8/03/2558



ธุรกิจแฟรนไชส์ และ การทำธุรกิจแฟรนไชส์ ให้ประสบความสำเร็จ นั้น เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน และเข้าใจธุรกิจแฟรนไชส์มากขึ้น จึงได้แยกคำศัพท์ออกมา เพราะมีอยู่หลายคำ ที่น่าสนใจและจำเป็นต้องรู้ ถ้าหากคิดที่จะเข้ามาทำธุรกิจแฟรนไชส์ รวมไปถึงค่าธรรมเนียมต่างๆที่ต้องจ่ายนั้น เขาเรียกว่าอะไรกันแน่ ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับคำศัพท์ต่างๆ ก่อน
แฟรนไชส์ซิ่ง ( Franchising ) 
การที่เจ้าของสิทธิ ( Franchisor )  ตกลงอนุญาตให้ผู้รับสิทธิ ( Franchisee ) ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ การค้า การบริหาร และระบบธุรกิจ ซึ่งเจ้าของสิทธิเป็นผู้พัฒนาขึ้น ผู้รับสิทธิจะต้องดำเนินธุรกิจ ตามรูปแบบและระบบธุรกิจของเจ้าของสิทธิ และจ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าของสิทธิ
แฟรนไชส์ ( Franchise )
คือ ระบบธุรกิจที่ประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
  1. จะต้องมีเจ้าของสิทธิ ผู้ถ่ายทอดวิทยาการ การทำธุรกิจทุกอย่างให้กับผู้รับสิทธิ อย่างใกล้ชิด
  2. ผู้รับสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้ชื่อการค้า เป็นค่าธรรมเนียมเริ่มแรก (Franchise Fee)
  3. ผู้รับสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ ( Royalty Fee )
แฟรนไชส์ซอร์ ( Franchisor )
เจ้าของสิทธิ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นวิธีการทำธุรกิจ จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้ขายสิทธิการดำเนินกิจการ ขายชื่อการค้าของตนเอง ให้แก่ผู้อื่น เช่น เชสเตอร์กริลล์ เป็นผู้คิดค้นร้านอาหารประเภท ไก่ย่าง และสูตรอาหาร มีรูปแบบ การจัดร้าน การจัดการเฉพาะตัว จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แล้วขายระบบทั้งหมดให้แก่ผู้อื่น บริษัทของเชสเตอร์กริลล์ อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของสิทธิ และเป็นผู้ขายแฟรนไชส์ให้ผู้อื่น เรียกว่า แฟรนไชส์ซอล หรือกรณีที่ 7-อีเลฟเว่น บริษัท ซีพี ซื้อแฟรนไชส์  มาจากต่างประเทศ แล้วมาพัฒนาขายแฟรนไชส์ให้แก่รายย่อยอีกต่อหนึ่ง บริษัท ซีพี 7- อีเลฟเว่น มีฐานะเป็นแฟรนไชส์ซอล พูดง่ายๆก็คือ แฟรนไชส์ซอล เป็นผู้ขายแฟรนไชส์ นั่นเอง
แฟรนไชส์ซี ( Franchisee )
ผู้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจตามระบบที่เจ้าของสิทธิได้จัดเตรียมไว้ รวมทั้งได้ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าเดียวกัน โดยที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการให้สิทธิอันนั้น รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทนตามผลประกอบการด้วย ซึ่งก็คือผู้ซื้อแฟรนไชส์นั่นเอง
แฟรนไชส์ฟี ( Franchise Fee ) 
ค่าตอบแทนที่เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน จะจ่ายก่อนเริ่มดำเนินงาน หรือเรียกว่า ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ซึ่งถือว่าเป็นการจ่ายค่าสิทธิต่างๆ ให้แก่บริษัทแม่
รอยัลตี้ฟี ( Royalty Fee ) 
เป็นค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนของผลการดำเนินงาน อาจจะเรียกเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน หรือต่อปี จากยอดขาย หรือบางที ก็อาจจะเก็บจากยอดสั่งซื้อสินค้าก็มี
Advertising Fee
ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนของการดำเนินงาน เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณา ในส่วนนี้แฟรนไชส์ซอล อาจจะเรียกเก็บหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน
Franchise Package Fee
ค่าตอบแทนในระบบ หรือเทคนิคต่างๆ (เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกรวมๆ ถ้าพูดเมื่อไหร่ ก็ให้เข้าใจว่าหมายถึง ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์  ค่าอบรม ฯลฯ รวมเบ็ดเสร็จอยู่ในคำๆ เดียว )
Sub – Franchise / Individual Franchise 
ผู้รับสิทธิรายย่อย แบบตัวต่อตัว จากผู้ที่ได้รับสิทธิ หรือผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิ ซึ่งอาจจะได้รับสิทธิในการเปิดกิจการแบบ
  • Single unit Franchise หมายถึง สิทธิในการเปิดดำเนินธุรกิจได้เพียง 1 แห่ง
  • Multi unit Franchise  หมายถึง สิทธิในการเปิดดำเนินธุรกิจ ได้หลายแห่ง
ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น แฟรนไชส์ซี คนที่1 ทำสัญญากับบริษัทแม่ เพื่อเปิดสาขา แฟรนไชส์ โดยในข้อตกลงกำหนดให้เปิดสาขาได้เพียง 1 แห่งเท่านั้น การให้สิทธิลักษณะนี้ คือ Single unit ในขณะที่แฟรนไชส์ซี คนที่ 2 ก็ซื้อแฟรนไชส์เหมือนกัน แต่ได้รับสิทธิในการเปิดสาขา ได้มากกว่า 1 แห่ง การให้สิทธิลักษณะนี้ คือ Multi unit แต่ยังไงๆทั้งคู่ก็ไม่มีสิทธิที่จะขายแฟรนไชส์ต่อให้กับคนอื่น ไปเปิดสาขาได้ นอกจากจะเปิดเองเท่านั้น
Sub – Area License / Development Franchise

สิทธิแฟรนไชส์แบบพัฒนาอาณาเขต แฟรนไชส์ซอล จะให้สิทธิในการขยายกิจการ แก่แฟรนไชส์ซี ภายในอาณาเขต และระยะเวลา ที่กำหนด เช่น ตันตราภัณฑ์  เป็น Sub – Area ของ 7-อีเลฟเว่น ที่มีสิทธิเปิดร้าน 7-อีเลฟเว่น ครอบคลุมในพื้นที่ภาคเหนือ ในเขตจังหวัดที่ตกลงกันไว้ หรือ เอเอ็ม/พีเอ็ม มีห้างแฟรี่แลนด์ เป็น Sub – Area  License  ที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งสามารถขยายกิจการได้มากถึง 10 สาขาในจังหวัดนครสวรรค์
Master Franchise
ผู้ที่ได้รับสิทธิ จากบริษัทแม่ให้ดำเนินธุรกิจเป็นรายแรกในประเทศหนึ่ง และมักจะเป็นรายใหญ่ ที่จะต้องทำการขยายสาขาออกไปให้ทั่วประเทศ ผู้ที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ นี้ จะได้รับการถ่ายทอดในเรื่องการบริหารในระดับที่สูงขึ้น
เมื่อทราบถึงคำศัพท์ต่างๆ ของแฟรนไชส์พอสมควรแล้ว เราลองมาเรียนรู้กฏกติกามารยาทของ แฟรนไชส์ดูว่า  จะช่วยให้เข้าใจแฟรนช์ไชส์ได้อีกมากน้อยแค่ไหน
กฏข้อที่ 1  แฟรนไชส์เหมือนคู่สมรสกัน
กฏข้อนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง FRANCHISOR ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันเพื่อร่วมกันทำธุรกิจภายใต้แผนงานของแฟรนไชส์  ซึ่ง FRANCHISEE จะตอบแทนในรูปของการชำระค่าสิทธิ คือ FRANCHISE FEE  และ ROYALTY  FEE ซึ่งดูเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนกันทางธุรกิจ   แต่ที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของแฟรนไชส์ควรเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบของความเข้าใจกัน   ความเห็นใจซึ่งกันและกันมากกว่าจะคิดถึงผลประโยชน์ของกันและกัน เพราะความสัมพันธ์ที่มุ่งผลประโยชน์จะไม่ยืนนาน   พอขัดกันที่ผลประโยชน์  ความสัมพันธ์จะขาดสะบั้นลง   และติดตามมาด้วยการฟ้องร้องต่อศาลหรืออย่างน้อยๆ ก็จะไม่มองหน้ากัน  ดังนั้นแฟรนไชส์ควรคำนึงถึงความชอบพอกันก่อน   เวลาจะเลือกแฟรนไชส์อย่าเพิ่งพูดถึงผลประโยชน์  ให้เปิดใจคุยกันก่อนว่า  คุณเป็นใคร  มีความรู้ความสามารถแค่ไหน  มีเงินลงทุนหรือไม่  ทำไมจึงอยากทำธุรกิจของเรา  นิสัยเป็นอย่างไร  ทั้งสองฝ่ายต้องศึกษากันให้ดีก่อน  เมื่อเข้าใจกันแล้วจึงค่อยคุยกันเรื่องธุรกิจ  ทำอย่างนี้ความสัมพันธ์จึงจะยาวนานเหมือนทั้งสองฝ่ายเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน  จึงจะทำให้แฟรนไชส์นั้นประสบความสำเร็จทั้งคู่เหมือนการเลือกคู่ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องดูใจกันในระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน  ไม่ใช่มองแต่เงินว่า  ใครมีเท่าไหร่  ใครจะจ่ายเท่าไหร่  ผลประโยชน์ข้างหน้าเอาแต่เงินทุกอย่าง  แฟรนไชส์แบบนี้จะอยู่ได้ไม่นานครับ
ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับแฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวเมืองไทยซึ่งเจ้าของขายลูกชิ้นอยู่  เมื่อมีคนมาขอซื้อลูกชิ้นไปทำก๋วยเตี๋ยวก็ให้  คิดเงินบ้างไม่คิดบ้างอาศัยช่วยๆ กันไปจนมีหลายร้อยสาขา   อย่างนี้จึงจะคบกันยืด  ไม่ใช่คุยแต่ผลประโยชน์  บางทีขายก๋วยเตี๋ยวแต่ทำในรูปแบบแชร์ลูกโซ่  เก็บเงินเท่านี้  ผลตอบแทนเท่านี้  ดูเปอร์เซ็นแล้วกว่า 300 เปอร์เซ็นต่อเดือน  พอคนแห่ลงทุนก็ปิดหนีไปเลย  อย่างนี้แหละครับ แฟรนไชส์ที่มองแต่ผลประโยชน์  มักไปไม่ค่อยไกล
กฏข้อที่ 2  แฟรนไชส์ต้องยุติธรรมทั้งสองฝ่าย
แฟรนไชส์ที่ดีต้องคำนวณผลได้ผลเสียให้เรียบร้อยในรูปแบบการแบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว
แฟรนไชส์ฟรีค่าธรรมเนียมรายเดือน  เมื่อคุยกันแล้ว Franchisee ตกลงใจที่จะทำ  ผลประโยชน์นั้นก็จะเกิดความยุติธรรมทุกฝ่าย  ดังนั้น ตัวเลขการลงทุนต้องแม่นยำมาก   Franchisor ควรมีสาขามากพอที่จะแน่ใจว่าแผนการตลาดทำรายได้เข้าเป้าทุกสาขา  และตัวเลขการลงทุนแม่นยำพอ   และระยะเวลาคืนทุนควรอยู่ในระยะเวลาของอายุสัญญาที่ทำกันก็จะทำให้ผู้ลงทุนไม่ผิดหวังกับการลงทุนเพราะการที่ Franchisee ซื้อแฟรนไชส์ก็เพราะต้องการลงทุน และมั่นใจกับธุรกิจที่ลงทุนว่าตัวเลขถูกต้อง  ก็จะประสบความสำเร็จทั้งสองฝ่าย  จำไว้เลยว่าผลงานของ Franchisor คือ ความสำเร็จของ Franchisee นั่นเอง
หลังจากรู้กฏไปเบื้องต้นแล้วลองมาดูข้อได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ที่จะทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์บ้างว่าเป็นอย่างไรครับ  ฉบับนี้ขอเสนอด้านผู้ให้สิทธิก่อน คือ  Franchisor ครับ
ข้อได้เปรียบของผู้ให้สิทธิ์
  1. ช่องทางการทำรายได้ในเขตต่างๆมากขึ้น ซึ่งบริษัท Franchisor ไม่สามารถทำได้เอง  โดยไม่ต้องเปลืองทรัพยากรด้านการจัดการและการเงิน
  2. ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องคน สามารถมุ่งในด้านการจัดการอื่นๆเช่นวิจัยและออกแบบ(Research &Design) พัฒนาระบบ,การตลาด,การจัดหาสินค้า,การฝึกอบรม ฯลฯ รวมทั้งสามารถ  มุ่งความสนใจในการแก้ปัญหาในพื้นที่เฉพาะเขต
  3. สามารถกระจายสินค้าได้กว้างขวางขึ้นและมั่นใจได้ว่ามีร้านค้าสำหรับกระจายสินค้า และบริการสู่ตลาด
  4. โปรแกรมของ Franchise บางชนิดมีความสามารถในการรับผิดชอบลูกค้าในระดับประเทศได้
  5. ระบบ Franchiseสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจนั้นได้
  6. ระบบ  Franchise คืออีกวิธีหนึ่งในการขยายธุรกิจ โดยที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจนั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  มีผลกำไรที่พอสมควร
  7. มีโอกาสได้ผู้บริหารที่ดีในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง
  8. องค์กรธุรกิจที่มีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในด้านต่างๆ เพียงจำนวนหนึ่ง  ก็สามารถจัดการและดำเนินธุรกิจในเครือข่าย  Franchise ได้แล้ว
  9. สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการลงทุนมาก
  10. การให้ผู้รับสิทธิ์เป็นผู้ลงทุนในการทำธุรกิจมีส่วนช่วยจูงใจให้ผู้รับสิทธิ์สามารถทำธุรกิจนั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงผลสำเร็จของระบบ   Franchise ด้วย
  11. ในขณะที่ Franchise  กำลังเติบโตยิ่งขึ้น   การรวมกลุ่มพลังในการจัดซื้อจะยิ่งอำนวยประโยชน์และกำลังในการจัดซื้อมากขึ้น
  12. Franchisee มักจะเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งรู้จักสภาพตลาดท้องถิ่นดีกว่า
ข้อเสียเปรียบของผู้ให้สิทธิ์
  1. ผลเสียที่สำคัญอย่างมากอย่างหนึ่งคืออาจจะทำให้ผู้ให้สิทธิ์ไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานในเครือข่ายได้
  2. ผู้ให้สิทธิ์จะต้องแน่ใจว่ามาตรฐานของสินค้าและบริการในระบบFranchiseจะคงความเป็นมาตรฐานเดียวกัน
  3. ความยากลำบากในการหา Franchisee ได้ตามคุณสมบัติที่ต้องการ
  4. หน่วยที่บริษัทเป็นเจ้าของสามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้มากกว่าหน่วยที่เป็นFranchiseหรือในทางกลับกัน
  5. ผู้รับสิทธิ์อาจจะไม่เปิดเผยรายรับที่แท้จริง    ซึ่งเป็นพื้นฐานของค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้สิทธิ์
  6. Franchise ที่เป็นระบบดี  เมื่อพบกับผู้ให้สิทธิ์ที่ไม่ดี  อาจพบกับการขัดแย้ง (ผู้รับสิทธิ์รวมหัวกันไม่จ่ายค่า  Fee )
  7. ปัญหาที่เกิดจากสัมพันธภาพในการทำงานกับผู้รับสิทธิ์

