3/02/2555

คำถามที่พบบ่อยกับ "การจัดตั้งบริษัทจำกัด ของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เรามาเฉลยกันเลยดีกว่าครับว่ามีประเด็นคำถาม คำตอบอย่างไร ที่ SMEs ควรรู้ มาเริ่มกันเลยครับ


  1. ลักษณะของบริษัทจำกัด
    1. แบ่งทุนออกเป็นหุ้นๆ ละเท่าๆ กัน 2. ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเงินค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ 3. มูลค่าของหุ้นๆ หนึ่งนั้น ต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท 4. หุ้นนั้นแบ่งแยกไม่ได้

  2. ที่อยู่ของผู้เริ่มก่อการต่างชาติจะต้องระบุที่ใด
    1. กรณีที่มีถิ่นอยู่อย่างถาวรในประเทศไทย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านให้ระบุ ที่อยู่ในประเทศไทย ตามทะเบียนบ้าน 2. กรณีที่มีถิ่นอยู่ในต่างประเทศ ให้ระบุที่อยู่ซึ่งสามารถติดต่อได้ในต่างประเทศ

  3. ผู้เริ่มก่อการ 1 ใน 7 ต้องเป็นกรรมการตอนตั้งบริษัทด้วยหรือไม่
    ไม่ต้องเป็น เว้นแต่ที่ประชุมตั้งบริษัทเลือกตั้งผู้เริ่มก่อการคนนั้นขึ้นเป็นกรรมการของบริษัท

  4. ผู้เริ่มก่อการต้องเป็นผู้ถือหุ้นตอนตั้งบริษัทด้วยหรือไม่
    ผู้เริ่มก่อการทุกคนต้องเป็นผู้ถือหุ้นตอนตั้งบริษัทด้วย โดยถือหุ้นอย่างน้อยคนละหนึ่งหุ้น

  5. ผู้เริ่มก่อการตายไป 1 คน จะต้องทำอย่างไร
    1. กรณีที่ผู้เริ่มก่อการมีทั้งหมด 7 คน หากผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งตายไป ทำให้จำนวนผู้เริ่มก่อการ เหลือไม่ถึง 7 คนไม่อาจดำเนินการจัดตั้งบริษัทได้ 2. กรณีที่ผู้เริ่มก่อการมีมากกว่า 7 คน หากผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งตายไป มีผู้เริ่มก่อการเดิมเหลืออยู่ ไม่น้อยกว่า 7 คน และมีความประสงค์จะดำเนินการจัดตั้งบริษัท ให้ยื่นขอคำจดทะเบียนแก้ไข เพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนการจัดตั้งบริษัท ข้อ.6 (แก้ไขผู้เริ่มก่อการ) พร้อมทั้งแนบสำเนา ใบมรณะบัตรของผู้เริ่มก่อการที่ตายประกอบเรื่องด้วย

  6. นิติบุคคลเป็นผู้เริ่มก่อการได้หรือไม่
    “ไม่ได้”

  7. ผู้เยาว์เป็นผู้เริ่มก่อการได้หรือไม่
    ผู้เยาว์เป็นผู้เริ่มก่อการได้ ต้องปรากฏว่า 1. มีอายุไม่น้อยกว่า 12 ปี 2. ได้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบด้วยตนเอง

  8. ผู้ถือหุ้นของบริษัทเหลือไม่ถึง 7 คน จะได้ไหม
    ได้ แต่อาจเป็นเหตุให้ศาลสั่งให้เลิกบริษัท

  9. หลักเกณฑ์การควบบริษัท
    1. บริษัทจะควบเข้ากันได้ โดยแต่ละบริษัทเรียกประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้มีมติพิเศษให้ควบบริษัท 2. ถ้าหากมีเจ้าหนี้คัดค้าน บริษัทจะต้องใช้หนี้หรือได้ให้ประกัน เพื่อหนี้รายนั้นก่อนจึงจะควบ เข้ากันได้ 3. จำนวนทุนและหุ้นของบริษัทใหม่นั้น ต้องเท่ากับยอดรวมจำนวนทุนและหุ้นของบริษัทเดิม ที่มาจะควบเข้ากัน 4. สิทธิและความรับผิดของแต่ละบริษัทเดิมที่ได้มาควบบริษัทกัน ย่อมเป็นสิทธิและความรับผิด ของบริษัทใหม่

  10. จดทะเบียนว่าชำระค่าเต็มมูลค่าแล้ว จะขอเปลี่ยนเป็นชำระ 25% ได้หรือไม่
    เอกสารในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทเป็นเอกสารมหาชน เมื่อนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนแล้วจึงไม่สามารถจะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดนั้นได้ ดังนั้นในการจดทะเบียนแต่ละครั้ง ผู้เกี่ยวข้องจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ถูกต้องและตรงตามความจริงทุกครั้งก่อนยื่นจดทะเบียน และขอเตือนว่าอย่าได้ลงชื่อในคำขอจดทะเบียนโดยยังไม่มีการกรอกรายละเอียดเด็ดขาด

