ไม่รู้จะศึกษาอะไรอย่างไร ก็ขอแนะนำว่าถ้ามีเวลาก็ขอควรเข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ก็จะทำให้ได้รับความรู้พื้นฐานในการทำธุรกิจ สนใจก็สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเช่นกัน การอบรมช่วยให้เราเห็นมุมมองต่างๆ ได้ดีขึ้น ช่วยให้เราสามารถประเมินตัวเราเองและประเมินธุรกิจที่สนใจลงทุนได้ ยอมเสียเวลาดีกว่าลงทุนแล้วผิดพลาดจะเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงิน

เมื่อเลือกธุรกิจที่คิดว่าน่าสนใจและศึกษาเบื้องต้นแล้วเห็นว่ามีความเป็นไปได้ หลายๆ ท่านจะตัดสินใจลงทุนทันที ไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป ซึ่งเมื่อลงทุนทำจริง เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่รู้ ไม่คิดถึง ก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว จึงขอแนะนำว่าก่อนการลงทุนควรศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน หรือที่เรียกกันว่า “Feasibility Study” ก่อน เพื่อศึกษาในด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั้งด้านการตลาด การผลิตหรือการให้บริการ การบริหารจัดการ และประมาณการทางการเงินเพื่อดูความคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่ ผู้ลงทุนที่มีความพร้อมด้านเงินทุนก็อาจจะจ้างผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาก็ได้ ซึ่งต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินลงทุน ซึ่งปัจจุบัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะทำการศึกษาการลงทุนก่อนการลงทุน แต่สำหรับขนาดกลางและขนาดเล็กก็ยังมักจะไม่ให้ความสำคัญ แต่ขอยืนยันว่าการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากไม่มีงบประมาณจ้าง ก็ควรลองทำดู ซึ่งสามารถหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนจากหนังสือต่างๆ ที่มีการแนะนำวิธีการศึกษาไว้ การศึกษาความเป็นไปได้จะช่วยให้มีข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจ ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความผิดพลาดน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การลงทุนจะไม่มีความเสี่ยง หากศึกษาแล้วพบว่ามีความเป็นไปได้สูงก็ตาม

ในด้านเงินลงทุนก็เป็นหัวใจสำคัญ เพราะการทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและขนาดการลงทุน ดังนั้นก่อนการลงทุนจึงต้องทราบให้แน่ชัดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร เอาไปลงทุนอะไรบ้าง และมีแหล่งที่มาของเงินทุนจากแหล่งใด เช่น เงินทุนส่วนตัว เงินกู้สถาบันการเงิน เงินกู้นอกระบบ การประมาณการเงินลงทุนต้องครบถ้วน มิฉะนั้นเมื่อลงทุนไปแล้ว เกิดงบบานปลาย ไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาทำต่อให้สำเร็จ หรือบางรายลงทุนเสร็จ แต่ไม่สามารถผลิตได้ เพราะไม่ได้เผื่อเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเปรียบเหมือนเลือดในตัวเรา หากไม่มีเลือดก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ไปวันๆ โดยปกติหากมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนโดยละเอียด ก็มักจะมีรายละเอียดการลงทุน ในการหาแหล่งที่มาของเงินทุนก็เช่นกัน เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ ไม่เคยทำมาก่อน จึงไม่ควรกู้มาก เพราะการกู้เงินนอกจากมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงแล้ว ก็ยังต้องผ่อนชำระคืนเงินต้น หากผ่อนไม่ได้ก็จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เริ่มต้นธุรกิจจึงควรกู้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และที่สำคัญควรมีเงินทุนส่วนตัวสำรองไว้บ้างเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะการลงทุนมักจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ หากเอาทุกบาททุกสตางค์มาลงทุนทั้งหมด ถ้าเกิดข้อผิดพลาดก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ เว้นแต่ยังพอหยิบยืมจากพ่อแม่หรือญาติพี่น้องหรือมีทรัพย์สินพอขายเป็นเงินมาจุนเจือธุรกิจไปก่อน

มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะฝากไว้สำหรับผู้สนใจลงทุน คือ การทำแผนธุรกิจ เมื่อศึกษาโครงการและตัดสินใจลงทุนแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องเขียนแผนธุรกิจ ซึ่งการเขียนแผนธุรกิจมีหลายวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อเสนอขอกู้เงินจากธนาคาร เพื่อเสนอต่อนักลงทุนเพื่อชักชวนให้มาลงทุน หรือการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ขอให้ผู้สนใจลงทุนทุกท่านศึกษาทำความเข้าในเกี่ยวกับแผนธุรกิจให้ดี ซึ่งปัจจุบันมีหนังสือจำนวนมากที่แนะนำเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ หรือหาจากทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ หาไม่ยาก เป็นเรื่องจำเป็น จะทำให้เรามีทิศทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน สามารถจัดสรรเงินทุน จัดสรรคนได้อย่างเหมาะสม และมีเกณฑ์สำหรับประเมินการดำเนินการได้
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอย่ารีบร้อน ศึกษาให้รอบคอบ ปรึกษาผู้รู้ ก่อนการตัดสินใจลงทุน ก็จะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จสูงขึ้น

โดย  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า






























Jewelry เครื่องประดับที่คู่กับผู้หญิง ไม่ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างไร ผลิตภัณฑ์ Jewelry ก็ยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตได้เป็นอย่างดี สำหรับประเทศไทยแล้ว ผลิตภัณฑ์ Jewelry ไม่ว่าจะทำวัสดุอะไร ก็คงเป็นงานฝีมือที่ในหลายประเทศให้การยอมรับ เฉกเช่น ผลงานการออกแบบและร้อยสร้อยหินสีธรรมชาติ ลูกปัด คริสตัลของ ชุมชนเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์




















เครื่องประดับทางร้านเน้นความอลังการ


ทั้งนี้ ใครจะเชื่อว่า หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ตะเข็บชายแดน จะมีฝีมือด้านการออกแบบและทำสร้อยหิน ลูกปัด คริสตัล จนมีชื่อเสียง โด่งดัง เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมานานหลายสิบปี มีชาวบ้านในชุมชนกว่า 1,000 ครัวเรือนมีอาชีพทำสร้อยหิน ลูกปัด ส่งขายต่างประเทศ และหนึ่งในนั้น เป็นผลงานของ “นายกวิณฑกานต์ รังสีมณีรัตน์” เจ้าของร้าน Jewelry Design By Min ตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการ 25




















“นายกวิณฑกานต์ รังสีมณีรัตน์” เจ้าของ


นายกวิณฑกานต์ เล่าว่า ที่มาของการทำเครื่องประดับจำหน่าย มาจากครอบครัว ทำงานเครื่องประดับเงินมาก่อน ตนเองเป็นรุ่นที่ 3 ซึ่งมารับช่วงต่อโดยเปลี่ยนจากการใช้วัสดุทำจากเครื่องเงิน มาเป็นหินสีธรรมชาติ ลูกปัด และคริสตัลแทน เพราะราคาไม่แพงและขายง่ายกว่า โดยผลงานการออกแบบของตนเอง เน้นความอลังการ แปลกใหม่ ไม่เหมือน ซ้ำแบบใคร ดังนั้น แน่นอนลูกค้าคนไทย ก็คงจะไม่กล้าสวมใส่เครื่องประดับในลักษณะนี้ เพราะมองว่า มันดูเว่อร์ไป ไม่เหมาะกับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เกือบ 90% เป็นชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย และลูกค้าที่ซื้อผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพราะสินค้าของเราลงขายผ่านทางเว็บไซต์ตลาดกลางอย่าง ebay และ alibaba




