เลือกทำแฟรนไชส์ ต้องรู้จักธุรกิจแฟรนไชส์ Franchise



ธุรกิจแฟรนไชส์ และ การทำธุรกิจแฟรนไชส์ ให้ประสบความสำเร็จ นั้น เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน และเข้าใจธุรกิจแฟรนไชส์มากขึ้น จึงได้แยกคำศัพท์ออกมา เพราะมีอยู่หลายคำ ที่น่าสนใจและจำเป็นต้องรู้ ถ้าหากคิดที่จะเข้ามาทำธุรกิจแฟรนไชส์ รวมไปถึงค่าธรรมเนียมต่างๆที่ต้องจ่ายนั้น เขาเรียกว่าอะไรกันแน่ ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับคำศัพท์ต่างๆ ก่อน
แฟรนไชส์ซิ่ง ( Franchising ) 
การที่เจ้าของสิทธิ ( Franchisor )  ตกลงอนุญาตให้ผู้รับสิทธิ ( Franchisee ) ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ การค้า การบริหาร และระบบธุรกิจ ซึ่งเจ้าของสิทธิเป็นผู้พัฒนาขึ้น ผู้รับสิทธิจะต้องดำเนินธุรกิจ ตามรูปแบบและระบบธุรกิจของเจ้าของสิทธิ และจ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าของสิทธิ
แฟรนไชส์ ( Franchise )
คือ ระบบธุรกิจที่ประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
  1. จะต้องมีเจ้าของสิทธิ ผู้ถ่ายทอดวิทยาการ การทำธุรกิจทุกอย่างให้กับผู้รับสิทธิ อย่างใกล้ชิด
  2. ผู้รับสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้ชื่อการค้า เป็นค่าธรรมเนียมเริ่มแรก (Franchise Fee)
  3. ผู้รับสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ ( Royalty Fee )
แฟรนไชส์ซอร์ ( Franchisor )
เจ้าของสิทธิ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นวิธีการทำธุรกิจ จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้ขายสิทธิการดำเนินกิจการ ขายชื่อการค้าของตนเอง ให้แก่ผู้อื่น เช่น เชสเตอร์กริลล์ เป็นผู้คิดค้นร้านอาหารประเภท ไก่ย่าง และสูตรอาหาร มีรูปแบบ การจัดร้าน การจัดการเฉพาะตัว จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แล้วขายระบบทั้งหมดให้แก่ผู้อื่น บริษัทของเชสเตอร์กริลล์ อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของสิทธิ และเป็นผู้ขายแฟรนไชส์ให้ผู้อื่น เรียกว่า แฟรนไชส์ซอล หรือกรณีที่ 7-อีเลฟเว่น บริษัท ซีพี ซื้อแฟรนไชส์  มาจากต่างประเทศ แล้วมาพัฒนาขายแฟรนไชส์ให้แก่รายย่อยอีกต่อหนึ่ง บริษัท ซีพี 7- อีเลฟเว่น มีฐานะเป็นแฟรนไชส์ซอล พูดง่ายๆก็คือ แฟรนไชส์ซอล เป็นผู้ขายแฟรนไชส์ นั่นเอง
แฟรนไชส์ซี ( Franchisee )
ผู้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจตามระบบที่เจ้าของสิทธิได้จัดเตรียมไว้ รวมทั้งได้ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าเดียวกัน โดยที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการให้สิทธิอันนั้น รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทนตามผลประกอบการด้วย ซึ่งก็คือผู้ซื้อแฟรนไชส์นั่นเอง
แฟรนไชส์ฟี ( Franchise Fee ) 
ค่าตอบแทนที่เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน จะจ่ายก่อนเริ่มดำเนินงาน หรือเรียกว่า ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ซึ่งถือว่าเป็นการจ่ายค่าสิทธิต่างๆ ให้แก่บริษัทแม่
รอยัลตี้ฟี ( Royalty Fee ) 
เป็นค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนของผลการดำเนินงาน อาจจะเรียกเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน หรือต่อปี จากยอดขาย หรือบางที ก็อาจจะเก็บจากยอดสั่งซื้อสินค้าก็มี
Advertising Fee
ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนของการดำเนินงาน เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณา ในส่วนนี้แฟรนไชส์ซอล อาจจะเรียกเก็บหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน
Franchise Package Fee
ค่าตอบแทนในระบบ หรือเทคนิคต่างๆ (เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกรวมๆ ถ้าพูดเมื่อไหร่ ก็ให้เข้าใจว่าหมายถึง ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์  ค่าอบรม ฯลฯ รวมเบ็ดเสร็จอยู่ในคำๆ เดียว )
Sub – Franchise / Individual Franchise 
ผู้รับสิทธิรายย่อย แบบตัวต่อตัว จากผู้ที่ได้รับสิทธิ หรือผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิ ซึ่งอาจจะได้รับสิทธิในการเปิดกิจการแบบ
  • Single unit Franchise หมายถึง สิทธิในการเปิดดำเนินธุรกิจได้เพียง 1 แห่ง
  • Multi unit Franchise  หมายถึง สิทธิในการเปิดดำเนินธุรกิจ ได้หลายแห่ง
ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น แฟรนไชส์ซี คนที่1 ทำสัญญากับบริษัทแม่ เพื่อเปิดสาขา แฟรนไชส์ โดยในข้อตกลงกำหนดให้เปิดสาขาได้เพียง 1 แห่งเท่านั้น การให้สิทธิลักษณะนี้ คือ Single unit ในขณะที่แฟรนไชส์ซี คนที่ 2 ก็ซื้อแฟรนไชส์เหมือนกัน แต่ได้รับสิทธิในการเปิดสาขา ได้มากกว่า 1 แห่ง การให้สิทธิลักษณะนี้ คือ Multi unit แต่ยังไงๆทั้งคู่ก็ไม่มีสิทธิที่จะขายแฟรนไชส์ต่อให้กับคนอื่น ไปเปิดสาขาได้ นอกจากจะเปิดเองเท่านั้น
Sub – Area License / Development Franchise