  11. อยากทราบทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุด 
    บริษัทจำกัด ตามกฎหมาย (ป.พ.พ.) กำหนดมูลค่าหุ้นไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท ฉะนั้น ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุดของบริษัท คือ 35 บาท ก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้แล้ว ห้างหุ้นส่วน กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนขั้นต่ำไว้

  12. หลักเกณฑ์การเพิ่มทุนของบริษัท
    1. การเพิ่มทุนบริษัทจำกัดต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ให้เพิ่มทุน 2. บริษัทจำกัดเพิ่มทุนได้ด้วยการออกหุ้นใหม่ 3. หุ้นของบริษัทจำกัดที่ออกใหม่ ถ้าจะชำระด้วยสิ่งอื่นนอกจากตัวเงิน ต้องมีมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 4. หุ้นของบริษัทจำกัดที่ออกใหม่นั้น จะขายให้แก่บุคคลภายนอกไม่ได้

  13. หลักเกณฑ์การลดทุนของบริษัท
    1. การลดทุนบริษัทจำกัด ต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้ลดทุนได้ 2. บริษัทจะลดทุนโดยการลดมูลค่าแต่ละหุ้น ๆ ให้ต่ำลง หรือลดจำนวนหุ้นให้น้อยลงก็ได้ 3. ทุนของบริษัทจะลดลงให้ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของทุนเดิมไม่ได้ 4. ถ้าหากมีเจ้าหนี้คัดค้านการลดทุน บริษัทจะต้องใช้หนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้รายนั้นก่อน จึงจะ ลดทุนได้

  14. หลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของบริษัท
    1. การแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของบริษัท ต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้แก้ไขชื่อได้ 2. หากบริษัทได้จดทะเบียนดวงตราไว้และตรานั้นมีชื่อบริษัทอยู่ ต้องจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ตราของบริษัทด้วย

  15. วัตถุที่ประสงค์จะพิมพ์ขึ้นมาเอง โดยไม่ใช้วัตถุที่ประสงค์สำเร็จรูปของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้หรือไม่
    “ได้” โดยให้พิมพ์ลงในแบบ ว. (สีขาว) ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่นายทะเบียนจัดพิมพ์ขึ้น

  16. ใครจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัท
    คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัททุกประเภท ต้องลงชื่อโดยกรรมการตามอำนาจที่ได้จดทะเบียนไว้เดิม

  17. กรรมการลาออกและจะแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน จะต้องประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
    1. ถ้ากรรมการลาออกก่อนครบกำหนดวาระการเป็นกรรมการและบริษัทต้องการจะแต่งตั้งกรรมการ ใหม่แทน จะประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้นก็ได้ 2. ถ้ากรรมการลาออกเมื่อครบกำหนดวาระการเป็นกรรมการและบริษัทต้องการแต่งตั้งกรรมการ ใหม่แทน ต้องประชุมผู้ถือหุ้น

  18. กรรมการตายต้องทำอย่างไร
    ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนกรรมการออกจากตำแหน่ง หากกรรมการที่ตายเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจกรรมการด้วย

  19. กรรมการบริษัทจะต้องมีกี่คน
    1. กรณีที่บริษัทได้กำหนดจำนวนของกรรมการไว้ในข้อบังคับของบริษัท การแต่งตั้งกรรมการก็ต้อง เป็นไปตามจำนวนตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ 2. กรณีที่บริษัทไม่ได้กำหนดจำนวนกรรมการไว้ในข้อบังคับของบริษัท การแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามมติ ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ที่จะกำหนดว่ากรรมการของบริษัทจะมีกี่คน

  20. การเปลี่ยนอำนาจกรรมการจะต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ
    การเปลี่ยนอำนาจกรรมการจะต้องประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัท จะกำหนดให้คณะกรรมการ เป็นผู้กำหนด อำนาจกรรมการได้

  21. ทางราชการมีการแก้ไขเลขที่ ถนน แขวง เขตของสำนักงาน จะต้องทำอย่างไร
    1. ให้กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอแก้ไขเลขที่ ถนน แขวง เขตให้ถูกต้อง 2. แนบหลักฐานที่ราชการแก้ไขประกอบหนังสือด้วย

  22. บริษัทจำเป็นต้องจดทะเบียนตราของบริษัทด้วยหรือไม่
    บริษัทขอจดทะเบียนตราของบริษัทหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่อำนาจกรรมการ ระบุว่าต้องประทับตราสำคัญบริษัท ต้องขอจดทะเบียนดวงตราสำคัญด้วย

  23. คำแสดงนิติฐานะของบริษัทในดวงตรา จะใช้คำย่อได้หรือไม่
    ไม่ได้ การใช้ชื่อและบริษัทจำกัดเป็นตราหรือส่วนหนึ่งของตรา จะต้องระบุคำแสดงนิติฐานะ โดยใช้ “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ และ “จำกัด” ไว้ท้ายชื่อ (ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ

  24. หลักเกณฑ์การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมตราของบริษัท
    การแก้ไขเพิ่มเติมตราของบริษัท จะต้องได้รับมติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือที่ประชุมคณะกรรมการ

  25. เหตุที่จะเลิกบริษัท
    1.เลิกตามที่ข้อบังคับกำหนดกรณีที่จะเลิกไว้ 2.เลิกตามกำหนดเวลาที่จดทะเบียนไว้ 3.ถ้าบริษัทตั้งขึ้นเฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่อย่างเดียว บริษัทย่อมเลิกกันเมื่อเสร็จการนั้น 4.เมื่อมีมติพิเศษให้เลิก 5.เมื่อบริษัทล้มละลาย 6.เมื่อศาลสั่งให้เลิก

  26. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน
    การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนผู้ขอจดทะเบียนต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน พร้อมแสดงบัตรประจำตัว ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ไม่ว่าด้วยระการใดๆ ให้ถือว่าลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนเป็นที่ถูกต้อง เมื่อผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคลดังต่อไปนี้ 1. กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร ก. พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอจดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่ ข. สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือ ค. บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนด 2. กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ ก. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยหรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงาน ณ ประเทศนั้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว ข.บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศนั้น หรือ ค.บุคคลที่ควรเชื่อถือได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง


ข้อมูลจาก : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของเราเอง

คำถามที่พบบ่อยกับ "การจัดตั้งบริษัทจำกัด ของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs)

คำถามที่พบบ่อยกับ "การจัดตั้งบริษัทจำกัด ของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เรามาเฉลยกันเลยดีกว่าครับว่ามีประเด็นคำถาม คำตอบอย่างไร ที่ SMEs ควรรู้ มาเริ่มกันเลยครับ


  1. ลักษณะของบริษัทจำกัด
    1. แบ่งทุนออกเป็นหุ้นๆ ละเท่าๆ กัน 2. ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเงินค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ 3. มูลค่าของหุ้นๆ หนึ่งนั้น ต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท 4. หุ้นนั้นแบ่งแยกไม่ได้

  2. ที่อยู่ของผู้เริ่มก่อการต่างชาติจะต้องระบุที่ใด
    1. กรณีที่มีถิ่นอยู่อย่างถาวรในประเทศไทย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านให้ระบุ ที่อยู่ในประเทศไทย ตามทะเบียนบ้าน 2. กรณีที่มีถิ่นอยู่ในต่างประเทศ ให้ระบุที่อยู่ซึ่งสามารถติดต่อได้ในต่างประเทศ

  3. ผู้เริ่มก่อการ 1 ใน 7 ต้องเป็นกรรมการตอนตั้งบริษัทด้วยหรือไม่
    ไม่ต้องเป็น เว้นแต่ที่ประชุมตั้งบริษัทเลือกตั้งผู้เริ่มก่อการคนนั้นขึ้นเป็นกรรมการของบริษัท

  4. ผู้เริ่มก่อการต้องเป็นผู้ถือหุ้นตอนตั้งบริษัทด้วยหรือไม่
    ผู้เริ่มก่อการทุกคนต้องเป็นผู้ถือหุ้นตอนตั้งบริษัทด้วย โดยถือหุ้นอย่างน้อยคนละหนึ่งหุ้น

  5. ผู้เริ่มก่อการตายไป 1 คน จะต้องทำอย่างไร
    1. กรณีที่ผู้เริ่มก่อการมีทั้งหมด 7 คน หากผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งตายไป ทำให้จำนวนผู้เริ่มก่อการ เหลือไม่ถึง 7 คนไม่อาจดำเนินการจัดตั้งบริษัทได้ 2. กรณีที่ผู้เริ่มก่อการมีมากกว่า 7 คน หากผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งตายไป มีผู้เริ่มก่อการเดิมเหลืออยู่ ไม่น้อยกว่า 7 คน และมีความประสงค์จะดำเนินการจัดตั้งบริษัท ให้ยื่นขอคำจดทะเบียนแก้ไข เพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนการจัดตั้งบริษัท ข้อ.6 (แก้ไขผู้เริ่มก่อการ) พร้อมทั้งแนบสำเนา ใบมรณะบัตรของผู้เริ่มก่อการที่ตายประกอบเรื่องด้วย

  6. นิติบุคคลเป็นผู้เริ่มก่อการได้หรือไม่
    “ไม่ได้”

  7. ผู้เยาว์เป็นผู้เริ่มก่อการได้หรือไม่
    ผู้เยาว์เป็นผู้เริ่มก่อการได้ ต้องปรากฏว่า 1. มีอายุไม่น้อยกว่า 12 ปี 2. ได้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบด้วยตนเอง

  8. ผู้ถือหุ้นของบริษัทเหลือไม่ถึง 7 คน จะได้ไหม
    ได้ แต่อาจเป็นเหตุให้ศาลสั่งให้เลิกบริษัท