ออกแบบเป้นชุด เหมาะการสวมใส่ออกงาน


สำหรับบ้านเขวาสินรินทร์ เป็นชุมชนทำเครื่องประดับ เดิมทำเครื่องเงินขายมาหลายชั่วอายุคน และด้วยพระบารมีของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระองค์ได้เสร็จไปหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อประมาณ 15-16 ปีที่ผ่านมา และพบว่าเป็นชุมชนที่นี่มีความแล้งแห้งทำการเกษตรไม่ค่อยได้ผล จึงได้นำศูนย์ศิลปาชีพเข้าไปช่วยเหลือหาอาชีพให้กับชาวบ้าน ซึ่งเดิมชุมชนทำเครื่องเงินขาย แต่เครื่องเงินเป็นวัตถุดิบที่มีราคาแพง ซึ่งชาวบ้านบางคนอาจจะมีทุนไม่พอ
ในวันนั้น มีคนนำสร้อยลูกประคำมาถวาย ทรงเห็นว่าสวยดี จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านลองออกแบบสร้อยลูกประคำ และทางศูนย์ศิลปาชีพช่วยออกแบบด้วย โดยการผสมผสานระหว่างงานลูกประคำกับเครื่องเงินออกแบบมาได้อย่างลงตัว ส่งผลให้งานลูกประคำ ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้น หลังจากทางศิลปาชีพได้ช่วยนำไปขาย เป็นจุดเริ่มต้น สร้างอาชีพการร้อยสร้อยให้กับชุมชนแห่งนี้ ซึ่งต่อมางานหินสีธรรมชาติได้รับความนิยม ชาวบ้านหันมาทำสร้อยหินสีธรรมชาติ ลูกปัดและคริสตัล
โดยพ่อค้าชาวต่างชาติ ที่ได้เห็นผลงานจากทางศูนย์ศิลปาชีพชื่นชอบ ทางศูนย์ศิลปาชีพแนะนำสถานที่ผลิต เป็นโอกาสทำให้พ่อค้าเหล่านี้ ได้ลงพื้นที่มาเจอชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านขายเครื่องประดับได้ ปัจจุบันชุมชนแหล่งนี้ เหมือนกับเป็นแหล่งผลิตเครื่องประดับหินสีธรรมชาติและลูกปัด ป้อนกับผู้ส่งออก และพ่อค้าจากต่างประเทศ รวมถึงพ่อค้าคนไทย ปัจจุบันมีพ่อค้ารายใหญ่ในพื้นที่ประมาณ 3-5 ราย ชาวบ้านส่วนใหญ่รับทำส่งให้กับพ่อค้าคนกลางเหล่านี้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อส่วนใหญ่จะผ่านพ่อค้าคนกลางเหล่านี้เช่นกันในส่วนผลงานของคุณกวิณฑกานต์ ถือว่าเป็นทั้งผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่าย โดยมีหน้าร้านเปิดขายอยู่ที่สวนจตุจักร และได้รับการคัดเลือกเป็นสินค้าโอทอปของบ้านสดอ ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นลักษณะของโอทอปเอสเอ็มอี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียว
ด้านการผลิต มีลูกจ้างประจำ ที่ได้ผ่านการฝึกจนสามารถที่จะออกแบบและขึ้นรูปออกมาเป็นชิ้นงานสำเร็จรูปได้ แต่ในส่วนของงานส่วนประกอบก่อนจะนำมาขึ้นรูปผมจะแจกจ่ายงานให้กับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านแต่ละกลุ่มก็จะมีความถนัดแตกต่างกันออกไป เราก็ต้องจ่ายงานให้ตรงกับความถนัดของแต่ละคน ในส่วนของพนักงานประจำก็เช่นกัน เขาก็มีความถนัดแตกต่างกันออกไป
สำหรับในส่วนของวัตถุดิบ ปัจจุบันนำเข้ามาจากประเทศจีน เพราะบางชิ้นและเป็นส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้หินสีธรรมชาติแท้ เพราะมีราคาแพงและเริ่มหายาก เปลี่ยนมาเป็นหินสังเคราะห์นำเข้ามาจากประเทศจีน ลูกค้า ชาวต่างชาติไม่ได้ติดใจในเรื่องของวัตถุดิบว่าต้องเป็นของแท้ แต่ขอให้ทำออกมาสวย และเหมือนจริงมากกว่า เวลานำไปใส่ก็จะต้องโดดเด่น ลูกค้าจะให้ความสำคัญตรงนี้มากกว่า ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ ต่างจากคนไทยที่ต้องเป็นหินสีธรรมชาติแท้ ซึ่งราคาแพง เพราะคนไทยอาจจะซื้อเพราะความเชื่อในเรื่องของพลังหิน มากกว่าการซื้อเพราะความสวยงาม อลังการ
ส่วนราคาขาย ตั้งราคาไม่แพงมากเริ่มต้นที่ 400 บาทไปจนถึง 2,000 บาท เมื่อพอตีเป็นเงินดอลล่าร์เส้นหนึ่งก็ไม่กี่เหรียญลูกค้าชอบตรงที่ราคาถูก และงานสวยฝีมือดีมากกว่า ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ งานทำเครื่องประดับของบ้านเขวาสินรินทร์ได้รับความนิยมในต่างประเทศ ส่วนรูปแบบต้องดูว่า ในช่วงฤดูนั้น ต้องการเทรนด์สีแบบไหน ก็เลือกหินในสีแบบนั้น ส่วนรูปแบบบางครั้งจินตนาการขึ้นมาเอง และดูแบบในต่างประเทศและนำมาปรับบ้าง

เนื้อหาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

สร้อยหินสี "บ้านเขวาสินรินทร์" เครื่องประดับโอทอปโกอินเตอร์































Jewelry เครื่องประดับที่คู่กับผู้หญิง ไม่ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างไร ผลิตภัณฑ์ Jewelry ก็ยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตได้เป็นอย่างดี สำหรับประเทศไทยแล้ว ผลิตภัณฑ์ Jewelry ไม่ว่าจะทำวัสดุอะไร ก็คงเป็นงานฝีมือที่ในหลายประเทศให้การยอมรับ เฉกเช่น ผลงานการออกแบบและร้อยสร้อยหินสีธรรมชาติ ลูกปัด คริสตัลของ ชุมชนเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์




















เครื่องประดับทางร้านเน้นความอลังการ


ทั้งนี้ ใครจะเชื่อว่า หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ตะเข็บชายแดน จะมีฝีมือด้านการออกแบบและทำสร้อยหิน ลูกปัด คริสตัล จนมีชื่อเสียง โด่งดัง เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมานานหลายสิบปี มีชาวบ้านในชุมชนกว่า 1,000 ครัวเรือนมีอาชีพทำสร้อยหิน ลูกปัด ส่งขายต่างประเทศ และหนึ่งในนั้น เป็นผลงานของ “นายกวิณฑกานต์ รังสีมณีรัตน์” เจ้าของร้าน Jewelry Design By Min ตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการ 25




















“นายกวิณฑกานต์ รังสีมณีรัตน์” เจ้าของ


นายกวิณฑกานต์ เล่าว่า ที่มาของการทำเครื่องประดับจำหน่าย มาจากครอบครัว ทำงานเครื่องประดับเงินมาก่อน ตนเองเป็นรุ่นที่ 3 ซึ่งมารับช่วงต่อโดยเปลี่ยนจากการใช้วัสดุทำจากเครื่องเงิน มาเป็นหินสีธรรมชาติ ลูกปัด และคริสตัลแทน เพราะราคาไม่แพงและขายง่ายกว่า โดยผลงานการออกแบบของตนเอง เน้นความอลังการ แปลกใหม่ ไม่เหมือน ซ้ำแบบใคร ดังนั้น แน่นอนลูกค้าคนไทย ก็คงจะไม่กล้าสวมใส่เครื่องประดับในลักษณะนี้ เพราะมองว่า มันดูเว่อร์ไป ไม่เหมาะกับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เกือบ 90% เป็นชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย และลูกค้าที่ซื้อผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพราะสินค้าของเราลงขายผ่านทางเว็บไซต์ตลาดกลางอย่าง ebay และ alibaba




















ออกแบบเป้นชุด เหมาะการสวมใส่ออกงาน


สำหรับบ้านเขวาสินรินทร์ เป็นชุมชนทำเครื่องประดับ เดิมทำเครื่องเงินขายมาหลายชั่วอายุคน และด้วยพระบารมีของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระองค์ได้เสร็จไปหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อประมาณ 15-16 ปีที่ผ่านมา และพบว่าเป็นชุมชนที่นี่มีความแล้งแห้งทำการเกษตรไม่ค่อยได้ผล จึงได้นำศูนย์ศิลปาชีพเข้าไปช่วยเหลือหาอาชีพให้กับชาวบ้าน ซึ่งเดิมชุมชนทำเครื่องเงินขาย แต่เครื่องเงินเป็นวัตถุดิบที่มีราคาแพง ซึ่งชาวบ้านบางคนอาจจะมีทุนไม่พอ
ในวันนั้น มีคนนำสร้อยลูกประคำมาถวาย ทรงเห็นว่าสวยดี จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านลองออกแบบสร้อยลูกประคำ และทางศูนย์ศิลปาชีพช่วยออกแบบด้วย โดยการผสมผสานระหว่างงานลูกประคำกับเครื่องเงินออกแบบมาได้อย่างลงตัว ส่งผลให้งานลูกประคำ ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้น หลังจากทางศิลปาชีพได้ช่วยนำไปขาย เป็นจุดเริ่มต้น สร้างอาชีพการร้อยสร้อยให้กับชุมชนแห่งนี้ ซึ่งต่อมางานหินสีธรรมชาติได้รับความนิยม ชาวบ้านหันมาทำสร้อยหินสีธรรมชาติ ลูกปัดและคริสตัล
โดยพ่อค้าชาวต่างชาติ ที่ได้เห็นผลงานจากทางศูนย์ศิลปาชีพชื่นชอบ ทางศูนย์ศิลปาชีพแนะนำสถานที่ผลิต เป็นโอกาสทำให้พ่อค้าเหล่านี้ ได้ลงพื้นที่มาเจอชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านขายเครื่องประดับได้ ปัจจุบันชุมชนแหล่งนี้ เหมือนกับเป็นแหล่งผลิตเครื่องประดับหินสีธรรมชาติและลูกปัด ป้อนกับผู้ส่งออก และพ่อค้าจากต่างประเทศ รวมถึงพ่อค้าคนไทย ปัจจุบันมีพ่อค้ารายใหญ่ในพื้นที่ประมาณ 3-5 ราย ชาวบ้านส่วนใหญ่รับทำส่งให้กับพ่อค้าคนกลางเหล่านี้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อส่วนใหญ่จะผ่านพ่อค้าคนกลางเหล่านี้เช่นกันในส่วนผลงานของคุณกวิณฑกานต์ ถือว่าเป็นทั้งผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่าย โดยมีหน้าร้านเปิดขายอยู่ที่สวนจตุจักร และได้รับการคัดเลือกเป็นสินค้าโอทอปของบ้านสดอ ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นลักษณะของโอทอปเอสเอ็มอี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียว
ด้านการผลิต มีลูกจ้างประจำ ที่ได้ผ่านการฝึกจนสามารถที่จะออกแบบและขึ้นรูปออกมาเป็นชิ้นงานสำเร็จรูปได้ แต่ในส่วนของงานส่วนประกอบก่อนจะนำมาขึ้นรูปผมจะแจกจ่ายงานให้กับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านแต่ละกลุ่มก็จะมีความถนัดแตกต่างกันออกไป เราก็ต้องจ่ายงานให้ตรงกับความถนัดของแต่ละคน ในส่วนของพนักงานประจำก็เช่นกัน เขาก็มีความถนัดแตกต่างกันออกไป
สำหรับในส่วนของวัตถุดิบ ปัจจุบันนำเข้ามาจากประเทศจีน เพราะบางชิ้นและเป็นส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้หินสีธรรมชาติแท้ เพราะมีราคาแพงและเริ่มหายาก เปลี่ยนมาเป็นหินสังเคราะห์นำเข้ามาจากประเทศจีน ลูกค้า ชาวต่างชาติไม่ได้ติดใจในเรื่องของวัตถุดิบว่าต้องเป็นของแท้ แต่ขอให้ทำออกมาสวย และเหมือนจริงมากกว่า เวลานำไปใส่ก็จะต้องโดดเด่น ลูกค้าจะให้ความสำคัญตรงนี้มากกว่า ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ ต่างจากคนไทยที่ต้องเป็นหินสีธรรมชาติแท้ ซึ่งราคาแพง เพราะคนไทยอาจจะซื้อเพราะความเชื่อในเรื่องของพลังหิน มากกว่าการซื้อเพราะความสวยงาม อลังการ
ส่วนราคาขาย ตั้งราคาไม่แพงมากเริ่มต้นที่ 400 บาทไปจนถึง 2,000 บาท เมื่อพอตีเป็นเงินดอลล่าร์เส้นหนึ่งก็ไม่กี่เหรียญลูกค้าชอบตรงที่ราคาถูก และงานสวยฝีมือดีมากกว่า ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ งานทำเครื่องประดับของบ้านเขวาสินรินทร์ได้รับความนิยมในต่างประเทศ ส่วนรูปแบบต้องดูว่า ในช่วงฤดูนั้น ต้องการเทรนด์สีแบบไหน ก็เลือกหินในสีแบบนั้น ส่วนรูปแบบบางครั้งจินตนาการขึ้นมาเอง และดูแบบในต่างประเทศและนำมาปรับบ้าง