สิทธิแฟรนไชส์แบบพัฒนาอาณาเขต แฟรนไชส์ซอล จะให้สิทธิในการขยายกิจการ แก่แฟรนไชส์ซี ภายในอาณาเขต และระยะเวลา ที่กำหนด เช่น ตันตราภัณฑ์  เป็น Sub – Area ของ 7-อีเลฟเว่น ที่มีสิทธิเปิดร้าน 7-อีเลฟเว่น ครอบคลุมในพื้นที่ภาคเหนือ ในเขตจังหวัดที่ตกลงกันไว้ หรือ เอเอ็ม/พีเอ็ม มีห้างแฟรี่แลนด์ เป็น Sub – Area  License  ที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งสามารถขยายกิจการได้มากถึง 10 สาขาในจังหวัดนครสวรรค์
Master Franchise
ผู้ที่ได้รับสิทธิ จากบริษัทแม่ให้ดำเนินธุรกิจเป็นรายแรกในประเทศหนึ่ง และมักจะเป็นรายใหญ่ ที่จะต้องทำการขยายสาขาออกไปให้ทั่วประเทศ ผู้ที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ นี้ จะได้รับการถ่ายทอดในเรื่องการบริหารในระดับที่สูงขึ้น
เมื่อทราบถึงคำศัพท์ต่างๆ ของแฟรนไชส์พอสมควรแล้ว เราลองมาเรียนรู้กฏกติกามารยาทของ แฟรนไชส์ดูว่า  จะช่วยให้เข้าใจแฟรนช์ไชส์ได้อีกมากน้อยแค่ไหน
กฏข้อที่ 1  แฟรนไชส์เหมือนคู่สมรสกัน
กฏข้อนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง FRANCHISOR ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันเพื่อร่วมกันทำธุรกิจภายใต้แผนงานของแฟรนไชส์  ซึ่ง FRANCHISEE จะตอบแทนในรูปของการชำระค่าสิทธิ คือ FRANCHISE FEE  และ ROYALTY  FEE ซึ่งดูเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนกันทางธุรกิจ   แต่ที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของแฟรนไชส์ควรเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบของความเข้าใจกัน   ความเห็นใจซึ่งกันและกันมากกว่าจะคิดถึงผลประโยชน์ของกันและกัน เพราะความสัมพันธ์ที่มุ่งผลประโยชน์จะไม่ยืนนาน   พอขัดกันที่ผลประโยชน์  ความสัมพันธ์จะขาดสะบั้นลง   และติดตามมาด้วยการฟ้องร้องต่อศาลหรืออย่างน้อยๆ ก็จะไม่มองหน้ากัน  ดังนั้นแฟรนไชส์ควรคำนึงถึงความชอบพอกันก่อน   เวลาจะเลือกแฟรนไชส์อย่าเพิ่งพูดถึงผลประโยชน์  ให้เปิดใจคุยกันก่อนว่า  คุณเป็นใคร  มีความรู้ความสามารถแค่ไหน  มีเงินลงทุนหรือไม่  ทำไมจึงอยากทำธุรกิจของเรา  นิสัยเป็นอย่างไร  ทั้งสองฝ่ายต้องศึกษากันให้ดีก่อน  เมื่อเข้าใจกันแล้วจึงค่อยคุยกันเรื่องธุรกิจ  ทำอย่างนี้ความสัมพันธ์จึงจะยาวนานเหมือนทั้งสองฝ่ายเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน  จึงจะทำให้แฟรนไชส์นั้นประสบความสำเร็จทั้งคู่เหมือนการเลือกคู่ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องดูใจกันในระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน  ไม่ใช่มองแต่เงินว่า  ใครมีเท่าไหร่  ใครจะจ่ายเท่าไหร่  ผลประโยชน์ข้างหน้าเอาแต่เงินทุกอย่าง  แฟรนไชส์แบบนี้จะอยู่ได้ไม่นานครับ
ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับแฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวเมืองไทยซึ่งเจ้าของขายลูกชิ้นอยู่  เมื่อมีคนมาขอซื้อลูกชิ้นไปทำก๋วยเตี๋ยวก็ให้  คิดเงินบ้างไม่คิดบ้างอาศัยช่วยๆ กันไปจนมีหลายร้อยสาขา   อย่างนี้จึงจะคบกันยืด  ไม่ใช่คุยแต่ผลประโยชน์  บางทีขายก๋วยเตี๋ยวแต่ทำในรูปแบบแชร์ลูกโซ่  เก็บเงินเท่านี้  ผลตอบแทนเท่านี้  ดูเปอร์เซ็นแล้วกว่า 300 เปอร์เซ็นต่อเดือน  พอคนแห่ลงทุนก็ปิดหนีไปเลย  อย่างนี้แหละครับ แฟรนไชส์ที่มองแต่ผลประโยชน์  มักไปไม่ค่อยไกล
กฏข้อที่ 2  แฟรนไชส์ต้องยุติธรรมทั้งสองฝ่าย
แฟรนไชส์ที่ดีต้องคำนวณผลได้ผลเสียให้เรียบร้อยในรูปแบบการแบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว
แฟรนไชส์ฟรีค่าธรรมเนียมรายเดือน  เมื่อคุยกันแล้ว Franchisee ตกลงใจที่จะทำ  ผลประโยชน์นั้นก็จะเกิดความยุติธรรมทุกฝ่าย  ดังนั้น ตัวเลขการลงทุนต้องแม่นยำมาก   Franchisor ควรมีสาขามากพอที่จะแน่ใจว่าแผนการตลาดทำรายได้เข้าเป้าทุกสาขา  และตัวเลขการลงทุนแม่นยำพอ   และระยะเวลาคืนทุนควรอยู่ในระยะเวลาของอายุสัญญาที่ทำกันก็จะทำให้ผู้ลงทุนไม่ผิดหวังกับการลงทุนเพราะการที่ Franchisee ซื้อแฟรนไชส์ก็เพราะต้องการลงทุน และมั่นใจกับธุรกิจที่ลงทุนว่าตัวเลขถูกต้อง  ก็จะประสบความสำเร็จทั้งสองฝ่าย  จำไว้เลยว่าผลงานของ Franchisor คือ ความสำเร็จของ Franchisee นั่นเอง
หลังจากรู้กฏไปเบื้องต้นแล้วลองมาดูข้อได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ที่จะทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์บ้างว่าเป็นอย่างไรครับ  ฉบับนี้ขอเสนอด้านผู้ให้สิทธิก่อน คือ  Franchisor ครับ
ข้อได้เปรียบของผู้ให้สิทธิ์
  1. ช่องทางการทำรายได้ในเขตต่างๆมากขึ้น ซึ่งบริษัท Franchisor ไม่สามารถทำได้เอง  โดยไม่ต้องเปลืองทรัพยากรด้านการจัดการและการเงิน
  2. ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องคน สามารถมุ่งในด้านการจัดการอื่นๆเช่นวิจัยและออกแบบ(Research &Design) พัฒนาระบบ,การตลาด,การจัดหาสินค้า,การฝึกอบรม ฯลฯ รวมทั้งสามารถ  มุ่งความสนใจในการแก้ปัญหาในพื้นที่เฉพาะเขต
  3. สามารถกระจายสินค้าได้กว้างขวางขึ้นและมั่นใจได้ว่ามีร้านค้าสำหรับกระจายสินค้า และบริการสู่ตลาด
  4. โปรแกรมของ Franchise บางชนิดมีความสามารถในการรับผิดชอบลูกค้าในระดับประเทศได้
  5. ระบบ Franchiseสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจนั้นได้
  6. ระบบ  Franchise คืออีกวิธีหนึ่งในการขยายธุรกิจ โดยที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจนั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  มีผลกำไรที่พอสมควร
  7. มีโอกาสได้ผู้บริหารที่ดีในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง
  8. องค์กรธุรกิจที่มีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในด้านต่างๆ เพียงจำนวนหนึ่ง  ก็สามารถจัดการและดำเนินธุรกิจในเครือข่าย  Franchise ได้แล้ว
  9. สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการลงทุนมาก
  10. การให้ผู้รับสิทธิ์เป็นผู้ลงทุนในการทำธุรกิจมีส่วนช่วยจูงใจให้ผู้รับสิทธิ์สามารถทำธุรกิจนั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงผลสำเร็จของระบบ   Franchise ด้วย
  11. ในขณะที่ Franchise  กำลังเติบโตยิ่งขึ้น   การรวมกลุ่มพลังในการจัดซื้อจะยิ่งอำนวยประโยชน์และกำลังในการจัดซื้อมากขึ้น
  12. Franchisee มักจะเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งรู้จักสภาพตลาดท้องถิ่นดีกว่า
ข้อเสียเปรียบของผู้ให้สิทธิ์
  1. ผลเสียที่สำคัญอย่างมากอย่างหนึ่งคืออาจจะทำให้ผู้ให้สิทธิ์ไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานในเครือข่ายได้
  2. ผู้ให้สิทธิ์จะต้องแน่ใจว่ามาตรฐานของสินค้าและบริการในระบบFranchiseจะคงความเป็นมาตรฐานเดียวกัน
  3. ความยากลำบากในการหา Franchisee ได้ตามคุณสมบัติที่ต้องการ
  4. หน่วยที่บริษัทเป็นเจ้าของสามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้มากกว่าหน่วยที่เป็นFranchiseหรือในทางกลับกัน
  5. ผู้รับสิทธิ์อาจจะไม่เปิดเผยรายรับที่แท้จริง    ซึ่งเป็นพื้นฐานของค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้สิทธิ์
  6. Franchise ที่เป็นระบบดี  เมื่อพบกับผู้ให้สิทธิ์ที่ไม่ดี  อาจพบกับการขัดแย้ง (ผู้รับสิทธิ์รวมหัวกันไม่จ่ายค่า  Fee )
  7. ปัญหาที่เกิดจากสัมพันธภาพในการทำงานกับผู้รับสิทธิ์
ธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) การทำธุรกิจในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ การวางแผนธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการระดมความคิด และวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อสรุป นำมากำหนดเป็นแผนงานและเป้าหมายธุรกิจ ที่พร้อมจะนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายในอนาคต 
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เส้นชัยนั้น มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จึงต้องมีอุปสรรค ต่างก็จะเจอปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและความยากง่ายในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ
เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า " การปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง และทันท่วงที คือหนทางแห่งชัยชนะที่แท้จริง " สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารต้องมี คือ ความมุ่งมั่น ทะเยอ ทะยาน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะพบอุปสรรคใดๆ ก็จะต้องนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จให้ได้ แต่ถ้าขาดการปรับตัวที่ชาญฉลาด ก็อาจทำให้ธุรกิจประสบความล้มเหลวได้ทุกเมื่อ อย่างที่มักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า "พลาดครั้งเดียว มีสิทธิ์ล้มได้" ซึ่งคำนี้จะไม่เกิดขึ้น หากเรามีการวางแผนที่ดีและสามารถปรับแผนงานฯ ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยไม่ปล่อยให้ลุกลาม บานปลายไปมากกว่านี้ หรือพูดอีกอย่างก็คือ "ปรับตัวทัน" ก่อนที่มันจะสาย
หลายคนยังมองไม่ออกเลยว่า จะเริ่มต้นปรับแผนตรงไหนดี ยังไม่รู้เลยว่าจุดไหนควรปรับ ไม่ควรปรับ ปรับแผนตรงไหนก่อน - หลัง ฯ เป็นต้น วิธีการหนึ่งที่จะขอนำมากล่าวในที่นี้ ก็คือ การนำหลักทฤษฎีวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค หรือ SWOT Analysis ของ อัลเบิร์ต ฮัมฟรี (Albert Humphrey) ผู้คิดค้นทฤษฎีนี้ 
การวิเคราะห์สวอต (SWOT Analysis) หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง เช่น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ หรือ การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม แล้วแต่ใครจะใช้คำเรียกอย่างไร ซึ่ง SWOT เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ สำหรับองค์กร หรือโครงการ ซึ่งช่วยผู้บริหารกำหนดจุดแข็งและจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่มีศักยภาพจากปัจจัยเหล่านี้ต่อการทำงานขององค์กร และการดำเนินธุรกิจ
เรามาดูกันว่า การนำ SWOT มาใช้ในการปรับแผนงานธุรกิจ เพื่อชัยชนะมีอะไรบ้าง โดยการใช้ทฤษฎี SWOT Analysis มาเป็นตัวชี้วัด ทิศทางการดำเนินแผนงานธุรกิจ ว่าจะปรับปรุงแผนไปในทิศทางใดและทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด ซึ่งก่อนการจะนำมาวิเคราะห์ จะต้องเข้าใจความหมายของคำแต่ละคำเสียก่อน จึงจะสามารถนำมาวิเคราะห์ปรับใช้ในการปรับแผนงานธุรกิจได้ เริ่มจาก
S มาจาก Strengths คือ จุดเด่นหรือจุดแข็ง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในบริษัท เช่น จุดแข็งด้านส่วนประสม จุดแข็งด้านการเงิน จุดแข็งด้านการผลิต จุดแข็งด้านทรัพยากรบุคคล เราสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด แผนงานธุรกิจได้
การปรับแผนโดยใช้ S ต้องดูว่าเรามีจุดแข็งอะไรบ้าง เพื่อให้เราสามารถปรับแผนสนับสนุนให้จุดแข็ง มีความเข้มแข็งหรือมีจุดเด่นมากยิ่งขึ้นและเหนือกว่าคู่แข่งขันอยู่ตลอดเวลา ต้องทำอะไรบ้าง ทำอย่างไร มีวิธีการอะไร เพื่อเสริมจุดแข็งให้กับธุรกิจ ซึ่งแผนงานธุรกิจที่ดี ควรเน้นไปที่จุดแข็งให้ได้มากที่สุด
W มาจาก Weaknesses คือ จุดด้อยหรือจุดอ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในต่างๆ ของบริษัท ซึ่งบริษัทจะต้องหาวิธีในการแก้ปัญหานั้นๆ ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและแผนงานธุรกิจ 
การปรับแผนโดยใช้ W เราต้องดูว่า เรามีจุดอ่อนที่ยังไม่ได้แก้ไข อะไรบ้าง รวมถึงจุดอ่อนที่เกิดขึ้นใหม่ ในระหว่างการดำเนินแผนงานธุรกิจ สามารถปรับจุดอ่อนให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการโจมตีจากคู่แข้งขัน หรือหากสามารถปรับจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งได้ ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ควรวางแผนแนวทางธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงจุดอ่อน อันจะนำมาซึ่งข้อได้เปรียบ เสียเปรียบของการดำเนินธุรกิจได้ในอนาคต
O มาจาก Opportunities คือ โอกาส ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นผลจากการที่สภาพแวดล้อมภายนอกของบริษัทเอื้อประโยชน์หรือส่งเสริมการดำเนินงานขององค์กร โอกาสแตกต่างจากจุดแข็งตรงที่โอกาสนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายนอก แต่จุดแข็งนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายใน ซึ่งนักบริหารที่ดีจะต้องเสาะแสวงหาโอกาสอยู่เสมอ และใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้นให้ได้มากที่สุด
จากการปรับแผน โดยใช้ O มาวิเคราะห์ว่า โอกาสที่มีอยู่ สามารถวางแผนงานธุรกิจให้ไปสู่โอกาสทางธุรกิจได้อย่างไรและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงแผนงานอะไรได้บ้าง เพื่อให้ธุรกิจได้รับโอกาสทางธุรกิจ และสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับธุรกิจได้
T มาจาก Threats คือ อุปสรรค ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและพยายามขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้จริง
การปรับแผน โดยใช้ T อุปสรรค มาเป็นแนวทางในการแก้ไข ข้อบกพร่อง ทำอย่างไร จะสามารถลดอุปสรรคให้เหลือน้อยที่สุดได้อย่างไร ด้วยวิธีการอะไร หรือแก้ไขอุปสรรคให้เป็น โอกาสธุรกิจได้อย่างไร ทั้งนี้ ก็เพื่่อให้แผนงานที่ดำเนินอยู่ เป็นไปในทิศทางที่ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคขึ้นได้ในอนาคต เปรียบเหมือนหนทางที่ดำเนินธุรกิจ หากหนทางนี้ไม่สะดวก เราก็ควรหาหนทางใหม่ ที่สะดวกมากว่า เพื่อเป็นแนวทางธุรกิจต่อไป 

เป็นยังงัยบ้างครับ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ที่จะทำให้นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่าน สามารถนำไปปรับใช้กับแผนงานธุรกิจได้ และรู้หนทางในการเอาตัวรอดจากเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา และนี่ก็เป็นอีกหนทางที่จะทำให้ท่านสามารถนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายให้ตลอดรอดฝั่งได้ในที่สุด


.. ไม่มีการเริ่มต้น ก็จะไม่มีสิ้นสุด ..
.. T. Tinthanakit ..

credit : bisnescafe.com

ปรับแผน.... เพื่อชัยชนะ ด้วย SWOT Analysis

ธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) การทำธุรกิจในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ การวางแผนธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการระดมความคิด และวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อสรุป นำมากำหนดเป็นแผนงานและเป้าหมายธุรกิจ ที่พร้อมจะนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายในอนาคต 
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เส้นชัยนั้น มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จึงต้องมีอุปสรรค ต่างก็จะเจอปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและความยากง่ายในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ
เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า " การปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง และทันท่วงที คือหนทางแห่งชัยชนะที่แท้จริง " สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารต้องมี คือ ความมุ่งมั่น ทะเยอ ทะยาน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะพบอุปสรรคใดๆ ก็จะต้องนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จให้ได้ แต่ถ้าขาดการปรับตัวที่ชาญฉลาด ก็อาจทำให้ธุรกิจประสบความล้มเหลวได้ทุกเมื่อ อย่างที่มักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า "พลาดครั้งเดียว มีสิทธิ์ล้มได้" ซึ่งคำนี้จะไม่เกิดขึ้น หากเรามีการวางแผนที่ดีและสามารถปรับแผนงานฯ ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยไม่ปล่อยให้ลุกลาม บานปลายไปมากกว่านี้ หรือพูดอีกอย่างก็คือ "ปรับตัวทัน" ก่อนที่มันจะสาย
หลายคนยังมองไม่ออกเลยว่า จะเริ่มต้นปรับแผนตรงไหนดี ยังไม่รู้เลยว่าจุดไหนควรปรับ ไม่ควรปรับ ปรับแผนตรงไหนก่อน - หลัง ฯ เป็นต้น วิธีการหนึ่งที่จะขอนำมากล่าวในที่นี้ ก็คือ การนำหลักทฤษฎีวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค หรือ SWOT Analysis ของ อัลเบิร์ต ฮัมฟรี (Albert Humphrey) ผู้คิดค้นทฤษฎีนี้ 
การวิเคราะห์สวอต (SWOT Analysis) หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง เช่น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ หรือ การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม แล้วแต่ใครจะใช้คำเรียกอย่างไร ซึ่ง SWOT เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ สำหรับองค์กร หรือโครงการ ซึ่งช่วยผู้บริหารกำหนดจุดแข็งและจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่มีศักยภาพจากปัจจัยเหล่านี้ต่อการทำงานขององค์กร และการดำเนินธุรกิจ
เรามาดูกันว่า การนำ SWOT มาใช้ในการปรับแผนงานธุรกิจ เพื่อชัยชนะมีอะไรบ้าง โดยการใช้ทฤษฎี SWOT Analysis มาเป็นตัวชี้วัด ทิศทางการดำเนินแผนงานธุรกิจ ว่าจะปรับปรุงแผนไปในทิศทางใดและทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด ซึ่งก่อนการจะนำมาวิเคราะห์ จะต้องเข้าใจความหมายของคำแต่ละคำเสียก่อน จึงจะสามารถนำมาวิเคราะห์ปรับใช้ในการปรับแผนงานธุรกิจได้ เริ่มจาก
S มาจาก Strengths คือ จุดเด่นหรือจุดแข็ง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในบริษัท เช่น จุดแข็งด้านส่วนประสม จุดแข็งด้านการเงิน จุดแข็งด้านการผลิต จุดแข็งด้านทรัพยากรบุคคล เราสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด แผนงานธุรกิจได้
การปรับแผนโดยใช้ S ต้องดูว่าเรามีจุดแข็งอะไรบ้าง เพื่อให้เราสามารถปรับแผนสนับสนุนให้จุดแข็ง มีความเข้มแข็งหรือมีจุดเด่นมากยิ่งขึ้นและเหนือกว่าคู่แข่งขันอยู่ตลอดเวลา ต้องทำอะไรบ้าง ทำอย่างไร มีวิธีการอะไร เพื่อเสริมจุดแข็งให้กับธุรกิจ ซึ่งแผนงานธุรกิจที่ดี ควรเน้นไปที่จุดแข็งให้ได้มากที่สุด
W มาจาก Weaknesses คือ จุดด้อยหรือจุดอ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในต่างๆ ของบริษัท ซึ่งบริษัทจะต้องหาวิธีในการแก้ปัญหานั้นๆ ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและแผนงานธุรกิจ 
การปรับแผนโดยใช้ W เราต้องดูว่า เรามีจุดอ่อนที่ยังไม่ได้แก้ไข อะไรบ้าง รวมถึงจุดอ่อนที่เกิดขึ้นใหม่ ในระหว่างการดำเนินแผนงานธุรกิจ สามารถปรับจุดอ่อนให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการโจมตีจากคู่แข้งขัน หรือหากสามารถปรับจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งได้ ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ควรวางแผนแนวทางธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงจุดอ่อน อันจะนำมาซึ่งข้อได้เปรียบ เสียเปรียบของการดำเนินธุรกิจได้ในอนาคต
O มาจาก Opportunities คือ โอกาส ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นผลจากการที่สภาพแวดล้อมภายนอกของบริษัทเอื้อประโยชน์หรือส่งเสริมการดำเนินงานขององค์กร โอกาสแตกต่างจากจุดแข็งตรงที่โอกาสนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายนอก แต่จุดแข็งนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายใน ซึ่งนักบริหารที่ดีจะต้องเสาะแสวงหาโอกาสอยู่เสมอ และใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้นให้ได้มากที่สุด
จากการปรับแผน โดยใช้ O มาวิเคราะห์ว่า โอกาสที่มีอยู่ สามารถวางแผนงานธุรกิจให้ไปสู่โอกาสทางธุรกิจได้อย่างไรและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงแผนงานอะไรได้บ้าง เพื่อให้ธุรกิจได้รับโอกาสทางธุรกิจ และสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับธุรกิจได้
T มาจาก Threats คือ อุปสรรค ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและพยายามขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้จริง
การปรับแผน โดยใช้ T อุปสรรค มาเป็นแนวทางในการแก้ไข ข้อบกพร่อง ทำอย่างไร จะสามารถลดอุปสรรคให้เหลือน้อยที่สุดได้อย่างไร ด้วยวิธีการอะไร หรือแก้ไขอุปสรรคให้เป็น โอกาสธุรกิจได้อย่างไร ทั้งนี้ ก็เพื่่อให้แผนงานที่ดำเนินอยู่ เป็นไปในทิศทางที่ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคขึ้นได้ในอนาคต เปรียบเหมือนหนทางที่ดำเนินธุรกิจ หากหนทางนี้ไม่สะดวก เราก็ควรหาหนทางใหม่ ที่สะดวกมากว่า เพื่อเป็นแนวทางธุรกิจต่อไป 