  9. หลักเกณฑ์การควบบริษัท
    1. บริษัทจะควบเข้ากันได้ โดยแต่ละบริษัทเรียกประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้มีมติพิเศษให้ควบบริษัท 2. ถ้าหากมีเจ้าหนี้คัดค้าน บริษัทจะต้องใช้หนี้หรือได้ให้ประกัน เพื่อหนี้รายนั้นก่อนจึงจะควบ เข้ากันได้ 3. จำนวนทุนและหุ้นของบริษัทใหม่นั้น ต้องเท่ากับยอดรวมจำนวนทุนและหุ้นของบริษัทเดิม ที่มาจะควบเข้ากัน 4. สิทธิและความรับผิดของแต่ละบริษัทเดิมที่ได้มาควบบริษัทกัน ย่อมเป็นสิทธิและความรับผิด ของบริษัทใหม่

  10. จดทะเบียนว่าชำระค่าเต็มมูลค่าแล้ว จะขอเปลี่ยนเป็นชำระ 25% ได้หรือไม่
    เอกสารในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทเป็นเอกสารมหาชน เมื่อนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนแล้วจึงไม่สามารถจะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดนั้นได้ ดังนั้นในการจดทะเบียนแต่ละครั้ง ผู้เกี่ยวข้องจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ถูกต้องและตรงตามความจริงทุกครั้งก่อนยื่นจดทะเบียน และขอเตือนว่าอย่าได้ลงชื่อในคำขอจดทะเบียนโดยยังไม่มีการกรอกรายละเอียดเด็ดขาด

  11. อยากทราบทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุด 
    บริษัทจำกัด ตามกฎหมาย (ป.พ.พ.) กำหนดมูลค่าหุ้นไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท ฉะนั้น ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุดของบริษัท คือ 35 บาท ก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้แล้ว ห้างหุ้นส่วน กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนขั้นต่ำไว้

  12. หลักเกณฑ์การเพิ่มทุนของบริษัท
    1. การเพิ่มทุนบริษัทจำกัดต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ให้เพิ่มทุน 2. บริษัทจำกัดเพิ่มทุนได้ด้วยการออกหุ้นใหม่ 3. หุ้นของบริษัทจำกัดที่ออกใหม่ ถ้าจะชำระด้วยสิ่งอื่นนอกจากตัวเงิน ต้องมีมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 4. หุ้นของบริษัทจำกัดที่ออกใหม่นั้น จะขายให้แก่บุคคลภายนอกไม่ได้

  13. หลักเกณฑ์การลดทุนของบริษัท
    1. การลดทุนบริษัทจำกัด ต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้ลดทุนได้ 2. บริษัทจะลดทุนโดยการลดมูลค่าแต่ละหุ้น ๆ ให้ต่ำลง หรือลดจำนวนหุ้นให้น้อยลงก็ได้ 3. ทุนของบริษัทจะลดลงให้ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของทุนเดิมไม่ได้ 4. ถ้าหากมีเจ้าหนี้คัดค้านการลดทุน บริษัทจะต้องใช้หนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้รายนั้นก่อน จึงจะ ลดทุนได้

  14. หลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของบริษัท
    1. การแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของบริษัท ต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้แก้ไขชื่อได้ 2. หากบริษัทได้จดทะเบียนดวงตราไว้และตรานั้นมีชื่อบริษัทอยู่ ต้องจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ตราของบริษัทด้วย

  15. วัตถุที่ประสงค์จะพิมพ์ขึ้นมาเอง โดยไม่ใช้วัตถุที่ประสงค์สำเร็จรูปของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้หรือไม่
    “ได้” โดยให้พิมพ์ลงในแบบ ว. (สีขาว) ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่นายทะเบียนจัดพิมพ์ขึ้น

  16. ใครจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัท
    คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัททุกประเภท ต้องลงชื่อโดยกรรมการตามอำนาจที่ได้จดทะเบียนไว้เดิม

  17. กรรมการลาออกและจะแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน จะต้องประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
    1. ถ้ากรรมการลาออกก่อนครบกำหนดวาระการเป็นกรรมการและบริษัทต้องการจะแต่งตั้งกรรมการ ใหม่แทน จะประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้นก็ได้ 2. ถ้ากรรมการลาออกเมื่อครบกำหนดวาระการเป็นกรรมการและบริษัทต้องการแต่งตั้งกรรมการ ใหม่แทน ต้องประชุมผู้ถือหุ้น

  18. กรรมการตายต้องทำอย่างไร
    ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนกรรมการออกจากตำแหน่ง หากกรรมการที่ตายเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจกรรมการด้วย

  19. กรรมการบริษัทจะต้องมีกี่คน
    1. กรณีที่บริษัทได้กำหนดจำนวนของกรรมการไว้ในข้อบังคับของบริษัท การแต่งตั้งกรรมการก็ต้อง เป็นไปตามจำนวนตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ 2. กรณีที่บริษัทไม่ได้กำหนดจำนวนกรรมการไว้ในข้อบังคับของบริษัท การแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามมติ ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ที่จะกำหนดว่ากรรมการของบริษัทจะมีกี่คน