เนื้อหาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

3/05/2555

การเริ่มต้นทำธุรกิจในปีแรกนั้น ถือว่าเป็นการท้าทายผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างมาก เนื่องจาก เป็นการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ และเป็นครั้งแรกสู่การประลองการแข่งขันในธุรกิจ ด้วยความมุ่งหวังที่ว่าธุรกิจจะต้องไปได้ด้วยดีและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

แต่มันคงไม่ง่ายเช่นนั้น เนื่องจาก ในโลกของความเป็นจริงยังมีปัจจัยต่างๆ ที่พร้อมจะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้เราต้องหาทางแก้ไขหรือปรับปรุงธุรกิจให้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นแล้ว ธุรกิจอาจถึงทางตันและจบลงเร็วกว่าที่คิด เพราะฉะนั้น จงตระหนักไว้เสมอว่า ธุรกิจพร้อมที่จะเกิดข้อผิดพลาดและลบเหลวได้เสมอ หาก SMEs มองข้ามความสำคัญของแง่มุมบางอย่างผิดพลาดไป SMEs สามารถก้าวข้ามผ่านข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ หากเข้าใจก้าวพลาดในการเริ่มต้นธุรกิจ และนี่คือคำแนะนำที่จะทำให้ ธุรกิจ SMEs เกิดใหม่ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ควรเลือกเดินทางไปทางนั้น

ก้าวที่พลาด 1        ดำเนินธุรกิจโดยไม่รู้ทิศทาง

ก้าวที่พลาด 2        กำหนดราคาต่ำจนเกินไป เพื่อหวังยอดขายสูง

ก้าวที่พลาด 3        ทำธุรกิจเพียงเพราะอยากลองทำดู

ก้าวที่พลาด 4        การไม่รู้ว่าตลาดที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

ก้าวที่พลาด 5        ใช้เงินทุนอย่างไม่มีแบบแผน

ก้าวที่พลาด 6        การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่เลื่อนลอย

ก้าวที่พลาด 7        มองข้ามความสำคัญของคนใกล้ตัว

และนี่คือคำแนะนำ ที่อาจจะมีส่วนช่วยให้ SMEs เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและมีความรอบครอบในการที่จะมอง ก้าวที่พลาด ที่อาจจะทำให้คุณมองข้ามแล้วเป็นเหตุให้ต้องมาเสียใจภายหลัง

โดย  SMEs Plannet

7 ก้าวที่พลาดใน การเริ่มต้นธุรกิจ ของ SMEs

การเริ่มต้นทำธุรกิจในปีแรกนั้น ถือว่าเป็นการท้าทายผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างมาก เนื่องจาก เป็นการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ และเป็นครั้งแรกสู่การประลองการแข่งขันในธุรกิจ ด้วยความมุ่งหวังที่ว่าธุรกิจจะต้องไปได้ด้วยดีและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

แต่มันคงไม่ง่ายเช่นนั้น เนื่องจาก ในโลกของความเป็นจริงยังมีปัจจัยต่างๆ ที่พร้อมจะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้เราต้องหาทางแก้ไขหรือปรับปรุงธุรกิจให้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นแล้ว ธุรกิจอาจถึงทางตันและจบลงเร็วกว่าที่คิด เพราะฉะนั้น จงตระหนักไว้เสมอว่า ธุรกิจพร้อมที่จะเกิดข้อผิดพลาดและลบเหลวได้เสมอ หาก SMEs มองข้ามความสำคัญของแง่มุมบางอย่างผิดพลาดไป SMEs สามารถก้าวข้ามผ่านข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ หากเข้าใจก้าวพลาดในการเริ่มต้นธุรกิจ และนี่คือคำแนะนำที่จะทำให้ ธุรกิจ SMEs เกิดใหม่ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ควรเลือกเดินทางไปทางนั้น

ก้าวที่พลาด 1        ดำเนินธุรกิจโดยไม่รู้ทิศทาง

ก้าวที่พลาด 2        กำหนดราคาต่ำจนเกินไป เพื่อหวังยอดขายสูง

ก้าวที่พลาด 3        ทำธุรกิจเพียงเพราะอยากลองทำดู

ก้าวที่พลาด 4        การไม่รู้ว่าตลาดที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

ก้าวที่พลาด 5        ใช้เงินทุนอย่างไม่มีแบบแผน

ก้าวที่พลาด 6        การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่เลื่อนลอย

ก้าวที่พลาด 7        มองข้ามความสำคัญของคนใกล้ตัว

และนี่คือคำแนะนำ ที่อาจจะมีส่วนช่วยให้ SMEs เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและมีความรอบครอบในการที่จะมอง ก้าวที่พลาด ที่อาจจะทำให้คุณมองข้ามแล้วเป็นเหตุให้ต้องมาเสียใจภายหลัง

โดย  SMEs Plannet






























       บ่อยครั้งที่สินค้าในชุมชนจะผลิตออกมาคล้ายๆ กัน จากการเรียนรู้กรรมวิธีการผลิตที่หาไม่ยากนัก ทำให้โอกาสการเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์ใหม่ในชุมชนน้อยลง แต่หากสามารถต่อยอดรูปแบบใหม่จากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมก็คงสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ “หมวกคาวบอย ตราหัวม้า” คิดนอกกรอบออกแบบชุดนักรบ และหมวกอัศวิน เพิ่มรายได้จากการขายหมวกคาวบอยไม่น้อย




















หมวกคาวบอยขายใบละ 100 บาท


ลำดวน ครูกระชัง และเอนก พลจันทึก สองสามีภรรยา ผู้เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจหมวกคาวบอย แบรนด์หัวม้า จ.นครราชสีมา เล่าว่า เดิมครอบครัวไม่ได้ประกอบอาชีพการผลิตหมวกคาวบอยมาก่อน แต่คนในชุมชนมีการผลิตอยู่บ้าง ต่อมาคุณยายของลำดวน สนใจในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงตัดสินใจไปเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตจากคนรู้จัก โดยเรียนการทำหมวกคาวบอยจากแผ่นยางพารา เมื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตขั้นพื้นฐานทุกขั้นตอน ก็มาถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกหลานหวังให้นำไปประกอบอาชีพและมีรายได้เสริมต่อไป











หากย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ช่วงบุกเบิกธุรกิจรูปแบบของหมวกคาวบอยไม่แตกต่างจากตามท้องตลาดทั่วไปมากนัก รวมถึงการเจาะลวดลายด้านข้างของหมวกยังเป็นลายแมงมุมที่คุณยายได้ไปเรียนรู้มา โดยเป็นงานเจาะมือเพื่อขึ้นลวดลายทั้งสิ้น จนกระทั้งเอนกผู้เป็นหลานเขย ได้รับคำแนะนำจากภาครัฐฯ ให้สร้างตราสินค้าของตนเอง ซึ่งต้องเริ่มจากการคิดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสื่อถึงตราสินค้าด้วย สุดท้ายกลายมาเป็นลายหัวม้า ที่สื่อถึงความเป็นคาวบอย และเป็นที่มาของแบรนด์ “หัวม้า” ในที่สุด




















ชุดนักรบถูกใจเด็กๆ


“เราก็เหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ต้องการผลิตหมวกคาวบอยเพื่อจำหน่าย หวังเป็นรายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัว แต่เมื่อหน่วยงานจากภาครัฐฯ คือ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาให้คำแนะนำในการพัฒนาธุรกิจ ทำให้เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น จากการสร้างแบรนด์ให้เกิดการจดจำจากลูกค้า และให้นำสินค้าเข้าสู่กระบวนการคัดสรรเป็นสินค้าโอทอปในปี 2553 ได้มาเพียง 3 ดาว ต่อมาในปี 2554 ที่ผ่านมาได้ 4 ดาว จากการพัฒนาฝีมือการผลิตขึ้น”











เมื่อการผลิตหมวกคาวบอยอยู่ตัว ประกอบกับเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น ทำให้อเนก ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าใหม่เพื่อให้อยู่รอดในการทำตลาด โดยทำหมวกนักรบพระเจ้าตาก และพระนเรศวร ออกมาสร้างความฮือฮาให้แก่ลูกค้าเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลตอบรับดีมาก ทั้งหมวกสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ และขนาดใหญ่มากที่ต้องสั่งทำเป็นพิเศษ ลูกค้านิยมนำทำเป็นร่มตามโรงแรมและรีสอร์ท เพื่อสร้างสีสันให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน

“หลังจากมีผู้ประกอบการหลายรายทำหมวกคาวบอยกันมากขึ้น โดยขายบริเวณริมถนน จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าไปยังจังหวัดชัยภูมิ ทำให้เราคิดออกแบบหมวกใหม่ๆ ไม่ซ้ำใคร ก็นึกถึงหมวกนักรบสมัยโบราณของไทยๆ เนื่องจากยังไม่มีใครทำขาย ซึ่งสินค้าต้นแบบที่กำลังผลิตอยู่นั้นมีลูกค้าเข้ามาถามหาหมวกรูปแบบแปลกใหม่ เราจึงนำเสนอหมวกนักรบไปทั้งที่ยังทำไม่เสร็จ แต่เมื่อลูกค้าสนใจและสั่งจองทันทีทำให้เชื่อมั่นว่าหมวกนักรบจะทำตลาดได้ไม่แพ้หมวกคาวบอยที่ลูกค้าคุ้นเคยแล้ว” 




