เป็นยังงัยบ้างครับ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ที่จะทำให้นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่าน สามารถนำไปปรับใช้กับแผนงานธุรกิจได้ และรู้หนทางในการเอาตัวรอดจากเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา และนี่ก็เป็นอีกหนทางที่จะทำให้ท่านสามารถนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายให้ตลอดรอดฝั่งได้ในที่สุด


.. ไม่มีการเริ่มต้น ก็จะไม่มีสิ้นสุด ..
.. T. Tinthanakit ..

credit : bisnescafe.com
คนจะรวยช่วยไม่ได้ เตรียมรวยซะให้เข็ด จงกล้าที่จะบ้าและซ่าส์ให้ถึงที่สุด เพราะต่อจากนี้ไปจะรวยไม่รู้เรื่อง 
เขาทำเงินได้หลายแสนเหรียญต่อชั่วโมงในตอน­กลางวัน เขาผลาญมันเร็วยิ่งกว่าในตอนกลางคืน... เรื่องราวการขึ้นสู่จุดสูงสุดและลงสู่จุดต่ำสุดของโบรคเกอร์หนุ่มที่ถูกทุกคนในวงการ­เรียกว่า "หมาป่าแห่งวอลล์สตรีท" 
The Wolf of Wall Street : “คนจะรวย ช่วยไม่ได้”  ภาพยนตร์ฮอลลิวู้ด ปี 2556 ที่สร้างจากเรื่องจริงของประธานบริษัทโบรกเกอร์ชื่อดัง “จอร์แดน เบลฟอร์” การดำเนินเรื่อง โดยเริ่มตั้งแต่สมัยทำงานเป็นโบรกเกอร์วันแรก จนทำเงินมหาศาล แล้วก็ผลาญเงินไปกับอบายมุขทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้เหล้า ยา หรือแม้แต่เซ็กส์ จนกระทั่งในปี 1998 เขาถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงตลาดหลักทรัพย์และติดคุกในเรือนจำของรัฐ
และถูกแบนจากตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการแสดงของ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ และผลงานการกำกับโดยสุดยอดผู้กำกับ มาร์ติน สกอเซซี่ย์
ซึ่งหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ทำให้ได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตหลายแง่มุม โดยเฉพาะด้านการเงิน ที่ต้องมีหลักการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีความสุขและสนุกไปกับการลงทุน ซึ่งแง่คิดหนึ่งที่น่าสนใจมาจากประโยคที่ว่า “ไม่มีใครรู้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง” ... บทเรียนอันเป็นหัวใจสำคัญที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่คุณผู้อ่านสามารถนำข้อคิดจากภาพยนตร์มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น ด้วยเทคนิคเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "การพึ่งพามืออาชีพ" "การสร้างความมุ่งมั่นและตั้งใจ" "การมองเห็นอนาคตได้" ที่จะสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ "การสร้างเครือข่ายธุรกิจเพื่อเพิ่ม Connection" "การเรียนรู้รสนิยมด้านการลงทุนของตนเอง" "การให้ความสำคัญกับความล้มเหลว เพื่อสร้างเป็นแรงขับ" และสุดท้าย "คือการรอบรู้ในสิ่งที่ตนเองกำลังให้ความสนใจ" เพราะสิ่งนี้จะทำให้คุณรวยได้แบบไม่รู้เรื่อง รวยซะให้เข็ด...
คอนักลงทุนหรือคอหุ้นไม่ควรพลาด เพราะมันจะเป็นแรงบันดาลใจในแง่ของการลงทุนที่คุณเองอาจจะไม่รู้ตัวว่า แท้ที่จริงแล้ว มันมีอยู่ในตัวตนของคุณทุกคน หากแต่ว่าคุณจะใช้มันอย่างไรให้เกิดเป็นผลสำเร็จขึ้นมาได้.. เหมือนคำกล่าวที่ว่า "ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง" 
ท้ายที่สุดนี้ คุณต้อง “ไม่ลืมเรื่องการบริหารความเสี่ยง” ดังเช่นสถาบันการเงินหลายแห่งได้กล่าวไว้ “การลงทุนมีความเสี่ยง” จึงควร “กระจายความเสี่ยงในแง่ของการลงทุน” ซึ่งนั่นก็คือแนวทางของหมาป่า แห่งวอลสตรีท ผู้กระหายความร่ำรวย ได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้

เตรียมพบกับภาคเนื้อหาฉบับเต็ม พร้อม Inforgrafic ประกอบเรื่อง เร็วๆ 

ขอได้รับความขอบคุณ
จาก ฺWeb Admin
ภาพประกอบจาก Internet, MoviesMpictures

คนจะรวยช่วยไม่ได้ เตรียมรวยซะให้เข็ด

คนจะรวยช่วยไม่ได้ เตรียมรวยซะให้เข็ด จงกล้าที่จะบ้าและซ่าส์ให้ถึงที่สุด เพราะต่อจากนี้ไปจะรวยไม่รู้เรื่อง 
เขาทำเงินได้หลายแสนเหรียญต่อชั่วโมงในตอน­กลางวัน เขาผลาญมันเร็วยิ่งกว่าในตอนกลางคืน... เรื่องราวการขึ้นสู่จุดสูงสุดและลงสู่จุดต่ำสุดของโบรคเกอร์หนุ่มที่ถูกทุกคนในวงการ­เรียกว่า "หมาป่าแห่งวอลล์สตรีท" 
The Wolf of Wall Street : “คนจะรวย ช่วยไม่ได้”  ภาพยนตร์ฮอลลิวู้ด ปี 2556 ที่สร้างจากเรื่องจริงของประธานบริษัทโบรกเกอร์ชื่อดัง “จอร์แดน เบลฟอร์” การดำเนินเรื่อง โดยเริ่มตั้งแต่สมัยทำงานเป็นโบรกเกอร์วันแรก จนทำเงินมหาศาล แล้วก็ผลาญเงินไปกับอบายมุขทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้เหล้า ยา หรือแม้แต่เซ็กส์ จนกระทั่งในปี 1998 เขาถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงตลาดหลักทรัพย์และติดคุกในเรือนจำของรัฐ
และถูกแบนจากตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการแสดงของ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ และผลงานการกำกับโดยสุดยอดผู้กำกับ มาร์ติน สกอเซซี่ย์
ซึ่งหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ทำให้ได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตหลายแง่มุม โดยเฉพาะด้านการเงิน ที่ต้องมีหลักการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีความสุขและสนุกไปกับการลงทุน ซึ่งแง่คิดหนึ่งที่น่าสนใจมาจากประโยคที่ว่า “ไม่มีใครรู้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง” ... บทเรียนอันเป็นหัวใจสำคัญที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่คุณผู้อ่านสามารถนำข้อคิดจากภาพยนตร์มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น ด้วยเทคนิคเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "การพึ่งพามืออาชีพ" "การสร้างความมุ่งมั่นและตั้งใจ" "การมองเห็นอนาคตได้" ที่จะสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ "การสร้างเครือข่ายธุรกิจเพื่อเพิ่ม Connection" "การเรียนรู้รสนิยมด้านการลงทุนของตนเอง" "การให้ความสำคัญกับความล้มเหลว เพื่อสร้างเป็นแรงขับ" และสุดท้าย "คือการรอบรู้ในสิ่งที่ตนเองกำลังให้ความสนใจ" เพราะสิ่งนี้จะทำให้คุณรวยได้แบบไม่รู้เรื่อง รวยซะให้เข็ด...
คอนักลงทุนหรือคอหุ้นไม่ควรพลาด เพราะมันจะเป็นแรงบันดาลใจในแง่ของการลงทุนที่คุณเองอาจจะไม่รู้ตัวว่า แท้ที่จริงแล้ว มันมีอยู่ในตัวตนของคุณทุกคน หากแต่ว่าคุณจะใช้มันอย่างไรให้เกิดเป็นผลสำเร็จขึ้นมาได้.. เหมือนคำกล่าวที่ว่า "ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง" 
ท้ายที่สุดนี้ คุณต้อง “ไม่ลืมเรื่องการบริหารความเสี่ยง” ดังเช่นสถาบันการเงินหลายแห่งได้กล่าวไว้ “การลงทุนมีความเสี่ยง” จึงควร “กระจายความเสี่ยงในแง่ของการลงทุน” ซึ่งนั่นก็คือแนวทางของหมาป่า แห่งวอลสตรีท ผู้กระหายความร่ำรวย ได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้

เตรียมพบกับภาคเนื้อหาฉบับเต็ม พร้อม Inforgrafic ประกอบเรื่อง เร็วๆ 

ขอได้รับความขอบคุณ
จาก ฺWeb Admin
ภาพประกอบจาก Internet, MoviesMpictures

9/04/2557

ธุรกิจ รับจัดงานแต่งงาน ในยุคนี้ ต้องยกให้ทีมงาน สิริ ออร์แกไนซ์ ผู้ให้บริการ รับจัดงานแต่งงาน ที่มีความพร้อมครบทุกด้าน ผ่านประสบการณ์มากว่า 7 ปี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของความประทับใจให้แก่คู่บ่าวมากมาย โดยเฉพาะ ใครสนใจจัดงานแต่งงานบ้านเรือนไทย ต้องยกนิ้วให้กับทีมงาน สิริออร์แกไนซ์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดงานแต่งงานที่เป็นแบบพิธีไทย ผสมผสานวัฒนธรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว วันนี้ สิริ ออร์แกไนซ์ ได้รับเกียรติลงสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ "ธุรกิจจัดงานแต่งแบบไทยแท้" เรามาฟังวิสัยทัศน์และแนวคิดการทำงานของ สิริออร์แกไนซ์ กันครับ ว่าน่าสนใจเพียงไร


หากใครได้อ่านบทสัมภาษณ์แล้ว สนใจใช้บริการ สามารถติดต่อได้ที่ 08888-52500 คุณปุญ ได้เลยนะค่ะ เขาบอกว่าติดต่อ สิริออร์แกไนซ์ ไม่ผิดหวังแน่นอน สนใจเข้าชมผลงานได้ที่เว็บไซต์ www.siri-organize.com หรือทาง Facebook. ได้ที่ https://www.facebook.com/Siri.organizeFanpage








    

ธุรกิจ รับจัดงานแต่งงาน สิริออร์แกไนซ์ (Siri Organize)

ธุรกิจ รับจัดงานแต่งงาน ในยุคนี้ ต้องยกให้ทีมงาน สิริ ออร์แกไนซ์ ผู้ให้บริการ รับจัดงานแต่งงาน ที่มีความพร้อมครบทุกด้าน ผ่านประสบการณ์มากว่า 7 ปี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของความประทับใจให้แก่คู่บ่าวมากมาย โดยเฉพาะ ใครสนใจจัดงานแต่งงานบ้านเรือนไทย ต้องยกนิ้วให้กับทีมงาน สิริออร์แกไนซ์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดงานแต่งงานที่เป็นแบบพิธีไทย ผสมผสานวัฒนธรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว วันนี้ สิริ ออร์แกไนซ์ ได้รับเกียรติลงสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ "ธุรกิจจัดงานแต่งแบบไทยแท้" เรามาฟังวิสัยทัศน์และแนวคิดการทำงานของ สิริออร์แกไนซ์ กันครับ ว่าน่าสนใจเพียงไร


หากใครได้อ่านบทสัมภาษณ์แล้ว สนใจใช้บริการ สามารถติดต่อได้ที่ 08888-52500 คุณปุญ ได้เลยนะค่ะ เขาบอกว่าติดต่อ สิริออร์แกไนซ์ ไม่ผิดหวังแน่นอน สนใจเข้าชมผลงานได้ที่เว็บไซต์ www.siri-organize.com หรือทาง Facebook. ได้ที่ https://www.facebook.com/Siri.organizeFanpage








    

7/17/2557



สิริ ฟอร์เร้นท์ บริการให้เช่าโดยมีสินค้าไว้คอยบริการมากมาย อาทิเช่น โต๊ะ เก้าอี้ เต็นท์ พัดลมไอน้ำ อุปกรณ์จัดงาน อุปกรณ์จัดเลี้ยง อุปกรณ์เสริม เช่นผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเก้าอี้สีขาว โบว์ผูกเก้าอี้สีต่างๆ บริการจับระบาย จับจีบ ผูกผ้า โยงผ้าตกแต่งสถานที่ โยงผ้าเต็นท์ อุปกรณ์จัดงาน เรามีอุปกรณ์ตกแต่งานต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน wedding งานบวช งานพิธี งานมงคล งานเปิดตัว งานเลี้ยงรับรอง งานเลี้ยงสังสรรค์ งานจัดประชุมสัมนา จัดงานอีเว้นท์ Event พร้อมมีบริการเสริม งานจัดตกแต่งสถานที่ งานจัดดอกไม้ จัดกระถาง จัดแจกัน จัดหน้าเวที จัดสแตนด์ ด้วยบริการแบบมืออาชีพ รวด ว่องไว ตรงเวลา ราคายุติธรรม และเป็นกันเอง สินค้าทุกชิ้นรับรองไม่ผิดหวัง สภาพใหม่ทุกชิ้น บริการ ให้เช่า เช่าโต๊ะ เช่าเก้าอี้ เช่าเต็นท์ อุปกรณ์จัดงาน อุปกรณ์จัดเลี้ยง ชุดพิธีต่างๆ พร้อมตกแต่งบรรยากาศ จัดพื้นที่ ตกแต่งดอกไม้ ซุ้ม เวที ไฟแสงสี เสียง ครบวงจร