  20. การเปลี่ยนอำนาจกรรมการจะต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ
    การเปลี่ยนอำนาจกรรมการจะต้องประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัท จะกำหนดให้คณะกรรมการ เป็นผู้กำหนด อำนาจกรรมการได้

  21. ทางราชการมีการแก้ไขเลขที่ ถนน แขวง เขตของสำนักงาน จะต้องทำอย่างไร
    1. ให้กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอแก้ไขเลขที่ ถนน แขวง เขตให้ถูกต้อง 2. แนบหลักฐานที่ราชการแก้ไขประกอบหนังสือด้วย

  22. บริษัทจำเป็นต้องจดทะเบียนตราของบริษัทด้วยหรือไม่
    บริษัทขอจดทะเบียนตราของบริษัทหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่อำนาจกรรมการ ระบุว่าต้องประทับตราสำคัญบริษัท ต้องขอจดทะเบียนดวงตราสำคัญด้วย

  23. คำแสดงนิติฐานะของบริษัทในดวงตรา จะใช้คำย่อได้หรือไม่
    ไม่ได้ การใช้ชื่อและบริษัทจำกัดเป็นตราหรือส่วนหนึ่งของตรา จะต้องระบุคำแสดงนิติฐานะ โดยใช้ “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ และ “จำกัด” ไว้ท้ายชื่อ (ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ

  24. หลักเกณฑ์การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมตราของบริษัท
    การแก้ไขเพิ่มเติมตราของบริษัท จะต้องได้รับมติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือที่ประชุมคณะกรรมการ

  25. เหตุที่จะเลิกบริษัท
    1.เลิกตามที่ข้อบังคับกำหนดกรณีที่จะเลิกไว้ 2.เลิกตามกำหนดเวลาที่จดทะเบียนไว้ 3.ถ้าบริษัทตั้งขึ้นเฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่อย่างเดียว บริษัทย่อมเลิกกันเมื่อเสร็จการนั้น 4.เมื่อมีมติพิเศษให้เลิก 5.เมื่อบริษัทล้มละลาย 6.เมื่อศาลสั่งให้เลิก

  26. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน
    การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนผู้ขอจดทะเบียนต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน พร้อมแสดงบัตรประจำตัว ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ไม่ว่าด้วยระการใดๆ ให้ถือว่าลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนเป็นที่ถูกต้อง เมื่อผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคลดังต่อไปนี้ 1. กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร ก. พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอจดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่ ข. สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือ ค. บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนด 2. กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ ก. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยหรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงาน ณ ประเทศนั้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว ข.บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศนั้น หรือ ค.บุคคลที่ควรเชื่อถือได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง


ข้อมูลจาก : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของเราเอง

โดยปกติกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันขึ้นมาเพื่อประกอบธุรกิจและต้องการจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดนั้น ย่อมต้องกำหนดทุนของบริษัทขึ้นมาตั้งแต่ตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ หากแต่ท่านทราบหรือเข้าใจคำว่า “ทุนจดทะเบียน” และ “ทุนเรียกชำระ” หรือไม่ว่ามีความแตกต่างกันเพียงใด และจะมีผลกระทบกับบริษัทของท่านอย่างไรหากขาดการวางแผนที่ดี