หมวกนักรบสินค้าขายดี


ปัจจุบันหมวกนักรบมีกว่า 10 แบบ ทั้งสีดำ สีแดงสดใส ต่อมาพัฒนาเป็นชุดนักรบ หลังจากมีลูกค้าเรียกร้องและแนะนำว่าน่าจะผลิตให้ครบชุด ที่นอกจากเด็กๆ จะนำไปใส่เล่นแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในการแสดงหรือการจัดงานอีเวนต์ได้อีกด้วย ทำให้อเนก ผลิตชุดนักรบออกมาจำหน่ายในราคาชุดละ 750 บาท หมวกนักรบ 150-200 บาท และหมวกคาวบอยเพียง 100 บาทเท่านั้น 











ล่าสุดสินค้าแบรนด์หัวม้า ยังไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาสินค้าในรูปแบบแปลกใหม่ เพราะเชื่อว่าการจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดต้องสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งด้วยการดีไซน์ จึงส่งหมวดอัศวินที่เน้นสีสัน พร้อมหน้ากากด้านหน้าขยับขึ้นลงได้ ส่วนด้านหลังออกแบบเป็นลายไฟ และหัวหนาม เอาใจกลุ่มลูกค้าเด็กโดยเฉพาะ รวมถึงตามโรงเรียนต่างๆ มักสั่งซื้อไปจัดการแสดงของเด็กๆ อีกด้วย




















หมวกอัศวินแบบหัวหนาม


สำหรับกระบวนการผลิตนั้นเป็นกลุ่มชาวบ้านทั้งสิ้นที่พัฒนาฝีมือเรื่อยมา ส่วนใหญ่ผลิตในจำนวนให้เพียงพอต่อการจำหน่ายในปัจจุบัน แต่หากมีการสั่งออร์เดอร์ล็อตใหญ่จำนวน 100 ใบ ต้องใช้เวลาผลิตประมาณ 10 วัน โดยยอดขายและกำไรไม่ได้หวือหวานักแต่ก็ทำให้ชาวบ้านอยู่รอดได้มีรายหล่อเลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยอนาคตจะออกแบบหมวกแปลกใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

















หมวกอัศวินด้านหลังเป็นลายไฟ



สนใจติดต่อกลุ่มทำหมวกจากยางพาราและพรมสักราช เลขที่ 6 หมู่ 7 ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาโทร. 08-7963-2734

ที่มา  : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

'หมวกนักรบ' ไอเดียโอทอป เพิ่มค่ายางพาราขายความต่าง































       บ่อยครั้งที่สินค้าในชุมชนจะผลิตออกมาคล้ายๆ กัน จากการเรียนรู้กรรมวิธีการผลิตที่หาไม่ยากนัก ทำให้โอกาสการเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์ใหม่ในชุมชนน้อยลง แต่หากสามารถต่อยอดรูปแบบใหม่จากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมก็คงสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ “หมวกคาวบอย ตราหัวม้า” คิดนอกกรอบออกแบบชุดนักรบ และหมวกอัศวิน เพิ่มรายได้จากการขายหมวกคาวบอยไม่น้อย




















หมวกคาวบอยขายใบละ 100 บาท


ลำดวน ครูกระชัง และเอนก พลจันทึก สองสามีภรรยา ผู้เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจหมวกคาวบอย แบรนด์หัวม้า จ.นครราชสีมา เล่าว่า เดิมครอบครัวไม่ได้ประกอบอาชีพการผลิตหมวกคาวบอยมาก่อน แต่คนในชุมชนมีการผลิตอยู่บ้าง ต่อมาคุณยายของลำดวน สนใจในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงตัดสินใจไปเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตจากคนรู้จัก โดยเรียนการทำหมวกคาวบอยจากแผ่นยางพารา เมื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตขั้นพื้นฐานทุกขั้นตอน ก็มาถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกหลานหวังให้นำไปประกอบอาชีพและมีรายได้เสริมต่อไป











หากย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ช่วงบุกเบิกธุรกิจรูปแบบของหมวกคาวบอยไม่แตกต่างจากตามท้องตลาดทั่วไปมากนัก รวมถึงการเจาะลวดลายด้านข้างของหมวกยังเป็นลายแมงมุมที่คุณยายได้ไปเรียนรู้มา โดยเป็นงานเจาะมือเพื่อขึ้นลวดลายทั้งสิ้น จนกระทั้งเอนกผู้เป็นหลานเขย ได้รับคำแนะนำจากภาครัฐฯ ให้สร้างตราสินค้าของตนเอง ซึ่งต้องเริ่มจากการคิดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสื่อถึงตราสินค้าด้วย สุดท้ายกลายมาเป็นลายหัวม้า ที่สื่อถึงความเป็นคาวบอย และเป็นที่มาของแบรนด์ “หัวม้า” ในที่สุด




















ชุดนักรบถูกใจเด็กๆ


“เราก็เหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ต้องการผลิตหมวกคาวบอยเพื่อจำหน่าย หวังเป็นรายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัว แต่เมื่อหน่วยงานจากภาครัฐฯ คือ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาให้คำแนะนำในการพัฒนาธุรกิจ ทำให้เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น จากการสร้างแบรนด์ให้เกิดการจดจำจากลูกค้า และให้นำสินค้าเข้าสู่กระบวนการคัดสรรเป็นสินค้าโอทอปในปี 2553 ได้มาเพียง 3 ดาว ต่อมาในปี 2554 ที่ผ่านมาได้ 4 ดาว จากการพัฒนาฝีมือการผลิตขึ้น”











เมื่อการผลิตหมวกคาวบอยอยู่ตัว ประกอบกับเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น ทำให้อเนก ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าใหม่เพื่อให้อยู่รอดในการทำตลาด โดยทำหมวกนักรบพระเจ้าตาก และพระนเรศวร ออกมาสร้างความฮือฮาให้แก่ลูกค้าเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลตอบรับดีมาก ทั้งหมวกสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ และขนาดใหญ่มากที่ต้องสั่งทำเป็นพิเศษ ลูกค้านิยมนำทำเป็นร่มตามโรงแรมและรีสอร์ท เพื่อสร้างสีสันให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน

“หลังจากมีผู้ประกอบการหลายรายทำหมวกคาวบอยกันมากขึ้น โดยขายบริเวณริมถนน จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าไปยังจังหวัดชัยภูมิ ทำให้เราคิดออกแบบหมวกใหม่ๆ ไม่ซ้ำใคร ก็นึกถึงหมวกนักรบสมัยโบราณของไทยๆ เนื่องจากยังไม่มีใครทำขาย ซึ่งสินค้าต้นแบบที่กำลังผลิตอยู่นั้นมีลูกค้าเข้ามาถามหาหมวกรูปแบบแปลกใหม่ เราจึงนำเสนอหมวกนักรบไปทั้งที่ยังทำไม่เสร็จ แต่เมื่อลูกค้าสนใจและสั่งจองทันทีทำให้เชื่อมั่นว่าหมวกนักรบจะทำตลาดได้ไม่แพ้หมวกคาวบอยที่ลูกค้าคุ้นเคยแล้ว” 




















หมวกนักรบสินค้าขายดี


ปัจจุบันหมวกนักรบมีกว่า 10 แบบ ทั้งสีดำ สีแดงสดใส ต่อมาพัฒนาเป็นชุดนักรบ หลังจากมีลูกค้าเรียกร้องและแนะนำว่าน่าจะผลิตให้ครบชุด ที่นอกจากเด็กๆ จะนำไปใส่เล่นแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในการแสดงหรือการจัดงานอีเวนต์ได้อีกด้วย ทำให้อเนก ผลิตชุดนักรบออกมาจำหน่ายในราคาชุดละ 750 บาท หมวกนักรบ 150-200 บาท และหมวกคาวบอยเพียง 100 บาทเท่านั้น 











ล่าสุดสินค้าแบรนด์หัวม้า ยังไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาสินค้าในรูปแบบแปลกใหม่ เพราะเชื่อว่าการจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดต้องสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งด้วยการดีไซน์ จึงส่งหมวดอัศวินที่เน้นสีสัน พร้อมหน้ากากด้านหน้าขยับขึ้นลงได้ ส่วนด้านหลังออกแบบเป็นลายไฟ และหัวหนาม เอาใจกลุ่มลูกค้าเด็กโดยเฉพาะ รวมถึงตามโรงเรียนต่างๆ มักสั่งซื้อไปจัดการแสดงของเด็กๆ อีกด้วย




















หมวกอัศวินแบบหัวหนาม


สำหรับกระบวนการผลิตนั้นเป็นกลุ่มชาวบ้านทั้งสิ้นที่พัฒนาฝีมือเรื่อยมา ส่วนใหญ่ผลิตในจำนวนให้เพียงพอต่อการจำหน่ายในปัจจุบัน แต่หากมีการสั่งออร์เดอร์ล็อตใหญ่จำนวน 100 ใบ ต้องใช้เวลาผลิตประมาณ 10 วัน โดยยอดขายและกำไรไม่ได้หวือหวานักแต่ก็ทำให้ชาวบ้านอยู่รอดได้มีรายหล่อเลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยอนาคตจะออกแบบหมวกแปลกใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

















หมวกอัศวินด้านหลังเป็นลายไฟ



สนใจติดต่อกลุ่มทำหมวกจากยางพาราและพรมสักราช เลขที่ 6 หมู่ 7 ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาโทร. 08-7963-2734

ที่มา  : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

รับเขียนแผนการตลาด รับทำแผนธุรกิจ รับเขียนแผนธุรกิจ บริการเีขียนแผนธุรกิจทุกประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม SMEs เอสเอ็มอี Franchise แฟรนไชส์

3/04/2555

พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ในปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับราคาขาย โดยเฉพาะในช่วงที่ข้าวยากหมากแพง การจับจ่ายของประชาชนจึงต้องเน้นเรื่องความประหยัด

เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจทำให้ หลายคนเข้าใจว่าสินค้าที่มีราคาถูกน่าจะขายดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างแพง หาเป็นเช่นนั้นไม่ ! เพราะในอดีตที่ผ่านมา สถานการณ์ที่ทำให้ลูกค้าประหยัดไม่ได้ส่งผลกระทบให้สินค้าฟุ่มเฟือย รวมทั้งสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มราคา ถูกต้องปิดกิจการไปแต่อย่างใด

นั่น หมายความว่าทั้งสินค้าราคาถูกและสินค้าราคาแพงก็สามารถพิชิตใจลูกค้าได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ต่างๆ ที่มีส่วนทำให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อ ดังนั้นผู้ประกอบการที่กำลังมีปัญหาเรื่องยอดขายก็อย่ามัวแต่นั่งรอนอนรอ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกต่อไป แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นในอนาคตก็ตาม หากผลิตภัณฑ์และการให้บริการไม่ได้มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการซื้อ รวมทั้งไม่ได้คิดกลยุทธ์ทำให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อแม้แต่น้อย ดิฉันเชื่อว่าโอกาสในการขายก็แทบจะไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การลดราคาขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับธุรกิจนั้น ไม่สามารถทำได้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญหากลดเยอะๆ และบ่อยๆ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และอาจไม่สร้างความน่าสนใจ

เหมือนกับการลด ราคาในช่วงเทศกาลต่างๆ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องลดราคาบ่อยๆ แม้ว่าราคาที่ถูกลงจะช่วยผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นก็ตาม แต่หากจำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อด้วยราคาที่ถูกลง ก็ต้องลดราคาอย่างมีกลยุทธ์

  • ส่วนลดเฉพาะสมาชิก ผู้ประกอบการสามารถนำเอาระบบสมาชิกเข้ามาใช้ในกิจกรรมการลดราคา การทำให้ลูกค้าเห็นความสำคัญและได้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิก จะช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำ เช่น ได้ลด 10% เมื่อแสดงบัตรสมาชิก วิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้าทั่วไปที่ต้องการได้รับส่วนลดให้ความสนใจไม่น้อยเลย ทีเดียว แต่การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาว่า สินค้าและบริการของตนเองนั้นเหมาะสำหรับการเก็บค่าสมาชิกรายปี หรือในลักษณะสมัครสมาชิกฟรี ทั้งนี้ดิฉันคิดว่าน่าจะขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ รวมทั้งลักษณะของธุรกิจ เช่น สถานออกกำลังกายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสมาชิกรายปี เป็นต้น



  • ส่วนลดแบบมีเงื่อนไข การประกาศลดราคาอย่างหน้าตาเฉยอาจไม่สร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งการลดราคาสินค้าบางประเภทอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภค ทางออกของเรื่องนี้ผู้ประกอบการสามารถประกาศลดราคาสินค้าเฉพาะรายการ และมีเงื่อนไขในการลดราคา เช่น เมื่อซื้อสินค้าครบตามจำนวนที่กำหนดแล้วได้รับสิทธิพิเศษเป็นส่วนลดสำหรับ ซื้อสินค้าประเภทอื่น หรือเมื่อซื้อสินค้า A แล้วมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดเมื่อซื้อสินค้า B เป็นต้น การลดราคาอย่างนี้จะทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าและเสียดายโอกาสหากไม่ตัดสินใจ ซื้อ เป็นต้น



  • ส่วนลดราคาตามเวลาที่กำหนด การกำหนดเวลาเพื่อลดราคาขายนั้นผู้ประกอบการที่นำมาใช้จะต้องคำนึงถึงความ เหมาะสม เนื่องจากบางธุรกิจอาจไม่สามารถนำเอาเรื่องเวลามาใช้ในการลดราคาได้ ยกเว้นธุรกิจที่ต้องการกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการในช่วงที่มีลูกค้า น้อย เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ฯลฯ


เคย เห็นห้างสรรพสินค้าบางแห่งลดราคาอาหารสำเร็จรูปที่แพ็กใส่กล่องในเวลาที่ ห้างใกล้ปิด หรือร้านเบเกอร์รี่ที่ลดราคาขายก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะหมดอายุ รวมทั้งร้านอาหารจะลดราคาพิเศษสำหรับผู้มาใช้บริการในช่วงที่ลูกค้าน้อย ฯลฯ ลดแบบนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยใช่หรือไม่

ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่ สามารถกระตุ้นยอดขายด้วยการลดราคา แต่ผู้ประกอบการต้องดูความเหมาะสมด้านต่างๆ เพื่อให้ ลูกค้ารับรู้ได้ว่าจ่ายน้อยลงแล้วได้สินค้าที่มีคุณภาพเช่นเดิม ! ที่สำคัญจะต้องใช้กลยุทธ์เพื่อให้ลูกค้าเห็นคุณค่าของการลดราคา

ที่มา : smesplannet.com

เนื้อหาโดย  ประชาชาติธุรกิจ

ลดราคาอย่างมีกลยุทธ์

พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ในปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับราคาขาย โดยเฉพาะในช่วงที่ข้าวยากหมากแพง การจับจ่ายของประชาชนจึงต้องเน้นเรื่องความประหยัด

เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจทำให้ หลายคนเข้าใจว่าสินค้าที่มีราคาถูกน่าจะขายดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างแพง หาเป็นเช่นนั้นไม่ ! เพราะในอดีตที่ผ่านมา สถานการณ์ที่ทำให้ลูกค้าประหยัดไม่ได้ส่งผลกระทบให้สินค้าฟุ่มเฟือย รวมทั้งสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มราคา ถูกต้องปิดกิจการไปแต่อย่างใด

นั่น หมายความว่าทั้งสินค้าราคาถูกและสินค้าราคาแพงก็สามารถพิชิตใจลูกค้าได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ต่างๆ ที่มีส่วนทำให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อ ดังนั้นผู้ประกอบการที่กำลังมีปัญหาเรื่องยอดขายก็อย่ามัวแต่นั่งรอนอนรอ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกต่อไป แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นในอนาคตก็ตาม หากผลิตภัณฑ์และการให้บริการไม่ได้มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการซื้อ รวมทั้งไม่ได้คิดกลยุทธ์ทำให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อแม้แต่น้อย ดิฉันเชื่อว่าโอกาสในการขายก็แทบจะไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การลดราคาขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับธุรกิจนั้น ไม่สามารถทำได้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญหากลดเยอะๆ และบ่อยๆ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และอาจไม่สร้างความน่าสนใจ

เหมือนกับการลด ราคาในช่วงเทศกาลต่างๆ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องลดราคาบ่อยๆ แม้ว่าราคาที่ถูกลงจะช่วยผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นก็ตาม แต่หากจำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อด้วยราคาที่ถูกลง ก็ต้องลดราคาอย่างมีกลยุทธ์

  • ส่วนลดเฉพาะสมาชิก ผู้ประกอบการสามารถนำเอาระบบสมาชิกเข้ามาใช้ในกิจกรรมการลดราคา การทำให้ลูกค้าเห็นความสำคัญและได้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิก จะช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำ เช่น ได้ลด 10% เมื่อแสดงบัตรสมาชิก วิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้าทั่วไปที่ต้องการได้รับส่วนลดให้ความสนใจไม่น้อยเลย ทีเดียว แต่การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาว่า สินค้าและบริการของตนเองนั้นเหมาะสำหรับการเก็บค่าสมาชิกรายปี หรือในลักษณะสมัครสมาชิกฟรี ทั้งนี้ดิฉันคิดว่าน่าจะขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ รวมทั้งลักษณะของธุรกิจ เช่น สถานออกกำลังกายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสมาชิกรายปี เป็นต้น



  • ส่วนลดแบบมีเงื่อนไข การประกาศลดราคาอย่างหน้าตาเฉยอาจไม่สร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งการลดราคาสินค้าบางประเภทอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภค ทางออกของเรื่องนี้ผู้ประกอบการสามารถประกาศลดราคาสินค้าเฉพาะรายการ และมีเงื่อนไขในการลดราคา เช่น เมื่อซื้อสินค้าครบตามจำนวนที่กำหนดแล้วได้รับสิทธิพิเศษเป็นส่วนลดสำหรับ ซื้อสินค้าประเภทอื่น หรือเมื่อซื้อสินค้า A แล้วมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดเมื่อซื้อสินค้า B เป็นต้น การลดราคาอย่างนี้จะทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าและเสียดายโอกาสหากไม่ตัดสินใจ ซื้อ เป็นต้น



  • ส่วนลดราคาตามเวลาที่กำหนด การกำหนดเวลาเพื่อลดราคาขายนั้นผู้ประกอบการที่นำมาใช้จะต้องคำนึงถึงความ เหมาะสม เนื่องจากบางธุรกิจอาจไม่สามารถนำเอาเรื่องเวลามาใช้ในการลดราคาได้ ยกเว้นธุรกิจที่ต้องการกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการในช่วงที่มีลูกค้า น้อย เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ฯลฯ


เคย เห็นห้างสรรพสินค้าบางแห่งลดราคาอาหารสำเร็จรูปที่แพ็กใส่กล่องในเวลาที่ ห้างใกล้ปิด หรือร้านเบเกอร์รี่ที่ลดราคาขายก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะหมดอายุ รวมทั้งร้านอาหารจะลดราคาพิเศษสำหรับผู้มาใช้บริการในช่วงที่ลูกค้าน้อย ฯลฯ ลดแบบนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยใช่หรือไม่

ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่ สามารถกระตุ้นยอดขายด้วยการลดราคา แต่ผู้ประกอบการต้องดูความเหมาะสมด้านต่างๆ เพื่อให้ ลูกค้ารับรู้ได้ว่าจ่ายน้อยลงแล้วได้สินค้าที่มีคุณภาพเช่นเดิม ! ที่สำคัญจะต้องใช้กลยุทธ์เพื่อให้ลูกค้าเห็นคุณค่าของการลดราคา