  1. เต้นท์ทรงโค้งแบบครึ่งวงกลม-สีขาว ขนาด 3 x 6 / เสาสูง 2.50 เมตร
  2. เต้นท์ทรงโค้งแบบครึ่งวงกลม-สีขาว ขนาด 4 x 8 / เสาสูง 2.50 เมตร
  3. เต็นท์ทรงโค้งแบบครึ่งวงกลม-สีขาว ขนาด 5 x 12 เมตร / เสาสูง 2.50 เมตร
  4. เต็นท์ทรงปิรามิด-สีขาว (ไม่ติดโลโก้) ขนาด 3 x 3 เมตร
  5. เต็นท์ทรงปิรามิด-สีขาว (ไม่ติดโลโก้) ขนาด 4 x 4 เมตร
  6. เต็นท์ทรงปิรามิด-สีขาว (ไม่ติดโลโก้) ขนาด 5 x 5 เมตร
  7. เต็นท์ทรงสูงสไตล์เซนจูรี่-สีขาว ขนาด 3 x 3 เมตร / เสาสูง 2.0 เมตร
  8. เต็นท์ทรงสูงสไตล์เซนจูรี่-สีขาว ขนาด 4 x 4 เมตร / เสาสูง 2.50 – 3.00 เมตร
  9. เต็นท์ทรงสูงสไตล์เซนจูรี่-สีขาว ขนาด 5 x 5 เมตร / เสาสูง 2.50 – 3.00 เมตร
  10. เต็นท์ทรงสูงสไตล์เซนจูรี-สีขาว ขนาด 6 x 6 เมตร / เสาสูง 2.50 – 3.00 เมตร
  11. เต็นท์ขนาดใหญ่ทรงโค้ง-สีขาว ขนาด 10 x 20 เมตร / เสาสูง 3.0 – 3.50 เมตร
  12. เต็นท์ทรงจั่ว-สีขาว ขนาด 3 x 6 เมตร / เสาสูง 2.50 เมตร
  13. เต็นท์ทรงจั่ว-สีขาว ขนาด 4 x 8 เมตร / เสาสูง 2.50 เมตร
  14. เต็นท์ทรงจั่ว-สีขาว ขนาด 5 x 12 เมตร / เสาสูง 2.50 เมตร
  15. เต็นท์อื่น ๆ ฯลฯ .....
หมายเหตุการสั่งจองเต็นท์ : ให้ทำการวัดขนาดพื้นที่สำหรับจะตั้งเต็นท์ กว้าง x ยาว แล้วเลือกรูปแบบเต็นท์โค้ง, จั่ว, ปิรามิด ขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ โทรสั่งจองเต็นท์หรือแฟกซ์รายละเอียดการสั่งจอง พร้อมแผนที่ ที่เบอร์ 02-5098575 หรือส่ง e-mail: siriforrent@gmail.com
โดยระบุ :- รูปแบบเต็นท์โค้ง, จั่ว, ปิรามิด ขนาดที่ต้องการ จำนวนเต็นท์ วันที่ใช้งาน วันที่ติดตั้ง (ปกติจะติดตั้งก่อนวันงาน 1 วัน) ชื่อผู้สั่งจอง เบอร์โทร.ผู้สั่งจอง เมื่อได้รับการติดต่อกลับแล้ว ก็จะต้องมีการโอนชำระเงินมัดจำค่าเช่า 50% พร้อมค่าขนส่งเต็มจำนวน(สำหรับต่างจังหวัด) เมื่อชำระเข้ามาแล้วให้แจ้งการชำระเงินที่เบอร์ 087-039-7278

โต๊ะ เก้าอี้ / ผ้าคลุมโต๊ะเก้าอี้ / แชร์โบว์ (ชุด) ให้เช่า
  1. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมโต๊ะ + เก้าอี้พลาสติกมีพนักพิง 10 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร
  2. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมหน้าโต๊ะ + เก้าอี้พลาสติกมีพนักพิงพร้อมผ้าคลุมเก้าอี้ 10 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร
  3. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมหน้าโต๊ะ + เก้าอี้พลาสติกมีพนักพิงพร้อมผ้าคลุมเก้าอี้ + แชร์โบว์ 10 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร 
  4. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมหน้าโต๊ะ + เก้าอี้เบาะนามมีพนักพิง 10 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร
  5. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมหน้าโต๊ะ + เก้าอี้เบาะนามมีพนักพิง 8 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร


โต๊ะ เก้าอี้ / ผ้าคลุมโต๊ะเก้าอี้ / แชร์โบว์ (ตัว) ให้เช่า
  1. โต๊ะโฟเมก้าทรงเหลี่ยมหน้าขาว คลุมผ้าสเกิร์ต ขนาด 1.80 x 0.75 เมตร
  2. โต๊ะโฟเมก้าทรงเหลี่ยมหน้าขาว คลุมผ้าสเกิร์ต ขนาด 1.20 x 0.60 เมตร
  3. เก้าอี้พลาสติก-สีขาว
  4. เก้าอี้พลาสติก-สีขาว + ผ้าคลุมเก้าอี้-สีขาว
  5. เก้าอี้เบาะนวม
  6. ผ้าแชร์โบว์ผูกเก้าอี้พลาสติก
  7. ผ้าแชร์โบว์ผูกเก้าอี้เบาะนวม

ร่มจัดงาน ให้เช่า
  1. ร่มเมืองเหนือ ผ้าดิบ-สีขาว
  2. ร่มฝรั่ง-สีขาว


พัดลม แอร์ ให้เช่า
  1. พัดลมไอน้ำ (แบบเติมน้ำ) มีถังน้ำในตัว
  2. พัดลมธรรมดา ขนาดใหญ่ 24 นิ้ว
  3. แอร์เคลื่อนที่ (ตั้งพื้น)


โซฟารับแขก / โต๊ะกลาง
  1. ชุดโซฟา รับแขก พร้อมโต๊ะกลางฃ


ชุดอุปกรณ์พิธีสงฆ์ ให้เช่า
  1. อาสนะพระสงฆ์มีพนักพิง 9 ชุด
  2. ผ้าเบาะปูอาสนะ
  3. ชุดโต๊ะหมู่บูชาสีครีมทอง
  4. พระพุทธรูป เชิงเทียน แจกัน
  5. กระถางธูป ชุดน้ำ-น้ำชา
  6. ที่จุดเทียนชนวน ที่กรวดน้ำ กระโถน
  7. ขันน้ำมนต์ ธูป เทียน ตลับแป้งเจิมพร้อมแป้งเจิม


พรมเปอร์เซีย
  1. พรมเปอร์เซีย  หลายสีหลายขนาด


ชุดตั่งรดน้ำสังข์ (ชุดพิธีหลักน้ำพระพุทธมนต์)
  1. ชุดตั่งรดน้ำสงข์
  2. ชุดกะไหล่ทองเหลืองชุบทอง ครบเซท


ชุดอุปกรณ์จัดงาน
  1. สแตนด์เหล็กจัดดอกไม้ ปรับได้     ขนาดสูง  1  เมตร ปรับได้ 1.35 เมตร
  2. กระถางจัดดอกไม้ มีหลายขนาด เล็ก กลาง ใหญ่
  3. ซุ้มโค้งจัดดอกไม้
  4. จักรยานจัดดอกไม้เหล็กดัด
  5. รถเข็นจัดดอกไม้เหล็กดัด
  6. สแตนแขวนกรงนกพร้อมกรงนกหลายขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ 
  7. ฟลาวเวอร์บอล
  8. ฯลฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม


 เรามีอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย ครบทุกความต้องการ เรามีสำนักงานพร้อมโกดังสินค้าเป็นของเราเอง สามารถเข้าเลือกชมสินค้าก่อนตัดสินใจ ของสภาพใหม่ พร้อมใช้งาน ส่งตรงถึงที่ ตรงเวลา บริการประทับใจ พนักงานน่ารักทุกคน ถ้าถูกใจ มีทั้งลดแลกแจกแถมมากมาย  


ข้อมูลติดต่อ ติดต่อ : คุณพร : ผู้จัดการ โทรศัพท์ : 087-039-7278
ที่ตั้ง : Siriforrent : เลขที่ 56 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510
Twitter : twitter.com/siriforrent

ธุรกิจ บริการให้เช่า เช่าโต๊ะ เช่าเก้าอี้ เช่าเต็นท์ อุปกรณ์จัดงานครบวงจร



สิริ ฟอร์เร้นท์ บริการให้เช่าโดยมีสินค้าไว้คอยบริการมากมาย อาทิเช่น โต๊ะ เก้าอี้ เต็นท์ พัดลมไอน้ำ อุปกรณ์จัดงาน อุปกรณ์จัดเลี้ยง อุปกรณ์เสริม เช่นผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเก้าอี้สีขาว โบว์ผูกเก้าอี้สีต่างๆ บริการจับระบาย จับจีบ ผูกผ้า โยงผ้าตกแต่งสถานที่ โยงผ้าเต็นท์ อุปกรณ์จัดงาน เรามีอุปกรณ์ตกแต่งานต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน wedding งานบวช งานพิธี งานมงคล งานเปิดตัว งานเลี้ยงรับรอง งานเลี้ยงสังสรรค์ งานจัดประชุมสัมนา จัดงานอีเว้นท์ Event พร้อมมีบริการเสริม งานจัดตกแต่งสถานที่ งานจัดดอกไม้ จัดกระถาง จัดแจกัน จัดหน้าเวที จัดสแตนด์ ด้วยบริการแบบมืออาชีพ รวด ว่องไว ตรงเวลา ราคายุติธรรม และเป็นกันเอง สินค้าทุกชิ้นรับรองไม่ผิดหวัง สภาพใหม่ทุกชิ้น บริการ ให้เช่า เช่าโต๊ะ เช่าเก้าอี้ เช่าเต็นท์ อุปกรณ์จัดงาน อุปกรณ์จัดเลี้ยง ชุดพิธีต่างๆ พร้อมตกแต่งบรรยากาศ จัดพื้นที่ ตกแต่งดอกไม้ ซุ้ม เวที ไฟแสงสี เสียง ครบวงจร

  1. เต้นท์ทรงโค้งแบบครึ่งวงกลม-สีขาว ขนาด 3 x 6 / เสาสูง 2.50 เมตร
  2. เต้นท์ทรงโค้งแบบครึ่งวงกลม-สีขาว ขนาด 4 x 8 / เสาสูง 2.50 เมตร
  3. เต็นท์ทรงโค้งแบบครึ่งวงกลม-สีขาว ขนาด 5 x 12 เมตร / เสาสูง 2.50 เมตร
  4. เต็นท์ทรงปิรามิด-สีขาว (ไม่ติดโลโก้) ขนาด 3 x 3 เมตร
  5. เต็นท์ทรงปิรามิด-สีขาว (ไม่ติดโลโก้) ขนาด 4 x 4 เมตร
  6. เต็นท์ทรงปิรามิด-สีขาว (ไม่ติดโลโก้) ขนาด 5 x 5 เมตร
  7. เต็นท์ทรงสูงสไตล์เซนจูรี่-สีขาว ขนาด 3 x 3 เมตร / เสาสูง 2.0 เมตร
  8. เต็นท์ทรงสูงสไตล์เซนจูรี่-สีขาว ขนาด 4 x 4 เมตร / เสาสูง 2.50 – 3.00 เมตร
  9. เต็นท์ทรงสูงสไตล์เซนจูรี่-สีขาว ขนาด 5 x 5 เมตร / เสาสูง 2.50 – 3.00 เมตร
  10. เต็นท์ทรงสูงสไตล์เซนจูรี-สีขาว ขนาด 6 x 6 เมตร / เสาสูง 2.50 – 3.00 เมตร
  11. เต็นท์ขนาดใหญ่ทรงโค้ง-สีขาว ขนาด 10 x 20 เมตร / เสาสูง 3.0 – 3.50 เมตร
  12. เต็นท์ทรงจั่ว-สีขาว ขนาด 3 x 6 เมตร / เสาสูง 2.50 เมตร
  13. เต็นท์ทรงจั่ว-สีขาว ขนาด 4 x 8 เมตร / เสาสูง 2.50 เมตร
  14. เต็นท์ทรงจั่ว-สีขาว ขนาด 5 x 12 เมตร / เสาสูง 2.50 เมตร
  15. เต็นท์อื่น ๆ ฯลฯ .....
หมายเหตุการสั่งจองเต็นท์ : ให้ทำการวัดขนาดพื้นที่สำหรับจะตั้งเต็นท์ กว้าง x ยาว แล้วเลือกรูปแบบเต็นท์โค้ง, จั่ว, ปิรามิด ขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ โทรสั่งจองเต็นท์หรือแฟกซ์รายละเอียดการสั่งจอง พร้อมแผนที่ ที่เบอร์ 02-5098575 หรือส่ง e-mail: siriforrent@gmail.com
โดยระบุ :- รูปแบบเต็นท์โค้ง, จั่ว, ปิรามิด ขนาดที่ต้องการ จำนวนเต็นท์ วันที่ใช้งาน วันที่ติดตั้ง (ปกติจะติดตั้งก่อนวันงาน 1 วัน) ชื่อผู้สั่งจอง เบอร์โทร.ผู้สั่งจอง เมื่อได้รับการติดต่อกลับแล้ว ก็จะต้องมีการโอนชำระเงินมัดจำค่าเช่า 50% พร้อมค่าขนส่งเต็มจำนวน(สำหรับต่างจังหวัด) เมื่อชำระเข้ามาแล้วให้แจ้งการชำระเงินที่เบอร์ 087-039-7278

โต๊ะ เก้าอี้ / ผ้าคลุมโต๊ะเก้าอี้ / แชร์โบว์ (ชุด) ให้เช่า
  1. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมโต๊ะ + เก้าอี้พลาสติกมีพนักพิง 10 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร
  2. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมหน้าโต๊ะ + เก้าอี้พลาสติกมีพนักพิงพร้อมผ้าคลุมเก้าอี้ 10 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร
  3. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมหน้าโต๊ะ + เก้าอี้พลาสติกมีพนักพิงพร้อมผ้าคลุมเก้าอี้ + แชร์โบว์ 10 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร 
  4. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมหน้าโต๊ะ + เก้าอี้เบาะนามมีพนักพิง 10 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร
  5. ชุดโต๊ะกลม พร้อมผ้าคลุมหน้าโต๊ะ + เก้าอี้เบาะนามมีพนักพิง 8 ตัว ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร


โต๊ะ เก้าอี้ / ผ้าคลุมโต๊ะเก้าอี้ / แชร์โบว์ (ตัว) ให้เช่า
  1. โต๊ะโฟเมก้าทรงเหลี่ยมหน้าขาว คลุมผ้าสเกิร์ต ขนาด 1.80 x 0.75 เมตร
  2. โต๊ะโฟเมก้าทรงเหลี่ยมหน้าขาว คลุมผ้าสเกิร์ต ขนาด 1.20 x 0.60 เมตร
  3. เก้าอี้พลาสติก-สีขาว
  4. เก้าอี้พลาสติก-สีขาว + ผ้าคลุมเก้าอี้-สีขาว
  5. เก้าอี้เบาะนวม
  6. ผ้าแชร์โบว์ผูกเก้าอี้พลาสติก
  7. ผ้าแชร์โบว์ผูกเก้าอี้เบาะนวม

ร่มจัดงาน ให้เช่า
  1. ร่มเมืองเหนือ ผ้าดิบ-สีขาว
  2. ร่มฝรั่ง-สีขาว


พัดลม แอร์ ให้เช่า
  1. พัดลมไอน้ำ (แบบเติมน้ำ) มีถังน้ำในตัว
  2. พัดลมธรรมดา ขนาดใหญ่ 24 นิ้ว
  3. แอร์เคลื่อนที่ (ตั้งพื้น)