คำว่า “ทุนจดทะเบียน” นั้นคือ ทุนของบริษัทตามที่ได้จดทะเบียนไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ โดยจะแบ่งเป็นจำนวนหุ้น และราคาต่อหุ้น หรือ ที่เรียกว่าราคาพาร์ ส่วนคำว่า “ทุนเรียกชำระ” คือ เงินที่ได้เรียกชำระจากผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งอาจจะน้อยกว่าหรือเท่ากับ จำนวนทุนจดทะเบียนก็ได้ โดยตามกฎหมายได้กำหนดว่าจะต้องเรียกชำระค่าหุ้นไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน เช่น บริษัท ทุนเหลือเฟือ จำกัด มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นจำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นทั้งหมดต้องชำระค่าหุ้นขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 250,000 บาท หรือ ไม่น้อยกว่าหุ้นละ 25 บาทนั่นเอง จำนวนหุ้นและเงินที่ชำระแล้วต่อหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคนนั้น เราสามารถดูได้จากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือ แบบ บอจ.5 ที่นำส่งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ตอนจดทะเบียนบริษัท
แต่ปัญหาก็คือ บางบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่อาจไม่ทราบข้อกำหนดดังกล่าว จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามแต่ ท่านอาจลงรายการในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามทุนจดทะเบียน ซึ่งเสมือนหนึ่งว่าชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่า ปัญหาที่ตามมาประการแรกก็คือ เป็นการให้ข้อมูลเท็จต่อกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบันทึกบัญชีและการคำนวณภาษีเงินได้อีกทอดหนึ่ง มองภาพง่าย ๆ ก็คือ ถ้าบริษัท ทุนเหลือเฟือ จำกัด ลงรายการในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า มีเงินชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่า 1 ล้านบาท แต่ความเป็นจริงได้มีการชำระค่าหุ้นเพียงแค่ 250,000 บาท เป็นต้น เท่ากับว่าเงินส่วนที่เหลืออีก 750,000 ได้หายออกไปจากบัญชี ในแง่ของการทำบัญชีอาจต้องปรับปรุงรายการ โดยการถือเสมือนว่าผู้ถือหุ้นได้กู้ยืมเงินไปจากบริษัท แต่ในแง่ของกรมสรรพากรจะไม่เพียงแค่เสมือนว่า มีการกู้ยืมเงินไปจากบริษัทเท่านั้น แต่ถือเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าตอบแทนหรือคำนวณดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมดังกล่าวด้วย ท่านเอสเอ็มอีคงเริ่มเห็นความยุ่งยากที่ตามมาเพราะการคำนวณดอกเบี้ยรับเข้าไปในงบการเงินย่อมหมายถึงการเพิ่มฐานกำไรสุทธิในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือถึงแม้ว่า เราจะไม่ปรับปรุงรายการเข้าไปในงบการเงินแต่ในการคำนวณภาษีก็ยังคงต้องปรับเพิ่มรายได้ดอกเบี้ยรับเข้าไปอยู่ดี ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะเริ่มจดทะเบียนบริษัท จึงควรวางแผนเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนให้ดีเสียก่อนว่า ระดับทุนเท่าใดที่เพียงพอกับการประกอบธุรกิจและผู้ถือหุ้นมีความสามารถชำระค่าหุ้นได้ และ ควรแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงแก่กระทรวงพาณิชย์ในการนำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาทุนเกินเงิน ดังที่กล่าวมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ท่านเอสเอ็มอี ที่ได้ประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ ก็ยังพอมีทางเลือกให้ปฏิบัติอยู่บ้าง ได้แก่ การลดทุนจดทะเบียนให้เท่ากับทุนที่มีอยู่จริง • เรียกชำระค่าหุ้นให้ครบจำนวนตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น • คำนวณดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม โดยรวมคำนวณเป็นรายได้ดอกเบี้ยรับเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ทางเลือกที่ 3 ออกจะเป็นทางเลือกที่ไม่น่าเลือกเท่าไรเพราะดูเหมือนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่บริษัทของเราเลย อีกทั้งยังต้องเสียภาษีโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ดังนั้น แนะนำว่าท่านเอสเอ็มอี ควรวางแผนให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะเป็นการดีที่สุด

โดย : ดุลวรรณ์ สกุลดี

ทุนจดทะเบียนที่ดีต้องมีการวางแผน

โดยปกติกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันขึ้นมาเพื่อประกอบธุรกิจและต้องการจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดนั้น ย่อมต้องกำหนดทุนของบริษัทขึ้นมาตั้งแต่ตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ หากแต่ท่านทราบหรือเข้าใจคำว่า “ทุนจดทะเบียน” และ “ทุนเรียกชำระ” หรือไม่ว่ามีความแตกต่างกันเพียงใด และจะมีผลกระทบกับบริษัทของท่านอย่างไรหากขาดการวางแผนที่ดี