ที่มา : smesplannet.com

เนื้อหาโดย  ประชาชาติธุรกิจ










































ด้วยสีสันที่สะดุดตาบวกกับลวดลายการร้อยลูกปัด และคริสตัล บนรองเท้าแตะ ที่ถูกขนานนามว่า “ไฮโซ” เป็นจุดขายที่ทำให้ วัยรุ่น และวัยทำงาน ที่ชื่นชอบการสวมใส่รองเท้าแตะ ในวันสบายๆ ด คงอดไม่ได้ที่ควักกระเป๋าซื้อ เจ้าแตะรองเท้าไฮโซไว้สวมใส่




















รองเท้าฟองน้ำ ที่นำมาประดับด้วยคริสตัล


นางสาวนันทยา วิวัฒน์ไมตรี เจ้าของร้านร้องเท้าดีไซน์ Knickers Inc. เล่าว่า ตนเองได้ขนานนาม เจ้ารองเท้าแตะประดับลูกปัด มุก คริสตัล ของทางร้านว่า รองเท้าแตะไฮโซ และที่เรียกเช่นนั้น ก็คงมาจากการที่เรานำรองเท้าแตะธรรมดา มาประดับตกแต่ง จนมันดูมีคุณค่าแบบไฮโซ ขึ้นมาทันที โดยรูปแบบของรองเท้าเป็นการนำรองเท้าแตะฟองน้ำธรรมดา มาประดับตกแต่งด้วย ลูกปัด คริสตัล มุกบนบริเวณหูหนีบ ซึ่งทุกขั้นตอนการตกแต่งรองเท้าแตะไฮโซ เป็นงานแฮนด์เมด ที่เครื่องจักรยังไม่สามารถทำได้



















สำหรับที่มาของรองเท้าแตะไฮโซ ของร้าน Knickers Inc เกิดขึ้นมาจากเดิมตนเองทำธุรกิจขายส่ง ปลีก กางเกงสำเร็จรูป จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าหลักซึ่งเป็นลูกค้าจากประเทศลิเบีย มีปัญหาสงครามภายในประเทศ ลูกค้ายกเลิกการสั่งซื้อสินค้า และประกอบกับในช่วงนั้น ทางกลุ่มแม่บ้าน ได้มาเสนอการทำรองเท้าแตะตกแต่งลูกปัด เห็นว่ากลุ่มแม่บ้านเอง ก็ไม่มีทุนในการทำงาน ทางเราจึงได้รับข้อเสนอกลุ่มแม่บ้าน เพราะเห็นว่า น่าจะเป็นช่องทางในการช่วยเหลือให้เขามีรายได้




















รองเท้าแก้ว แต่งด้วยลูกปัดคริสตัล


เริ่มจากธุรกิจเล็กก่อน ทำขายไม่กี่คู่ แต่อาศัยว่ามีหน้าร้านที่อาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 อยู่แล้ว จึงมีสถานที่ที่จะโชว์สินค้าได้ และมีเว็บไซต์ของตัวเอง จากการขายกางเกงอยู่แล้ว ซึ่งลูกค้าให้การตอบรับดีมาก โดยเฉพาะลูกค้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และลูกค้าวัยรุ่นคนไทยที่ชื่นชอบการสวมใส่รองเท้าแตะพอมาเห็นแบบรองเท้าของเราก็ชอบ ประกอบกับมีฐานลูกค้าจากการขายกางเกง ทำให้รองเท้าแตะไฮโซ ได้รับการตอบรับได้ไม่ยาก

ดังนั้น จากจุดเริ่มต้นที่คิดว่า จะทำเพียงเล็กก็ไม่เล็กแล้ว เพราะยอดขายเพิ่มขึ้น กลุ่มแม่บ้านก็หาคนมาผลิตรองรับการขยายตลาดของเราได้ ปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านที่ทำงานตรงนี้มีมากกว่า 20 คน ซึ่งใน หนึ่งสัปดาห์ มีออร์เดอร์สั่งทำรองเท้ามากกว่า 1,000 คู่ และด้วยเป็นงานแฮนด์เมดจึงต้องใช้เวลาในการทำงานในหนึ่งชั่วโมงจะทำได้ประมาณ 3 ข้าง ซึ่งการที่เป็นแฮนด์เมด ทำให้เป็นที่สนใจของลูกค้าชาวต่างชาติ เพราะในต่างประเทศไม่ค่อยมีรองเท้าที่เป็นงานแฮนด์เมดในลักษณะนี้ โดยกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันเป็นชาวต่างชาติ 50% ได้แก่ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเป็นในแถบตะวันออกกลาง




















ลวดลายการร้อยลูกปัดคริสตัล เน้นสีสันสดใส


สำหรับการแข่งขันในธุรกิจนี้ ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงระดับหนึ่ง ดังนั้น พยายามหาอะไรที่เป็นงานแฮนด์เมด เนื่องจากงานแฮนด์เมดเป็นงานที่ทำยาก คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน และเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่า มีการทำกันมากขึ้น เราก็ต้องหันไปหาสินค้าในรูปแบบใหม่ต่อไป ในส่วนของรองเท้า ซึ่งเราก็พยายามฉีกรูปแบบใหม่ไม่ให้ซ้ำกับใครและโดดเด่นเรื่องของความปราณีตและความสวยงาม เช่น ช่วงแรกแม่บ้านที่นำสินค้ามาเสนอกับเรา เป็นงานลูกปัดธรรมดารูปแบบเรียบ เราเองก็มีพื้นฐานทางด้านงานฝีมืออยู่บ้าง จึงได้ให้แม่บ้านปรับใหม่ตามแบบอย่างที่เราออกแบบทั้งรูปแบบและวัสดุ เลือกใช้วัสดุที่ดีขึ้นจากลูกปัด เปลี่ยนมาเป็นมุก และคริสตัล ซึ่งจะทำให้ดูแวววาว น่าสนใจและมีคุณค่า ที่สำคัญทำราคาได้มากขึ้น”



















ส่วนราคาขายปัจจุบันขายส่งในราคาคู่ละ 85 บาท โดยต้องสั่งตั้งแต่ 100 คู่ขึ้นไป และทางร้านยังมีรองเท้าแก้ว ขายส่งในราคาคู่ละ 140 บาท สั่ง 200 คู่ขึ้นไป ลูกค้าจะนำไปขายปลีกต่อในราคาคู่ละ150 บาท โดยยอดขายต่อเดือนประมาณ 5,000-6,000 คู่ ยอดขายจะดีในช่วงปลายปี เพราะลูกค้าจะซื้อไปสวมใส่ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวต้อนรับปีใหม่ ซึ่งปัญหาในเรื่องของการทำตลาดรองเท้าอยู่ที่ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เพราะถ้าบ้านเมืองไม่สงบลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติก็ไม่กล้าเดินทางมาซื้อ หรือถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ก็ขายไม่ดีเช่นกัน ซึ่ง ในช่วงหลัง เริ่มขายผ่านทางเว็บไซต์มากขึ้น เพราะ ถ้าเดินทางมาดูสินค้าที่ร้านไม่ได้ สามารถสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ และทางร้านจัดส่งให้ โดยคิดค่าจัดส่งตามจริง



















อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้การค้าของเราสะดุดลงเช่นกัน ซึ่งในช่วงนั้น ได้รับการช่วยเหลือด้านเงินลงทุน แบบดอกเบี้ยต่ำ จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ เข้ามาให้การช่วยเหลือเงินกู้จำนวน 700,000 บาท ทำให้เราสามารถดำเนินกิจการต่อมาได้จนถึงปัจจุบัน ยอดขายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย สำหรับตลาดรองเท้าแตะไฮโซ เพราะเราพยายามออกแบบลายใหม่ หรือ ในส่วนของรองเท้า เลือกรองเท้าที่มีสีสันมากขึ้น จากโรงงานผลิตรองเท้า โดยรองเท้าที่นำมาใช้พยายามเลือกรองเท้าที่นุ่ม เพื่อลูกค้าซื้อไปสวมใส่สบายเท้า





















ขอขอบคุณข่าวคุณภาพโดย  ASTVผู้จัดการออนไลน์

รองเท้า “ไฮโซ” แฮนด์เมดกลุ่มแม่บ้าน โดนใจคนชอบแตะ











































ด้วยสีสันที่สะดุดตาบวกกับลวดลายการร้อยลูกปัด และคริสตัล บนรองเท้าแตะ ที่ถูกขนานนามว่า “ไฮโซ” เป็นจุดขายที่ทำให้ วัยรุ่น และวัยทำงาน ที่ชื่นชอบการสวมใส่รองเท้าแตะ ในวันสบายๆ ด คงอดไม่ได้ที่ควักกระเป๋าซื้อ เจ้าแตะรองเท้าไฮโซไว้สวมใส่




















รองเท้าฟองน้ำ ที่นำมาประดับด้วยคริสตัล


นางสาวนันทยา วิวัฒน์ไมตรี เจ้าของร้านร้องเท้าดีไซน์ Knickers Inc. เล่าว่า ตนเองได้ขนานนาม เจ้ารองเท้าแตะประดับลูกปัด มุก คริสตัล ของทางร้านว่า รองเท้าแตะไฮโซ และที่เรียกเช่นนั้น ก็คงมาจากการที่เรานำรองเท้าแตะธรรมดา มาประดับตกแต่ง จนมันดูมีคุณค่าแบบไฮโซ ขึ้นมาทันที โดยรูปแบบของรองเท้าเป็นการนำรองเท้าแตะฟองน้ำธรรมดา มาประดับตกแต่งด้วย ลูกปัด คริสตัล มุกบนบริเวณหูหนีบ ซึ่งทุกขั้นตอนการตกแต่งรองเท้าแตะไฮโซ เป็นงานแฮนด์เมด ที่เครื่องจักรยังไม่สามารถทำได้



















สำหรับที่มาของรองเท้าแตะไฮโซ ของร้าน Knickers Inc เกิดขึ้นมาจากเดิมตนเองทำธุรกิจขายส่ง ปลีก กางเกงสำเร็จรูป จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าหลักซึ่งเป็นลูกค้าจากประเทศลิเบีย มีปัญหาสงครามภายในประเทศ ลูกค้ายกเลิกการสั่งซื้อสินค้า และประกอบกับในช่วงนั้น ทางกลุ่มแม่บ้าน ได้มาเสนอการทำรองเท้าแตะตกแต่งลูกปัด เห็นว่ากลุ่มแม่บ้านเอง ก็ไม่มีทุนในการทำงาน ทางเราจึงได้รับข้อเสนอกลุ่มแม่บ้าน เพราะเห็นว่า น่าจะเป็นช่องทางในการช่วยเหลือให้เขามีรายได้




