โซฟารับแขก / โต๊ะกลาง
  1. ชุดโซฟา รับแขก พร้อมโต๊ะกลางฃ


ชุดอุปกรณ์พิธีสงฆ์ ให้เช่า
  1. อาสนะพระสงฆ์มีพนักพิง 9 ชุด
  2. ผ้าเบาะปูอาสนะ
  3. ชุดโต๊ะหมู่บูชาสีครีมทอง
  4. พระพุทธรูป เชิงเทียน แจกัน
  5. กระถางธูป ชุดน้ำ-น้ำชา
  6. ที่จุดเทียนชนวน ที่กรวดน้ำ กระโถน
  7. ขันน้ำมนต์ ธูป เทียน ตลับแป้งเจิมพร้อมแป้งเจิม


พรมเปอร์เซีย
  1. พรมเปอร์เซีย  หลายสีหลายขนาด


ชุดตั่งรดน้ำสังข์ (ชุดพิธีหลักน้ำพระพุทธมนต์)
  1. ชุดตั่งรดน้ำสงข์
  2. ชุดกะไหล่ทองเหลืองชุบทอง ครบเซท


ชุดอุปกรณ์จัดงาน
  1. สแตนด์เหล็กจัดดอกไม้ ปรับได้     ขนาดสูง  1  เมตร ปรับได้ 1.35 เมตร
  2. กระถางจัดดอกไม้ มีหลายขนาด เล็ก กลาง ใหญ่
  3. ซุ้มโค้งจัดดอกไม้
  4. จักรยานจัดดอกไม้เหล็กดัด
  5. รถเข็นจัดดอกไม้เหล็กดัด
  6. สแตนแขวนกรงนกพร้อมกรงนกหลายขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ 
  7. ฟลาวเวอร์บอล
  8. ฯลฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม


 เรามีอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย ครบทุกความต้องการ เรามีสำนักงานพร้อมโกดังสินค้าเป็นของเราเอง สามารถเข้าเลือกชมสินค้าก่อนตัดสินใจ ของสภาพใหม่ พร้อมใช้งาน ส่งตรงถึงที่ ตรงเวลา บริการประทับใจ พนักงานน่ารักทุกคน ถ้าถูกใจ มีทั้งลดแลกแจกแถมมากมาย  


ข้อมูลติดต่อ ติดต่อ : คุณพร : ผู้จัดการ โทรศัพท์ : 087-039-7278
ที่ตั้ง : Siriforrent : เลขที่ 56 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510
Twitter : twitter.com/siriforrent

7/11/2555


การสร้างแบรนด์
การสร้างแบรนด์

“แบรนด์”ไม่ใช่เรื่องสงวนของธุรกิจขนาดใหญ่ แม้แต่กิจการพันธุ์เล็กก็ใช้พลังแบรนด์เป็นอาวุธสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจได้ เพื่อปูทางกิจการสู่มืออาชีพ
“การสร้างแบรนด์ที่ดีจะทำให้คุณค่าของธุรกิจเพิ่มขึ้น อย่าง ของที่ขายในราคา 10 บาท สามารถขายในราคา 20 บาทได้ เพราะคุณค่าของแบรนด์ ลูกค้ามีความภักดีกับเรามากขึ้น เรียกว่าคุณค่าในใจคนทำให้ธุรกิจเจริญเติบโต แต่ขณะเดียวกัน ถ้าสร้างไม่ดีคุณค่าจากของ 10 บาท อาจกลายเป็นของ 5 บาทก็ได้ หรือเขาอาจไม่ต้องการแบรนด์นี้อีกแล้ว ฉะนั้นเรื่องของแบรนด์สำคัญ ไม่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่แต่รวมถึงเอสเอ็มอีด้วย”
“ดลชัย บุณยะรัตเวช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Brandscape จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ บอกความน่าสนใจของพลัง “แบรนด์” ที่เอสเอ็มอีก็มี “ส่วนได้”
ประสบการณ์ในวงการโฆษณาและการสร้างแบรนด์ ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตการทำงานเกือบ 2 ทศวรรษ พิสูจน์ซ้ำด้วยการลุกมาเป็นผู้ประกอบธุรกิจของตัวเองเมื่อ 9 ปี ที่ผ่านมา กับบริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ คิดและออกแบบการวางกลยุทธ์ให้กับเเบรนด์ต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ต่อด้วยการจับพลัดจับผลูมาทำ “ณดล” รีสอร์ทเรือนไทยร่วมสมัยที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา
เขาจึงไม่ได้เป็นแค่คนรับสร้างแบรนด์ แต่คือผู้ประกอบการที่พิสูจน์ความสำเร็จด้วยตัวเองมาแล้ว !
“แบรนด์ เป็นเหมือนเข็มทิศ ช่วยให้องค์กรสร้างตัวเองอย่างมีสติ  มีทิศทางที่ถูกต้อง ช่วยขมวดทุกอย่างที่อยากจะพูด ให้แคบและกระจ่างที่สุด ก่อนถ่ายทอดออกไปสู่ภายนอก”
ดลชัยบอกกับเรา ก่อนขยายความเพิ่มถึงสิ่งที่หลายคนมัก “เข้าใจผิด” ในการสร้างแบรนด์  “มันไม่ใช่แค่การมาสร้างโลโก้ใหม่ หรือทำแคมเปญโฆษณาใหม่ แต่แบรนดิ้งสามารถช่วยองค์กรในทุกมิติ กระทั่งฝ่ายบุคคล ก็จะรู้ว่าควรเลือกคนแบบไหนเข้ามาทำงาน ควรสร้างวัฒนธรรมแบบไหน ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรจะสร้างโปรดักส์แบบไหน เหมือนคุณเกิดมาเป็นคนไทย คนสิงคโปร์ คนฮ่องกง จุดยืนแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แล้วเราจะถ่ายทอดชีวิตตัวเองต่อไปอย่างไร ซึ่งแบรนดิ้งเป็นตัวสร้างเข็มทิศที่ดีมาก”
สำหรับ ดลชัย เรื่องของแบรนดิ้งไม่ใช่การพูดกับ Need ของคน หรือสิ่งที่คนจำเป็นต้องมี แต่เป็นการพูดกับ Want หรือสิ่งที่ผู้คนปรารถนาที่จะมี
“แบรนด์ที่ดีต้องเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนา”
เขายกตัวอย่างหนึ่งในผลงาน "Ideo Condominium"  ของ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่สามารถสร้างจุดยืน และเข็มทิศให้กับ แบรนด์ “ไอดีโอ” ว่าไม่ใช่แค่คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า แต่เป็นสัญชาตญาณใหม่ของคนเมือง สามารถให้อำนาจกับคนเมืองยุคใหม่ ที่วิถีชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ ซึ่งสัมพันธ์กับค่านิยมในใจของผู้คน  โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชั่น Z
และนั่นก็นำพาให้ “ไอดีโอ” ชัดเจนและแตกต่าง จนประสบความสำเร็จอย่างดีในตลาดคอนโดวันนี้
“ไม่ใช่แค่แบรนด์ใหญ่ๆ แต่เอสเอ็มอีหลายรายก็มาหาเรา”
ดลชัยบอกกับเรา ก่อนยกตัวอย่าง “ไร่กำนันจุล” เอสเอ็มอีชื่อดังแห่งจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการครอบคลุมทั้ง ฟาร์มสเตย์ ร้านค้า อาหาร ผ้าไหม เครื่องสำอาง หนึ่งในลูกค้าคนสำคัญของเขา...
การตัดสินใจปรับกลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์ โดยเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร การเล่าเรื่อง การระบุตัวตน และเอกลักษณ์ใหม่ ทำให้แบรนด์ “ไร่กำนันจุล” มีความชัดเจนในตัวตนมากขึ้น จากกิจการที่ก่อตั้งมายาวนาน นับจากปี พ.ศ. 2479  ถึงวันนี้พวกเขากลับไม่ได้ดูเป็นชายแก่ ที่เฉิ่มเชย แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย มีความน่าสนใจและดึงดูดผู้คนให้ระลึกถึงอยู่เสมอ
“การทำงานให้กับเอสเอ็มอีมีความสนุก เพราะเราได้คุยกับเจ้าของโดยตรง ขณะที่แบรนด์ขนาดใหญ่ขั้นตอนจะเยอะกว่า เพราะผู้เกี่ยวข้องกับแบรนด์มีจำนวนมาก เราต้องทำความเข้าใจทุกกลุ่ม แล้วขมวดทุกอย่างเพื่อพัฒนาเป็นกลยุทธ์แบรนด์  แต่กับเอสเอ็มอีเขารู้อยู่แล้วว่าตัวตนเขาเป็นใคร core value ของสิ่งที่เขามีอยู่คืออะไร การทำงานก็ง่ายขึ้น”
การสร้างแบรนด์อาจไม่ใช่เพียงเพื่อสะท้อนภาพออกไปสู่ภายนอก ทว่ายังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมภายในของตัวเองให้มีความชัดเจนขึ้นด้วย
ดลชัย ยกตัวอย่าง งานที่เขาทำให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตามคำขอของ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมภายใน ให้ทุกคนในแบงก์ชาติได้เข้าใจ “ตัวตน” และ “จุดยืน” ของพวกเขา ผ่าน core value แบงก์ชาติ ตามวิสัยทัศน์ของประสาร ที่บอกว่า “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน” 4 คำที่นักสร้างแบรนด์ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนขมวดออกมาเป็น “แบรนด์แบงก์ชาติ”
ผลที่ตามมาคือการที่คนแบงก์ชาติสามารถทำงานประสานกัน เห็นภาพเดียวกันและไปด้วยกันได้ในทุกเรื่องตอบความสำคัญของแบรนด์ที่ไม่เพียงส่งพลังสู่ภายนอก ทว่ายังสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรภายในได้อีกด้วย
วิธีคิดในการทำงานของ Brandscape เอสเอ็มอีก็สามารถเก็บมาปรับใช้ได้
“เวลาทำอะไรเราต้องมอบให้เกิน 100  ลูกค้าคาดหวังแค่นี้ แต่เราต้องให้มากกว่าสิ่งที่เขาคาดหวัง”
ซีอีโอที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์บอกสูตร “มัดใจ” ลูกค้า ที่ทำให้ Brandscape ยังคงได้รับการตอบรับจากองค์กรธุรกิจอย่างดี และหลายรายที่ใช้บริการต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
“การทำอะไรให้ลูกค้าไม่ใช่วัดจากจำนวนเงินที่เขามี ไม่ว่าจะมี 10 ล้านหรือ 10 บาท แต่เราก็ต้องมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา ทุ่มเทใจให้เขา เหมือนการได้คู่แต่งงานที่รักกันจริง เราไม่มองเรื่องธุรกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่หวังในความสำเร็จของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง เขาต้องพึงพอใจและธุรกิจเขาต้องดีขึ้น”
วิธีคิดเดียวกันนี้ดลชัยนำไปใช้กับทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะการใช้พลังสร้างสรรค์ไปกับการทำงาน การให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า ตลอดจนการบริการที่มอบให้ลูกค้าในรีสอร์ทของเขา ที่สรุปสั้นๆ ว่า “ทุกอย่างต้องเกิน 100”
การทำงานในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่สำหรับดลชัยกลับบอกว่า การสร้างเพื่อนในวงการสำคัญที่สุด
“ผมคิดว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องมีเพื่อน ผมไม่ถือว่าเรามีคู่แข่งขัน แต่ทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนกันได้หมด บางครั้งเราร่วมมือทำโปรเจคเดียวกัน เราคุยภาษาเดียวกัน คุณเก่งเรื่องนี้คุณไปทำ เราเก่งเรื่องนี้ ชำนาญเรื่องนี้ก็ให้เราทำ ทำแบบนี้ สนุก และมีความสุข ธุรกิจก็ต่อยอดไปได้ไกล”
ในวันนี้ ดลชัย ค่อยๆ ถ่ายทอดวิธีคิดและพัฒนาเครื่องมือให้กับทีมงาน เพื่อให้ Brandscape สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแม้ไม่มีเขา ไม่มีชื่อของ “ดลชัย”  เพื่อที่จะเอาเวลามาสานเป้าหมายสำคัญในชีวิต นั่นคือ การให้ความรู้แก่ผู้คนเรื่องการสร้างแบรนด์ ทั้งในบทบาทของคอลัมนิสต์ นักเขียน และอาจารย์
เช่นเดียวกับการร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดหลักสูตร Mini MBA  การบริหารจัดการแบรนด์ หลักสูตรเพื่อส่งเสริมการเป็นนักบริหารคิดนอกกรอบ อีกโอกาสของเอสเอ็มอีและนักบริหารที่จะได้ใช้พลังของแบรนด์ เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางธุรกิจ   (www.gmi.kmutt.ac.th
และเร็วๆ นี้เขาก็จะมีผลงานคอลัมนิสต์ที่คอลัมน์ Super SMEs ของ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เพื่อเปิดมิติของคำว่า “แบรนดิ้ง” ที่พร้อมนำพาเอสเอ็มอีไปสู่วิถี “มืออาชีพ” อย่างแท้จริง
..............................
Key to success
ทำธุรกิจให้สำเร็จแบบนักสร้างแบรนด์
๐ วางแผนก่อนทำ อย่าบุ่มบ่ามกระโดดไปทำโดยไม่มีแผน
๐ ทบทวนตัวเอง หาจุดเด่น หาความแตกต่าง
๐ สร้างแบรนด์ ก็คือ การเล่านิทานของธุรกิจ
๐ เลือกนิทานเรื่องไหน ก็ยึดเรื่องนั้นอย่าเปลี่ยน
๐ ตั้งสติ หาจุดยืน ถ้ายังไม่รู้ก็หาที่ปรึกษา
๐ ทำแบรนด์ให้คมที่สุด  แคบที่สุด ชัดที่สุด ก่อนกระจายสู่ภายนอก

อ้างอิง : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
แนะนำโดย www.smesplannet.com