รองเท้าแก้ว แต่งด้วยลูกปัดคริสตัล


เริ่มจากธุรกิจเล็กก่อน ทำขายไม่กี่คู่ แต่อาศัยว่ามีหน้าร้านที่อาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 อยู่แล้ว จึงมีสถานที่ที่จะโชว์สินค้าได้ และมีเว็บไซต์ของตัวเอง จากการขายกางเกงอยู่แล้ว ซึ่งลูกค้าให้การตอบรับดีมาก โดยเฉพาะลูกค้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และลูกค้าวัยรุ่นคนไทยที่ชื่นชอบการสวมใส่รองเท้าแตะพอมาเห็นแบบรองเท้าของเราก็ชอบ ประกอบกับมีฐานลูกค้าจากการขายกางเกง ทำให้รองเท้าแตะไฮโซ ได้รับการตอบรับได้ไม่ยาก

ดังนั้น จากจุดเริ่มต้นที่คิดว่า จะทำเพียงเล็กก็ไม่เล็กแล้ว เพราะยอดขายเพิ่มขึ้น กลุ่มแม่บ้านก็หาคนมาผลิตรองรับการขยายตลาดของเราได้ ปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านที่ทำงานตรงนี้มีมากกว่า 20 คน ซึ่งใน หนึ่งสัปดาห์ มีออร์เดอร์สั่งทำรองเท้ามากกว่า 1,000 คู่ และด้วยเป็นงานแฮนด์เมดจึงต้องใช้เวลาในการทำงานในหนึ่งชั่วโมงจะทำได้ประมาณ 3 ข้าง ซึ่งการที่เป็นแฮนด์เมด ทำให้เป็นที่สนใจของลูกค้าชาวต่างชาติ เพราะในต่างประเทศไม่ค่อยมีรองเท้าที่เป็นงานแฮนด์เมดในลักษณะนี้ โดยกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันเป็นชาวต่างชาติ 50% ได้แก่ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเป็นในแถบตะวันออกกลาง




















ลวดลายการร้อยลูกปัดคริสตัล เน้นสีสันสดใส


สำหรับการแข่งขันในธุรกิจนี้ ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงระดับหนึ่ง ดังนั้น พยายามหาอะไรที่เป็นงานแฮนด์เมด เนื่องจากงานแฮนด์เมดเป็นงานที่ทำยาก คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน และเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่า มีการทำกันมากขึ้น เราก็ต้องหันไปหาสินค้าในรูปแบบใหม่ต่อไป ในส่วนของรองเท้า ซึ่งเราก็พยายามฉีกรูปแบบใหม่ไม่ให้ซ้ำกับใครและโดดเด่นเรื่องของความปราณีตและความสวยงาม เช่น ช่วงแรกแม่บ้านที่นำสินค้ามาเสนอกับเรา เป็นงานลูกปัดธรรมดารูปแบบเรียบ เราเองก็มีพื้นฐานทางด้านงานฝีมืออยู่บ้าง จึงได้ให้แม่บ้านปรับใหม่ตามแบบอย่างที่เราออกแบบทั้งรูปแบบและวัสดุ เลือกใช้วัสดุที่ดีขึ้นจากลูกปัด เปลี่ยนมาเป็นมุก และคริสตัล ซึ่งจะทำให้ดูแวววาว น่าสนใจและมีคุณค่า ที่สำคัญทำราคาได้มากขึ้น”



















ส่วนราคาขายปัจจุบันขายส่งในราคาคู่ละ 85 บาท โดยต้องสั่งตั้งแต่ 100 คู่ขึ้นไป และทางร้านยังมีรองเท้าแก้ว ขายส่งในราคาคู่ละ 140 บาท สั่ง 200 คู่ขึ้นไป ลูกค้าจะนำไปขายปลีกต่อในราคาคู่ละ150 บาท โดยยอดขายต่อเดือนประมาณ 5,000-6,000 คู่ ยอดขายจะดีในช่วงปลายปี เพราะลูกค้าจะซื้อไปสวมใส่ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวต้อนรับปีใหม่ ซึ่งปัญหาในเรื่องของการทำตลาดรองเท้าอยู่ที่ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เพราะถ้าบ้านเมืองไม่สงบลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติก็ไม่กล้าเดินทางมาซื้อ หรือถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ก็ขายไม่ดีเช่นกัน ซึ่ง ในช่วงหลัง เริ่มขายผ่านทางเว็บไซต์มากขึ้น เพราะ ถ้าเดินทางมาดูสินค้าที่ร้านไม่ได้ สามารถสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ และทางร้านจัดส่งให้ โดยคิดค่าจัดส่งตามจริง



















อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้การค้าของเราสะดุดลงเช่นกัน ซึ่งในช่วงนั้น ได้รับการช่วยเหลือด้านเงินลงทุน แบบดอกเบี้ยต่ำ จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ เข้ามาให้การช่วยเหลือเงินกู้จำนวน 700,000 บาท ทำให้เราสามารถดำเนินกิจการต่อมาได้จนถึงปัจจุบัน ยอดขายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย สำหรับตลาดรองเท้าแตะไฮโซ เพราะเราพยายามออกแบบลายใหม่ หรือ ในส่วนของรองเท้า เลือกรองเท้าที่มีสีสันมากขึ้น จากโรงงานผลิตรองเท้า โดยรองเท้าที่นำมาใช้พยายามเลือกรองเท้าที่นุ่ม เพื่อลูกค้าซื้อไปสวมใส่สบายเท้า





















ขอขอบคุณข่าวคุณภาพโดย  ASTVผู้จัดการออนไลน์

3/03/2555






















“กาแฟโบราณ” เครื่องดื่มที่อยู่คู่คนไทยมานาน แม้ว่าปัจจุบันจะมีกาแฟสดที่มีรสชาติที่หลากหลาย และกลิ่นหอมเย้ายวนออกมามัดใจนักดื่ม แต่ด้วยเสน่ห์ของกาแฟโบราณตามแบบนักชงมืออาชีพอย่างพ่อค้า แม่ค้าคนไทย ก็ยังคงมัดใจคอกาแฟทั้งรุ่นเก่า และหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี และด้วยเหตุนี้เองทำให้เรายังคงได้เห็นรถเข็นกาแฟโบราณ ออกมาขายกันทุกพื้นที่ ทั่วประเทศไทยก็ว่าได้ 




















ต้นแบบรถเข็นแฟรนไชส์กาแฟโบราณตรามะลิ


ทั้งนี้ ด้วยความนิยมในรสชาติของกาแฟโบราณ ทำให้ปัจจุบันมีพ่อค้า แม่ค้าหน้าใหม่ เองก็สนใจต้องการที่จะเป็นเจ้าของรถเข็นขายกาแฟในแบบที่ทันสมัย เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ และคนเมืองที่ชอบกาแฟโบราณ จึงได้เป็นที่มาของแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิ ธุรกิจรถเข็นสไตล์พรีเมี่ยมโดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “อุตสาหกรรมนมไทย” เจ้าของผลิตภัณฑ์นมข้นหวานตรามะลิ

นายสุวิทย์ ผลวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทได้เปิดตัวแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณ มาได้กว่า 1 ปี ซึ่งผลตอบรับออกมาดีมาก จากปีแรกที่เปิดตัวมีผู้สนใจแฟรนไชส์เพียง 10 ราย ด้วยเงินลงทุน 25,070 บาท จนมาถึงปัจจุบันในปี 2554 มีผู้สนใจลงทุนรถเข็นแฟรนไชส์มากถึง 400 ราย โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีผู้สนใจลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิมากถึง 1,000 คัน




















นาย นายสุวิทย์ ผลวิวัฒน์ ผู้ช่วยกก.ผจก. บ.อุตสาหกรรมนมไทย จก.


ส่วนการลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลินั้นเป็นรูปแบบการลงทุนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสมาชิกแฟรนไชส์ส่วนใหญ่เกือบ 100% ลงทุนแล้วแฟรนไชส์อัตราการคืนทุน 1 – 3 เดือน ซึ่งเป็นแบบการชงที่ทำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญของเรา ที่ได้พยายามพัฒนาสูตร โดยใช้วัตถุดิบหลัก อย่าง นมข้นหวานตรามะลิ

ส่วนหนึ่งที่คนสนใจธุรกิจนี้กันมาก ก็คงจะมาจากผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้ของการขายกาแฟโบราณที่สูงถึงกว่า 50% แม้ว่าปัจจุบันวัตถุดิบบางตัวจะมีการปรับราคาขึ้นก็ตาม แต่ผลตอบแทนก็ยังสูงอยู่ และประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในรถเข็นกาแฟโบราณปัจจุบันไม่ได้มีแค่กาแฟ หรือ ชา แต่ยังมีเมนูของเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ รวมถึงเมนูใหม่ที่ทางบริษัทได้คิดค้นขึ้นมา และนำมาเสริมเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ลงทุนแฟรนไชส์ของเราด้วย




















บ. มิสเตอร์มิลล์ จก. ศูนย์ฝึกอบรมสำหรับสมาชิกผู้ลงทุนแฟรนไชส์


ทั้งนี้ ล่าสุดแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ…เปิดตัว บริษัท มิสเตอร์มิลล์ จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมสำหรับสมาชิกผู้ลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิ เพื่อรองรับการขยายตัวของแฟรนไชส์ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 60% และเพื่อให้ผู้ลงทุนกับเราได้มียอดการขายเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งผู้ลงทุนเดิมและผู้ลงทุนน้องใหม่

โดยเริ่มจาก เปิดคอร์สปฐมฤกษ์อบรมหลักสูตร “ปั่นแล้วรวย” อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทางบริษัทฯ ส่งมาเปิดตลาดในปี 2554 นี้ ซึ่งน่าจะทำรายได้ให้กับแฟรนไชส์เป็นอย่างดี เพราะเมนูปั่น จะเป็นการเจาะกลยุทธ์การตลาดเมนูเสริมสำหรับคนยุคใหม่ที่ต้องการเมนูโบราณแบบพรีเมี่ยม เพิ่มสีสันให้กับเมนูเครื่องดื่มโบราณด้วยวิธี “การปั่น” มาตามกระแสเรียกร้องของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่อยากให้มีเมนูปั่นอยู่ในร้านรถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิบ้าง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับรถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิและผู้บริโภคอีกด้วย




















เจ้าหน้ากำลังสอนและแนะการทำ ปั่นแล้วรวย


"ส่วนสถานที่ฝึกอบรมแห่งนี้เปรียบเสมือนในการแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์ประสบการณ์ และอัพเดทข้อมูลข่าวสารพร้อมร่วมรับฟังประสบการณ์ดีๆ เทคนิคการขายจากสมาชิกแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จและที่สำคัญยังเป็นศูนย์กลางเน้นความรู้ด้านทฤษฎีและปฏิบัติในอบรมสูตรเครื่องดื่มแนวใหม่ ส่วนในครั้งแรกนี้เป็นการอบรมหลักสูตร “ปั่นแล้วรวย” โดย อาจารย์ ศศิฤทัย ชัยยอง หรือครูแอน ผู้คิดสูตรที่มาเผยเทคนิคการชงเพื่อรักษามาตรฐานรสชาติและคุณภาพของเครื่องดื่มแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิกับ 3 เมนูใหม่ คือ กาแฟเย็นปั่น, ชาเย็นปั่น และนมเย็นปั่น สนนราคาขายที่แก้วละ 25 บาท จากราคาต้นทุนอยู่ที่แก้วละ 10 - 11.50 บาท กำไรแก้วละ 13.50 - 15 บาท ดังนั้นผู้ลงทุนแฟรนไชส์ที่นำ 3 เมนูปั่นเสริมเข้าไปในร้านก็สามารถเพิ่มยอดขายได้เกิน 60%











อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่กำลังมองหาอาชีพ หรือ ต้องการมีรายได้ รถเข็นกาแฟโบราณน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะผลตอบแทนดี เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยน การแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ก็ควรที่จะมีพี่เลี้ยงที่คอยช่วยเหลือ หลายคนอาจจะมองว่าแค่ขายกาแฟ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เพราะคนขายกาแฟมีอยู่มากมาย เราจำเป็นต้องหาความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเมนูใหม่ๆ หรือ การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ ฝีมือการชง รสชาติ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณา และการที่เรามีพี่เลี้ยงมันก็อาจจะช่วยตรงจุดนี้ได้

โทร. 08-1980-3300, 02-255-9040 ต่อ 146 , www.thaidairy.co.th

ข้อมูลธุรกิจแฟรนไชส์ โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

แฟรนไชส์กาแฟโบราณ “นมตรามะลิ”เส้นทางสร้างอาชีพแบบมีพี่เลี้ยง






















“กาแฟโบราณ” เครื่องดื่มที่อยู่คู่คนไทยมานาน แม้ว่าปัจจุบันจะมีกาแฟสดที่มีรสชาติที่หลากหลาย และกลิ่นหอมเย้ายวนออกมามัดใจนักดื่ม แต่ด้วยเสน่ห์ของกาแฟโบราณตามแบบนักชงมืออาชีพอย่างพ่อค้า แม่ค้าคนไทย ก็ยังคงมัดใจคอกาแฟทั้งรุ่นเก่า และหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี และด้วยเหตุนี้เองทำให้เรายังคงได้เห็นรถเข็นกาแฟโบราณ ออกมาขายกันทุกพื้นที่ ทั่วประเทศไทยก็ว่าได้ 




















ต้นแบบรถเข็นแฟรนไชส์กาแฟโบราณตรามะลิ


ทั้งนี้ ด้วยความนิยมในรสชาติของกาแฟโบราณ ทำให้ปัจจุบันมีพ่อค้า แม่ค้าหน้าใหม่ เองก็สนใจต้องการที่จะเป็นเจ้าของรถเข็นขายกาแฟในแบบที่ทันสมัย เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ และคนเมืองที่ชอบกาแฟโบราณ จึงได้เป็นที่มาของแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิ ธุรกิจรถเข็นสไตล์พรีเมี่ยมโดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “อุตสาหกรรมนมไทย” เจ้าของผลิตภัณฑ์นมข้นหวานตรามะลิ

นายสุวิทย์ ผลวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทได้เปิดตัวแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณ มาได้กว่า 1 ปี ซึ่งผลตอบรับออกมาดีมาก จากปีแรกที่เปิดตัวมีผู้สนใจแฟรนไชส์เพียง 10 ราย ด้วยเงินลงทุน 25,070 บาท จนมาถึงปัจจุบันในปี 2554 มีผู้สนใจลงทุนรถเข็นแฟรนไชส์มากถึง 400 ราย โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีผู้สนใจลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิมากถึง 1,000 คัน




















นาย นายสุวิทย์ ผลวิวัฒน์ ผู้ช่วยกก.ผจก. บ.อุตสาหกรรมนมไทย จก.


ส่วนการลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลินั้นเป็นรูปแบบการลงทุนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสมาชิกแฟรนไชส์ส่วนใหญ่เกือบ 100% ลงทุนแล้วแฟรนไชส์อัตราการคืนทุน 1 – 3 เดือน ซึ่งเป็นแบบการชงที่ทำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญของเรา ที่ได้พยายามพัฒนาสูตร โดยใช้วัตถุดิบหลัก อย่าง นมข้นหวานตรามะลิ

ส่วนหนึ่งที่คนสนใจธุรกิจนี้กันมาก ก็คงจะมาจากผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้ของการขายกาแฟโบราณที่สูงถึงกว่า 50% แม้ว่าปัจจุบันวัตถุดิบบางตัวจะมีการปรับราคาขึ้นก็ตาม แต่ผลตอบแทนก็ยังสูงอยู่ และประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในรถเข็นกาแฟโบราณปัจจุบันไม่ได้มีแค่กาแฟ หรือ ชา แต่ยังมีเมนูของเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ รวมถึงเมนูใหม่ที่ทางบริษัทได้คิดค้นขึ้นมา และนำมาเสริมเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ลงทุนแฟรนไชส์ของเราด้วย




















บ. มิสเตอร์มิลล์ จก. ศูนย์ฝึกอบรมสำหรับสมาชิกผู้ลงทุนแฟรนไชส์


ทั้งนี้ ล่าสุดแฟรนไชส์กาแฟโบราณนมตรามะลิ…เปิดตัว บริษัท มิสเตอร์มิลล์ จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมสำหรับสมาชิกผู้ลงทุนแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิ เพื่อรองรับการขยายตัวของแฟรนไชส์ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 60% และเพื่อให้ผู้ลงทุนกับเราได้มียอดการขายเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งผู้ลงทุนเดิมและผู้ลงทุนน้องใหม่

โดยเริ่มจาก เปิดคอร์สปฐมฤกษ์อบรมหลักสูตร “ปั่นแล้วรวย” อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทางบริษัทฯ ส่งมาเปิดตลาดในปี 2554 นี้ ซึ่งน่าจะทำรายได้ให้กับแฟรนไชส์เป็นอย่างดี เพราะเมนูปั่น จะเป็นการเจาะกลยุทธ์การตลาดเมนูเสริมสำหรับคนยุคใหม่ที่ต้องการเมนูโบราณแบบพรีเมี่ยม เพิ่มสีสันให้กับเมนูเครื่องดื่มโบราณด้วยวิธี “การปั่น” มาตามกระแสเรียกร้องของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่อยากให้มีเมนูปั่นอยู่ในร้านรถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิบ้าง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับรถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิและผู้บริโภคอีกด้วย




















เจ้าหน้ากำลังสอนและแนะการทำ ปั่นแล้วรวย


"ส่วนสถานที่ฝึกอบรมแห่งนี้เปรียบเสมือนในการแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์ประสบการณ์ และอัพเดทข้อมูลข่าวสารพร้อมร่วมรับฟังประสบการณ์ดีๆ เทคนิคการขายจากสมาชิกแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จและที่สำคัญยังเป็นศูนย์กลางเน้นความรู้ด้านทฤษฎีและปฏิบัติในอบรมสูตรเครื่องดื่มแนวใหม่ ส่วนในครั้งแรกนี้เป็นการอบรมหลักสูตร “ปั่นแล้วรวย” โดย อาจารย์ ศศิฤทัย ชัยยอง หรือครูแอน ผู้คิดสูตรที่มาเผยเทคนิคการชงเพื่อรักษามาตรฐานรสชาติและคุณภาพของเครื่องดื่มแฟรนไชส์รถเข็นกาแฟโบราณนมตรามะลิกับ 3 เมนูใหม่ คือ กาแฟเย็นปั่น, ชาเย็นปั่น และนมเย็นปั่น สนนราคาขายที่แก้วละ 25 บาท จากราคาต้นทุนอยู่ที่แก้วละ 10 - 11.50 บาท กำไรแก้วละ 13.50 - 15 บาท ดังนั้นผู้ลงทุนแฟรนไชส์ที่นำ 3 เมนูปั่นเสริมเข้าไปในร้านก็สามารถเพิ่มยอดขายได้เกิน 60%











อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่กำลังมองหาอาชีพ หรือ ต้องการมีรายได้ รถเข็นกาแฟโบราณน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะผลตอบแทนดี เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยน การแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ก็ควรที่จะมีพี่เลี้ยงที่คอยช่วยเหลือ หลายคนอาจจะมองว่าแค่ขายกาแฟ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เพราะคนขายกาแฟมีอยู่มากมาย เราจำเป็นต้องหาความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเมนูใหม่ๆ หรือ การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ ฝีมือการชง รสชาติ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณา และการที่เรามีพี่เลี้ยงมันก็อาจจะช่วยตรงจุดนี้ได้

โทร. 08-1980-3300, 02-255-9040 ต่อ 146 , www.thaidairy.co.th

ข้อมูลธุรกิจแฟรนไชส์ โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์