“สร้างแบรนด์” สร้างมูลค่า สู่ SMEs มืออาชีพ


การสร้างแบรนด์
การสร้างแบรนด์

“แบรนด์”ไม่ใช่เรื่องสงวนของธุรกิจขนาดใหญ่ แม้แต่กิจการพันธุ์เล็กก็ใช้พลังแบรนด์เป็นอาวุธสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจได้ เพื่อปูทางกิจการสู่มืออาชีพ
“การสร้างแบรนด์ที่ดีจะทำให้คุณค่าของธุรกิจเพิ่มขึ้น อย่าง ของที่ขายในราคา 10 บาท สามารถขายในราคา 20 บาทได้ เพราะคุณค่าของแบรนด์ ลูกค้ามีความภักดีกับเรามากขึ้น เรียกว่าคุณค่าในใจคนทำให้ธุรกิจเจริญเติบโต แต่ขณะเดียวกัน ถ้าสร้างไม่ดีคุณค่าจากของ 10 บาท อาจกลายเป็นของ 5 บาทก็ได้ หรือเขาอาจไม่ต้องการแบรนด์นี้อีกแล้ว ฉะนั้นเรื่องของแบรนด์สำคัญ ไม่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่แต่รวมถึงเอสเอ็มอีด้วย”
“ดลชัย บุณยะรัตเวช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Brandscape จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ บอกความน่าสนใจของพลัง “แบรนด์” ที่เอสเอ็มอีก็มี “ส่วนได้”
ประสบการณ์ในวงการโฆษณาและการสร้างแบรนด์ ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตการทำงานเกือบ 2 ทศวรรษ พิสูจน์ซ้ำด้วยการลุกมาเป็นผู้ประกอบธุรกิจของตัวเองเมื่อ 9 ปี ที่ผ่านมา กับบริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ คิดและออกแบบการวางกลยุทธ์ให้กับเเบรนด์ต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ต่อด้วยการจับพลัดจับผลูมาทำ “ณดล” รีสอร์ทเรือนไทยร่วมสมัยที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา
เขาจึงไม่ได้เป็นแค่คนรับสร้างแบรนด์ แต่คือผู้ประกอบการที่พิสูจน์ความสำเร็จด้วยตัวเองมาแล้ว !
“แบรนด์ เป็นเหมือนเข็มทิศ ช่วยให้องค์กรสร้างตัวเองอย่างมีสติ  มีทิศทางที่ถูกต้อง ช่วยขมวดทุกอย่างที่อยากจะพูด ให้แคบและกระจ่างที่สุด ก่อนถ่ายทอดออกไปสู่ภายนอก”
ดลชัยบอกกับเรา ก่อนขยายความเพิ่มถึงสิ่งที่หลายคนมัก “เข้าใจผิด” ในการสร้างแบรนด์  “มันไม่ใช่แค่การมาสร้างโลโก้ใหม่ หรือทำแคมเปญโฆษณาใหม่ แต่แบรนดิ้งสามารถช่วยองค์กรในทุกมิติ กระทั่งฝ่ายบุคคล ก็จะรู้ว่าควรเลือกคนแบบไหนเข้ามาทำงาน ควรสร้างวัฒนธรรมแบบไหน ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรจะสร้างโปรดักส์แบบไหน เหมือนคุณเกิดมาเป็นคนไทย คนสิงคโปร์ คนฮ่องกง จุดยืนแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แล้วเราจะถ่ายทอดชีวิตตัวเองต่อไปอย่างไร ซึ่งแบรนดิ้งเป็นตัวสร้างเข็มทิศที่ดีมาก”
สำหรับ ดลชัย เรื่องของแบรนดิ้งไม่ใช่การพูดกับ Need ของคน หรือสิ่งที่คนจำเป็นต้องมี แต่เป็นการพูดกับ Want หรือสิ่งที่ผู้คนปรารถนาที่จะมี
“แบรนด์ที่ดีต้องเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนา”
เขายกตัวอย่างหนึ่งในผลงาน "Ideo Condominium"  ของ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่สามารถสร้างจุดยืน และเข็มทิศให้กับ แบรนด์ “ไอดีโอ” ว่าไม่ใช่แค่คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า แต่เป็นสัญชาตญาณใหม่ของคนเมือง สามารถให้อำนาจกับคนเมืองยุคใหม่ ที่วิถีชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ ซึ่งสัมพันธ์กับค่านิยมในใจของผู้คน  โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชั่น Z
และนั่นก็นำพาให้ “ไอดีโอ” ชัดเจนและแตกต่าง จนประสบความสำเร็จอย่างดีในตลาดคอนโดวันนี้
“ไม่ใช่แค่แบรนด์ใหญ่ๆ แต่เอสเอ็มอีหลายรายก็มาหาเรา”
ดลชัยบอกกับเรา ก่อนยกตัวอย่าง “ไร่กำนันจุล” เอสเอ็มอีชื่อดังแห่งจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการครอบคลุมทั้ง ฟาร์มสเตย์ ร้านค้า อาหาร ผ้าไหม เครื่องสำอาง หนึ่งในลูกค้าคนสำคัญของเขา...
การตัดสินใจปรับกลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์ โดยเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร การเล่าเรื่อง การระบุตัวตน และเอกลักษณ์ใหม่ ทำให้แบรนด์ “ไร่กำนันจุล” มีความชัดเจนในตัวตนมากขึ้น จากกิจการที่ก่อตั้งมายาวนาน นับจากปี พ.ศ. 2479  ถึงวันนี้พวกเขากลับไม่ได้ดูเป็นชายแก่ ที่เฉิ่มเชย แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย มีความน่าสนใจและดึงดูดผู้คนให้ระลึกถึงอยู่เสมอ
“การทำงานให้กับเอสเอ็มอีมีความสนุก เพราะเราได้คุยกับเจ้าของโดยตรง ขณะที่แบรนด์ขนาดใหญ่ขั้นตอนจะเยอะกว่า เพราะผู้เกี่ยวข้องกับแบรนด์มีจำนวนมาก เราต้องทำความเข้าใจทุกกลุ่ม แล้วขมวดทุกอย่างเพื่อพัฒนาเป็นกลยุทธ์แบรนด์  แต่กับเอสเอ็มอีเขารู้อยู่แล้วว่าตัวตนเขาเป็นใคร core value ของสิ่งที่เขามีอยู่คืออะไร การทำงานก็ง่ายขึ้น”
การสร้างแบรนด์อาจไม่ใช่เพียงเพื่อสะท้อนภาพออกไปสู่ภายนอก ทว่ายังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมภายในของตัวเองให้มีความชัดเจนขึ้นด้วย
ดลชัย ยกตัวอย่าง งานที่เขาทำให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตามคำขอของ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมภายใน ให้ทุกคนในแบงก์ชาติได้เข้าใจ “ตัวตน” และ “จุดยืน” ของพวกเขา ผ่าน core value แบงก์ชาติ ตามวิสัยทัศน์ของประสาร ที่บอกว่า “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน” 4 คำที่นักสร้างแบรนด์ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนขมวดออกมาเป็น “แบรนด์แบงก์ชาติ”
ผลที่ตามมาคือการที่คนแบงก์ชาติสามารถทำงานประสานกัน เห็นภาพเดียวกันและไปด้วยกันได้ในทุกเรื่องตอบความสำคัญของแบรนด์ที่ไม่เพียงส่งพลังสู่ภายนอก ทว่ายังสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรภายในได้อีกด้วย
วิธีคิดในการทำงานของ Brandscape เอสเอ็มอีก็สามารถเก็บมาปรับใช้ได้
“เวลาทำอะไรเราต้องมอบให้เกิน 100  ลูกค้าคาดหวังแค่นี้ แต่เราต้องให้มากกว่าสิ่งที่เขาคาดหวัง”
ซีอีโอที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์บอกสูตร “มัดใจ” ลูกค้า ที่ทำให้ Brandscape ยังคงได้รับการตอบรับจากองค์กรธุรกิจอย่างดี และหลายรายที่ใช้บริการต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
“การทำอะไรให้ลูกค้าไม่ใช่วัดจากจำนวนเงินที่เขามี ไม่ว่าจะมี 10 ล้านหรือ 10 บาท แต่เราก็ต้องมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา ทุ่มเทใจให้เขา เหมือนการได้คู่แต่งงานที่รักกันจริง เราไม่มองเรื่องธุรกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่หวังในความสำเร็จของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง เขาต้องพึงพอใจและธุรกิจเขาต้องดีขึ้น”
วิธีคิดเดียวกันนี้ดลชัยนำไปใช้กับทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะการใช้พลังสร้างสรรค์ไปกับการทำงาน การให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า ตลอดจนการบริการที่มอบให้ลูกค้าในรีสอร์ทของเขา ที่สรุปสั้นๆ ว่า “ทุกอย่างต้องเกิน 100”
การทำงานในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่สำหรับดลชัยกลับบอกว่า การสร้างเพื่อนในวงการสำคัญที่สุด
“ผมคิดว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องมีเพื่อน ผมไม่ถือว่าเรามีคู่แข่งขัน แต่ทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนกันได้หมด บางครั้งเราร่วมมือทำโปรเจคเดียวกัน เราคุยภาษาเดียวกัน คุณเก่งเรื่องนี้คุณไปทำ เราเก่งเรื่องนี้ ชำนาญเรื่องนี้ก็ให้เราทำ ทำแบบนี้ สนุก และมีความสุข ธุรกิจก็ต่อยอดไปได้ไกล”
ในวันนี้ ดลชัย ค่อยๆ ถ่ายทอดวิธีคิดและพัฒนาเครื่องมือให้กับทีมงาน เพื่อให้ Brandscape สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแม้ไม่มีเขา ไม่มีชื่อของ “ดลชัย”  เพื่อที่จะเอาเวลามาสานเป้าหมายสำคัญในชีวิต นั่นคือ การให้ความรู้แก่ผู้คนเรื่องการสร้างแบรนด์ ทั้งในบทบาทของคอลัมนิสต์ นักเขียน และอาจารย์
เช่นเดียวกับการร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดหลักสูตร Mini MBA  การบริหารจัดการแบรนด์ หลักสูตรเพื่อส่งเสริมการเป็นนักบริหารคิดนอกกรอบ อีกโอกาสของเอสเอ็มอีและนักบริหารที่จะได้ใช้พลังของแบรนด์ เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางธุรกิจ   (www.gmi.kmutt.ac.th
และเร็วๆ นี้เขาก็จะมีผลงานคอลัมนิสต์ที่คอลัมน์ Super SMEs ของ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เพื่อเปิดมิติของคำว่า “แบรนดิ้ง” ที่พร้อมนำพาเอสเอ็มอีไปสู่วิถี “มืออาชีพ” อย่างแท้จริง
..............................
Key to success
ทำธุรกิจให้สำเร็จแบบนักสร้างแบรนด์
๐ วางแผนก่อนทำ อย่าบุ่มบ่ามกระโดดไปทำโดยไม่มีแผน
๐ ทบทวนตัวเอง หาจุดเด่น หาความแตกต่าง
๐ สร้างแบรนด์ ก็คือ การเล่านิทานของธุรกิจ
๐ เลือกนิทานเรื่องไหน ก็ยึดเรื่องนั้นอย่าเปลี่ยน
๐ ตั้งสติ หาจุดยืน ถ้ายังไม่รู้ก็หาที่ปรึกษา
๐ ทำแบรนด์ให้คมที่สุด  แคบที่สุด ชัดที่สุด ก่อนกระจายสู่ภายนอก

อ้างอิง : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
แนะนำโดย www.smesplannet.com

เรื่อง เงินกู้ ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านหากมองว่าเป็นคำหยาบคาย ทว่าสองคำนี้ถือว่าเป็นหลักสำคัญในทฤษฎีทางการเงินสำหรับธุรกิจในส่วนของโครงสร้างเงินทุน เพราะเงินทุนสำหรับดำเนินธุรกิจนั้น ก็มาจากสองแหล่งนี้เท่านั้นเอง แล้วจะเลือกแบบไหนดีถึงจะเหมาะสมกับธุรกิจของเราล่ะ
ในการทำธุรกิจนั้นไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม ต่างก็จำเป็นต้องคำนึงถึงแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดของแต่ละบุคคลหรือแต่ละธุรกิจที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะเลือกใช้ เงินกู และ เงินกู้ ในสัดส่วนเท่าไหร่
ในทางทฤษฎีการเงิน เงินกู้ หมายถึง เงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลภายนอก โดยเป็น เงินกู้ยืมระยะยาว (ไม่นับ เงินกู้ ระยะสั้น) ส่วนใหญ่แล้วก็มากู้ยืมจากธนาคารนั่นเอง เงินกู้ ถูกจัดให้เป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเพราะว่าดอกเบี้ยและเงินต้นที่ต้องจ่ายคืนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อีกทั้ง สรรพากรก็ยังใจดียอมให้ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายทำให้เสียภาษีน้อยลงได้สำหรับธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล
ขณะที่ เงินกู (เงินจากเจ้าของหรือจากผู้ถือหุ้น) นั้นถือว่าต้นทุนสูงกว่า เพราะเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นจะได้เงินคืนในลำดับสุดท้ายเสมอไม่ว่าตอนแบ่งกำไรจากการดำเนินธุรกิจหรือตอนเลิกกิจการ อีกทั้งยังไม่มีการกำหนดด้วยว่าจะต้องแบ่งกำไรให้ อาจจะเก็บกำไรเอาไว้ไม่แบ่งให้เลยก็ได้ ทำให้ถูกมองว่าความเสี่ยงในการได้รับผลตอบแทนและเงินคืนนั้นสูงกว่าจึงต้องได้ผลตอบแทนสูงขึ้นมาชดเชย ด้วยเหตุนี้ทำให้ในทางทฤษฎีส่งเสริมให้กู้เงินมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากว่ายังไม่ทำให้ธุรกิจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากขึ้นกับภาระหนี้ที่มีอยู่
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีหลายปัจจัยที่เข้ามามีผลกระทบต่อการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้เงินทุนจากทั้งสองแหล่งในสัดส่วนเท่าไหร่ดี บางครั้งก็ตัดสินใจยากบางครั้งก็ง่าย ปัจจัยต่างๆ นั้น ก็ประกอบด้วย ลักษณะเฉพาะของธุรกิจ ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหาร และโครงสร้างทางภาษี เป็นต้น ในที่นี้จะขออธิบายในส่วนที่สำคัญๆ ให้เป็นแนวทางพิจารณา
ลักษณะเฉพาะทางธุรกิจ หมายถึงลักษณะของทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยทั่วไปแล้วหากเป็นธุรกิจที่มีอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคารโรงงาน อาคารโรงแรม จะสามารถใช้ เงินกู้ ได้มาก เนื่องจาก เงินกู้ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้ำประกัน เงินกู้ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการจับต้องไม่ได้ แถมสำนักงานก็ยังต้องเช่า แบบนี้ก็มักจะหา เงินกู้ ได้ยากกว่า เพราะเจ้าของ เงินกู้ มองว่า ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ที่จะมาใช้เป็นหลักประกันช่วยปกป้องเงินต้น หากเกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายคืนได้
ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหาร ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ สามารถแบ่งกว้างๆ ได้สองแบบ จากพฤติกรรมที่มีต่อความเสี่ยง แบบแรกเป็นคนกล้าเสี่ยง มักจะเชี่ยวชาญมองเกมธุรกิจทะลุปรุโปร่งคาดการณ์ได้แม่นยำ จึงกล้าตัดสินใจใช้ เงินกู้ เป็นสัดส่วนที่มากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยอีกแบบมักเรียกว่าเป็นคนอนุรักษนิยม ก็คือเป็นคนที่กลัวความเสี่ยง ก็จะใช้ เงินกู้ จำนวนน้อยหรือไม่ใช้ เงินกู้ เลยแล้วแต่ระดับของความกลัว แบบนี้ก็สบายใจดี มีกำไรก็มาถึงเจ้าของรับไปเต็ม ๆ
ส่วนลักษณะโครงสร้างทางภาษีนั้น ก็มีภาษีอยู่หลายแบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ แต่ภาษีที่จะกล่าวถึงนั้นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ท่านผู้อ่านบางท่านคงจะงงว่าเหตุใดจึงเป็นภาษีตัวนี้ เรื่องมันก็คือว่า ธุรกิจระดับ SME ส่วนใหญ่ก็มักจะพยายามหลีกเลี่ยงภาษีกันอยู่แล้ว ทำให้ในการค้าขายจะไม่มีการออกเอกสารใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินใดๆ เป็นหลักฐาน
ถ้าเป็นการซื้อ-ขายผ่านบริษัทหรือมีการออกเอกสารถูกต้องก็จะต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ยอดรายได้ที่เป็นการค้าขายที่มีการออกเอกสารและมีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จึงถือว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ทำให้เจ้าของเงินกู้ไม่อาจทราบได้ว่าจริงๆ แล้ว ยอดรวมรายได้ทั้งหมดแล้วเป็นเท่าใดแน่ จึงเลือกให้กู้เงินโดยอิงกับข้อมูลเท่าที่จะสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ธุรกิจบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้สินค้านั้นไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็มักจะถูกมองว่ามีช่องโหว่ให้หลีกเลี่ยงภาษีได้ง่ายกว่าอีก จึงมักจะไม่ค่อยได้รับการพิจารณาให้กู้เงินได้มาก
สัดส่วนของเงินกู้และเงินจากเจ้าของที่เหมาะสมนั้น ในทางทฤษฎีสามารถคำนวณได้ไม่ยาก โดยยึดหลักว่าเลือกสัดส่วนที่ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนทั้งสองส่วนออกมาต่ำที่สุด แต่ในทางปฏิบัติแล้วธุรกิจที่เหมือนหรือคล้ายกันก็มีสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปด้วยปัจจัยดังที่ได้กล่าวไป ดังนั้น สัดส่วนของเงินกู้ที่เหมาะสมก็คือ
สัดส่วนที่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั่นเอง
นอกจากนี้ การที่มีส่วนเงินกู้ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเงินทุนจากเจ้าของนั้น ยังทำให้เราสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนน่าจูงใจหรือมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่มีสัดส่วนเงินกู้เป็นสัดส่วนที่สูงอยู่แล้วจะทำให้โอกาสกู้เงินเพิ่มทำได้ยาก และมักจะถูกบังคับให้ต้องเพิ่มเงินทุนในส่วนของเจ้าของให้มากขึ้นด้วย
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ใช้เงินทุนจากแหล่งใดก็ตาม ขอเชิญชวนให้ดำเนินการให้ถูกต้องทางกฎหมายโดยเฉพาะเรื่องการเสียภาษี เพราะหากถูกตรวจสอบพบว่ามีความผิดจะทำให้ต้องเสียภาษีย้อนหลังและค่าปรับต่างๆ เป็นจำนวนมากได้ และการทำในสิ่งที่ถูกต้องก็มีส่วนช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน


อ้างอิง : www.smesplannet.com



เงินกู...หรือ...เงินกู้...!?


เรื่อง เงินกู้ ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านหากมองว่าเป็นคำหยาบคาย ทว่าสองคำนี้ถือว่าเป็นหลักสำคัญในทฤษฎีทางการเงินสำหรับธุรกิจในส่วนของโครงสร้างเงินทุน เพราะเงินทุนสำหรับดำเนินธุรกิจนั้น ก็มาจากสองแหล่งนี้เท่านั้นเอง แล้วจะเลือกแบบไหนดีถึงจะเหมาะสมกับธุรกิจของเราล่ะ
ในการทำธุรกิจนั้นไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม ต่างก็จำเป็นต้องคำนึงถึงแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดของแต่ละบุคคลหรือแต่ละธุรกิจที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะเลือกใช้ เงินกู และ เงินกู้ ในสัดส่วนเท่าไหร่
ในทางทฤษฎีการเงิน เงินกู้ หมายถึง เงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลภายนอก โดยเป็น เงินกู้ยืมระยะยาว (ไม่นับ เงินกู้ ระยะสั้น) ส่วนใหญ่แล้วก็มากู้ยืมจากธนาคารนั่นเอง เงินกู้ ถูกจัดให้เป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเพราะว่าดอกเบี้ยและเงินต้นที่ต้องจ่ายคืนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อีกทั้ง สรรพากรก็ยังใจดียอมให้ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายทำให้เสียภาษีน้อยลงได้สำหรับธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล
ขณะที่ เงินกู (เงินจากเจ้าของหรือจากผู้ถือหุ้น) นั้นถือว่าต้นทุนสูงกว่า เพราะเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นจะได้เงินคืนในลำดับสุดท้ายเสมอไม่ว่าตอนแบ่งกำไรจากการดำเนินธุรกิจหรือตอนเลิกกิจการ อีกทั้งยังไม่มีการกำหนดด้วยว่าจะต้องแบ่งกำไรให้ อาจจะเก็บกำไรเอาไว้ไม่แบ่งให้เลยก็ได้ ทำให้ถูกมองว่าความเสี่ยงในการได้รับผลตอบแทนและเงินคืนนั้นสูงกว่าจึงต้องได้ผลตอบแทนสูงขึ้นมาชดเชย ด้วยเหตุนี้ทำให้ในทางทฤษฎีส่งเสริมให้กู้เงินมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากว่ายังไม่ทำให้ธุรกิจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากขึ้นกับภาระหนี้ที่มีอยู่
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีหลายปัจจัยที่เข้ามามีผลกระทบต่อการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้เงินทุนจากทั้งสองแหล่งในสัดส่วนเท่าไหร่ดี บางครั้งก็ตัดสินใจยากบางครั้งก็ง่าย ปัจจัยต่างๆ นั้น ก็ประกอบด้วย ลักษณะเฉพาะของธุรกิจ ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหาร และโครงสร้างทางภาษี เป็นต้น ในที่นี้จะขออธิบายในส่วนที่สำคัญๆ ให้เป็นแนวทางพิจารณา
ลักษณะเฉพาะทางธุรกิจ หมายถึงลักษณะของทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยทั่วไปแล้วหากเป็นธุรกิจที่มีอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคารโรงงาน อาคารโรงแรม จะสามารถใช้ เงินกู้ ได้มาก เนื่องจาก เงินกู้ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้ำประกัน เงินกู้ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการจับต้องไม่ได้ แถมสำนักงานก็ยังต้องเช่า แบบนี้ก็มักจะหา เงินกู้ ได้ยากกว่า เพราะเจ้าของ เงินกู้ มองว่า ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ที่จะมาใช้เป็นหลักประกันช่วยปกป้องเงินต้น หากเกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายคืนได้
ลักษณะนิสัยของเจ้าของหรือผู้บริหาร ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ สามารถแบ่งกว้างๆ ได้สองแบบ จากพฤติกรรมที่มีต่อความเสี่ยง แบบแรกเป็นคนกล้าเสี่ยง มักจะเชี่ยวชาญมองเกมธุรกิจทะลุปรุโปร่งคาดการณ์ได้แม่นยำ จึงกล้าตัดสินใจใช้ เงินกู้ เป็นสัดส่วนที่มากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยอีกแบบมักเรียกว่าเป็นคนอนุรักษนิยม ก็คือเป็นคนที่กลัวความเสี่ยง ก็จะใช้ เงินกู้ จำนวนน้อยหรือไม่ใช้ เงินกู้ เลยแล้วแต่ระดับของความกลัว แบบนี้ก็สบายใจดี มีกำไรก็มาถึงเจ้าของรับไปเต็ม ๆ
ส่วนลักษณะโครงสร้างทางภาษีนั้น ก็มีภาษีอยู่หลายแบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ แต่ภาษีที่จะกล่าวถึงนั้นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ท่านผู้อ่านบางท่านคงจะงงว่าเหตุใดจึงเป็นภาษีตัวนี้ เรื่องมันก็คือว่า ธุรกิจระดับ SME ส่วนใหญ่ก็มักจะพยายามหลีกเลี่ยงภาษีกันอยู่แล้ว ทำให้ในการค้าขายจะไม่มีการออกเอกสารใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินใดๆ เป็นหลักฐาน
ถ้าเป็นการซื้อ-ขายผ่านบริษัทหรือมีการออกเอกสารถูกต้องก็จะต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ยอดรายได้ที่เป็นการค้าขายที่มีการออกเอกสารและมีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จึงถือว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ทำให้เจ้าของเงินกู้ไม่อาจทราบได้ว่าจริงๆ แล้ว ยอดรวมรายได้ทั้งหมดแล้วเป็นเท่าใดแน่ จึงเลือกให้กู้เงินโดยอิงกับข้อมูลเท่าที่จะสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ธุรกิจบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้สินค้านั้นไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็มักจะถูกมองว่ามีช่องโหว่ให้หลีกเลี่ยงภาษีได้ง่ายกว่าอีก จึงมักจะไม่ค่อยได้รับการพิจารณาให้กู้เงินได้มาก
สัดส่วนของเงินกู้และเงินจากเจ้าของที่เหมาะสมนั้น ในทางทฤษฎีสามารถคำนวณได้ไม่ยาก โดยยึดหลักว่าเลือกสัดส่วนที่ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนทั้งสองส่วนออกมาต่ำที่สุด แต่ในทางปฏิบัติแล้วธุรกิจที่เหมือนหรือคล้ายกันก็มีสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปด้วยปัจจัยดังที่ได้กล่าวไป ดังนั้น สัดส่วนของเงินกู้ที่เหมาะสมก็คือ
สัดส่วนที่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั่นเอง
นอกจากนี้ การที่มีส่วนเงินกู้ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเงินทุนจากเจ้าของนั้น ยังทำให้เราสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนน่าจูงใจหรือมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่มีสัดส่วนเงินกู้เป็นสัดส่วนที่สูงอยู่แล้วจะทำให้โอกาสกู้เงินเพิ่มทำได้ยาก และมักจะถูกบังคับให้ต้องเพิ่มเงินทุนในส่วนของเจ้าของให้มากขึ้นด้วย
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ใช้เงินทุนจากแหล่งใดก็ตาม ขอเชิญชวนให้ดำเนินการให้ถูกต้องทางกฎหมายโดยเฉพาะเรื่องการเสียภาษี เพราะหากถูกตรวจสอบพบว่ามีความผิดจะทำให้ต้องเสียภาษีย้อนหลังและค่าปรับต่างๆ เป็นจำนวนมากได้ และการทำในสิ่งที่ถูกต้องก็มีส่วนช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน


อ้างอิง : www.smesplannet.com



6/07/2555



“โพสต์ทูเดย์” จับมือ “กสิกรไทย” จัดงาน Post Today-K SME & Franchise Expo 2012 ในวันที่ 23-24 มิถุนายนนี้ ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ ระบุช่วยสร้างโอกาสแก่ผู้อยากมีอาชีพและธุรกิจของตัวเอง 
       
       นายศุภกรณ์ เวชชาชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยจัดงาน Post Today-K SME & Franchise Expo 2012 ในวันที่ 23-24 มิถุนายน 2555 นี้ ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่ต้องการจะต่อยอดธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า คาดว่างานนี้จะมีผู้สนใจเข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 5,000 คน
       
       ทั้งนี้ ภายในงานจะเป็นการรวบรวมสุดยอดเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีแบบครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครบในทุกธุรกิจและในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกบูทจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแฟรนไชส์หลากหลายประเภท รวมทั้งมีกิจกรรม Lifestyle Workshop สร้างอาชีพ การเปิดวิสัยทัศน์จากนักธุรกิจและดาราเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งศาสตร์ฮวงจุ้ยสำหรับเป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจจากซินแสชื่อดัง
       
       ด้านนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายในงานจะมีการออกบูทแฟรนไชส์ชื่อดังกว่า 48 รายที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคาร การสร้างร้านค้าบนโลกออนไลน์โดย Google เปิดทำเว็บไซต์ฟรีให้ผู้ที่สนใจ
       
       นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมมานำเสนอในงาน เช่น บริการ K-SME Start-up Solutions ซึ่งเป็นแพกเกจที่รวมทั้งเรื่องเงิน และองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ K-SME Franchise Credit สินเชื่อสำหรับผู้ทำธุรกิจ แฟรนไชส์ที่ครบวงจร เป็นต้น นอกจากนั้น ทุกท่านที่มาในงานสามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจได้ฟรีจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารกสิกรไทย รวมทั้งจากผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานพันธมิตรของธนาคารทั้งภาครัฐ และเอกชน

จัดมหกรรม SMEs Franchise สร้างโอกาสธุรกิจ



“โพสต์ทูเดย์” จับมือ “กสิกรไทย” จัดงาน Post Today-K SME & Franchise Expo 2012 ในวันที่ 23-24 มิถุนายนนี้ ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ ระบุช่วยสร้างโอกาสแก่ผู้อยากมีอาชีพและธุรกิจของตัวเอง 
       
       นายศุภกรณ์ เวชชาชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยจัดงาน Post Today-K SME & Franchise Expo 2012 ในวันที่ 23-24 มิถุนายน 2555 นี้ ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่ต้องการจะต่อยอดธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า คาดว่างานนี้จะมีผู้สนใจเข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 5,000 คน
       
       ทั้งนี้ ภายในงานจะเป็นการรวบรวมสุดยอดเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีแบบครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครบในทุกธุรกิจและในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกบูทจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแฟรนไชส์หลากหลายประเภท รวมทั้งมีกิจกรรม Lifestyle Workshop สร้างอาชีพ การเปิดวิสัยทัศน์จากนักธุรกิจและดาราเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งศาสตร์ฮวงจุ้ยสำหรับเป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจจากซินแสชื่อดัง
       
       ด้านนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายในงานจะมีการออกบูทแฟรนไชส์ชื่อดังกว่า 48 รายที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคาร การสร้างร้านค้าบนโลกออนไลน์โดย Google เปิดทำเว็บไซต์ฟรีให้ผู้ที่สนใจ
       
       นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมมานำเสนอในงาน เช่น บริการ K-SME Start-up Solutions ซึ่งเป็นแพกเกจที่รวมทั้งเรื่องเงิน และองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ K-SME Franchise Credit สินเชื่อสำหรับผู้ทำธุรกิจ แฟรนไชส์ที่ครบวงจร เป็นต้น นอกจากนั้น ทุกท่านที่มาในงานสามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจได้ฟรีจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารกสิกรไทย รวมทั้งจากผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานพันธมิตรของธนาคารทั้งภาครัฐ และเอกชน