คำว่า “ทุนจดทะเบียน” นั้นคือ ทุนของบริษัทตามที่ได้จดทะเบียนไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ โดยจะแบ่งเป็นจำนวนหุ้น และราคาต่อหุ้น หรือ ที่เรียกว่าราคาพาร์ ส่วนคำว่า “ทุนเรียกชำระ” คือ เงินที่ได้เรียกชำระจากผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งอาจจะน้อยกว่าหรือเท่ากับ จำนวนทุนจดทะเบียนก็ได้ โดยตามกฎหมายได้กำหนดว่าจะต้องเรียกชำระค่าหุ้นไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน เช่น บริษัท ทุนเหลือเฟือ จำกัด มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นจำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นทั้งหมดต้องชำระค่าหุ้นขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 250,000 บาท หรือ ไม่น้อยกว่าหุ้นละ 25 บาทนั่นเอง จำนวนหุ้นและเงินที่ชำระแล้วต่อหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคนนั้น เราสามารถดูได้จากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือ แบบ บอจ.5 ที่นำส่งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ตอนจดทะเบียนบริษัท
แต่ปัญหาก็คือ บางบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่อาจไม่ทราบข้อกำหนดดังกล่าว จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามแต่ ท่านอาจลงรายการในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามทุนจดทะเบียน ซึ่งเสมือนหนึ่งว่าชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่า ปัญหาที่ตามมาประการแรกก็คือ เป็นการให้ข้อมูลเท็จต่อกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบันทึกบัญชีและการคำนวณภาษีเงินได้อีกทอดหนึ่ง มองภาพง่าย ๆ ก็คือ ถ้าบริษัท ทุนเหลือเฟือ จำกัด ลงรายการในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า มีเงินชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่า 1 ล้านบาท แต่ความเป็นจริงได้มีการชำระค่าหุ้นเพียงแค่ 250,000 บาท เป็นต้น เท่ากับว่าเงินส่วนที่เหลืออีก 750,000 ได้หายออกไปจากบัญชี ในแง่ของการทำบัญชีอาจต้องปรับปรุงรายการ โดยการถือเสมือนว่าผู้ถือหุ้นได้กู้ยืมเงินไปจากบริษัท แต่ในแง่ของกรมสรรพากรจะไม่เพียงแค่เสมือนว่า มีการกู้ยืมเงินไปจากบริษัทเท่านั้น แต่ถือเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าตอบแทนหรือคำนวณดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมดังกล่าวด้วย ท่านเอสเอ็มอีคงเริ่มเห็นความยุ่งยากที่ตามมาเพราะการคำนวณดอกเบี้ยรับเข้าไปในงบการเงินย่อมหมายถึงการเพิ่มฐานกำไรสุทธิในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือถึงแม้ว่า เราจะไม่ปรับปรุงรายการเข้าไปในงบการเงินแต่ในการคำนวณภาษีก็ยังคงต้องปรับเพิ่มรายได้ดอกเบี้ยรับเข้าไปอยู่ดี ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะเริ่มจดทะเบียนบริษัท จึงควรวางแผนเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนให้ดีเสียก่อนว่า ระดับทุนเท่าใดที่เพียงพอกับการประกอบธุรกิจและผู้ถือหุ้นมีความสามารถชำระค่าหุ้นได้ และ ควรแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงแก่กระทรวงพาณิชย์ในการนำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาทุนเกินเงิน ดังที่กล่าวมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ท่านเอสเอ็มอี ที่ได้ประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ ก็ยังพอมีทางเลือกให้ปฏิบัติอยู่บ้าง ได้แก่ การลดทุนจดทะเบียนให้เท่ากับทุนที่มีอยู่จริง • เรียกชำระค่าหุ้นให้ครบจำนวนตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น • คำนวณดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม โดยรวมคำนวณเป็นรายได้ดอกเบี้ยรับเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ทางเลือกที่ 3 ออกจะเป็นทางเลือกที่ไม่น่าเลือกเท่าไรเพราะดูเหมือนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่บริษัทของเราเลย อีกทั้งยังต้องเสียภาษีโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ดังนั้น แนะนำว่าท่านเอสเอ็มอี ควรวางแผนให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะเป็นการดีที่สุด

โดย : ดุลวรรณ์ สกุลดี
บุคคลธรรมดาหากมีเงินได้พึงประเมินจะต้องนำเงินได้ตลอดทั้งปีไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากบุคคลธรรมดามีเงินได้พึงประเมินจะต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 10 - 37% ตามอัตราก้าวหน้า
สุดาเป็นพนักงานกินเงินเดือนประจำมีรายได้ปี 400,000 บาท และยังเปิดร้านขายสินค้าสะดวกซื้อที่บ้านมีรายได้อีกปีละ 1,000,000 บาท สุดาต้องนำรายได้เงินเดือนและร้านขายสินค้าสะดวกซื้อมารวมกันทำให้เงินได้ของสุดาเป็นเงิน 1,400,000 บาท สุดาจะต้องเสียภาษีเงินได้สูงขึ้น (ตามภาษีอัตราก้าวหน้า) แต่หากสุดาเลือกองค์กรที่ใช้ประกอบธุรกิจในรูปของ "คณะบุคคล" จะช่วยแก้ไขปัญหาในการเสียภาษีเงินได้
"คณะบุคคล" หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินงานด้วยบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยได้ตกลงทำกิจกรรมร่วมกันมีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งปันผลกำไรตามอัตราส่วนที่ตกลงกันหรือแต่ละคนที่ได้ลงทุนในกิจการ คณะบุคคลจึงมีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดชอบร่วมกันในหนี้สินทั้งหมดของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวนหนี้สินนั้น


การเสียภาษีเงินได้ของคณะบุคคลจะเสียภาษีเงินได้เหมือนกับบุคคลธรรมดาที่แยกออกจากตัวบุคคล โดยถือเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง 
ทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย"
นอกจาก "คณะบุคคล" จะมีหน้าที่เสียภาษีเสมือนหนึ่งเป็นบุคคลที่แยกออกจากบุคคลธรรมดาทั่วไปแล้ว เมื่อประกอบธุรกิจมีผลกำไรในแต่ละปี แล้วนำกำไรของคณะบุคคลมาแบ่งให้กับผู้ร่วมลงทุน ส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวก็ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (14) เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้คือ "(14) เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม"


ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินของคณะบุคคลไม่ได้แตกต่างจากบุคคลธรรมดาซึ่งก็คือ นำเงินได้ทั้งปีตั้งหักด้วยค่าใช้จ่ายเหมา และหักด้วยค่าลดหย่อน กรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หักลดหย่อนได้ตามสำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยแต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท ดังนั้นหากสุดาวางแผนภาษี สุดาอาจจะเลือกกินเงินเดือนในนามบุคคล และเป็นร้านขายของสะดวกซื้อในนามคณะบุคคล เมื่อถึงกำหนดยื่นเสียภาษีก็จะแยกเสียภาษีออกจากกันถือเป็นคนละหน่วยภาษี


โดย สมเดช โรจน์คุรีเสถียร

"คณะบุคคล" กับการประกอบธุรกิจ

บุคคลธรรมดาหากมีเงินได้พึงประเมินจะต้องนำเงินได้ตลอดทั้งปีไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากบุคคลธรรมดามีเงินได้พึงประเมินจะต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 10 - 37% ตามอัตราก้าวหน้า
สุดาเป็นพนักงานกินเงินเดือนประจำมีรายได้ปี 400,000 บาท และยังเปิดร้านขายสินค้าสะดวกซื้อที่บ้านมีรายได้อีกปีละ 1,000,000 บาท สุดาต้องนำรายได้เงินเดือนและร้านขายสินค้าสะดวกซื้อมารวมกันทำให้เงินได้ของสุดาเป็นเงิน 1,400,000 บาท สุดาจะต้องเสียภาษีเงินได้สูงขึ้น (ตามภาษีอัตราก้าวหน้า) แต่หากสุดาเลือกองค์กรที่ใช้ประกอบธุรกิจในรูปของ "คณะบุคคล" จะช่วยแก้ไขปัญหาในการเสียภาษีเงินได้
"คณะบุคคล" หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินงานด้วยบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยได้ตกลงทำกิจกรรมร่วมกันมีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งปันผลกำไรตามอัตราส่วนที่ตกลงกันหรือแต่ละคนที่ได้ลงทุนในกิจการ คณะบุคคลจึงมีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดชอบร่วมกันในหนี้สินทั้งหมดของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวนหนี้สินนั้น


การเสียภาษีเงินได้ของคณะบุคคลจะเสียภาษีเงินได้เหมือนกับบุคคลธรรมดาที่แยกออกจากตัวบุคคล โดยถือเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง 
ทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย"
นอกจาก "คณะบุคคล" จะมีหน้าที่เสียภาษีเสมือนหนึ่งเป็นบุคคลที่แยกออกจากบุคคลธรรมดาทั่วไปแล้ว เมื่อประกอบธุรกิจมีผลกำไรในแต่ละปี แล้วนำกำไรของคณะบุคคลมาแบ่งให้กับผู้ร่วมลงทุน ส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวก็ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (14) เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้คือ "(14) เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม"


ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินของคณะบุคคลไม่ได้แตกต่างจากบุคคลธรรมดาซึ่งก็คือ นำเงินได้ทั้งปีตั้งหักด้วยค่าใช้จ่ายเหมา และหักด้วยค่าลดหย่อน กรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หักลดหย่อนได้ตามสำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยแต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท ดังนั้นหากสุดาวางแผนภาษี สุดาอาจจะเลือกกินเงินเดือนในนามบุคคล และเป็นร้านขายของสะดวกซื้อในนามคณะบุคคล เมื่อถึงกำหนดยื่นเสียภาษีก็จะแยกเสียภาษีออกจากกันถือเป็นคนละหน่วยภาษี


โดย สมเดช โรจน์คุรีเสถียร

3/01/2555































ความสามารถด้านอาหารของเพื่อนสนิท บวกกับความมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ของ ‘ปุ๊ย ตีสิบ’ ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในการร่วมดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ที่แม้เป็นเมนูพื้นๆ หารับประทานได้ทั่วไป อย่าง ข้าวหมูแดง หมูกรอบ บะหมี่เกี๊ยวหมู ข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว และอาหารตามสั่ง แต่รสชาติและกรรมวิธีการผลิตที่ดึงศักยภาพวัตถุดิบส่วนดีออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้เมนูแสนธรรมดากลับกลายเป็นอาหารชั้นเลิศระดับภัตตาคาร



















Zeez (ซี๊ด) ชื่อร้านจำง่าย สื่อความหมายแทนความรู้สึกดีกับรสชาติอาหาร ที่ไม่ควรพลาดในการลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง ตั้งอยู่บริเวณซอยรามคำแหง 150 เกิดจากการรวมกลุ่มผองเพื่อน ที่พกพาความถนัดแตกต่างกัน มาสรรค์สร้างร้านอาหาร โดยอาศัยความได้เปรียบเป็นที่รู้จักในแวดวงบันเทิงของ “ปุ๊ย ตีสิบ” หรือ คืนสิทธิ์ สุวรรณวัฒกี ประชาสัมพันธ์ร้านให้เป็นที่รู้จัก ส่วนหน้าที่การคิดค้นสูตรอาหารและการดูแลร้าน เป็นที่หน้าที่ของ โจ ธนกฤต สิงหะอังกูร อดีตเชฟมือหนึ่ง ประจำร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา และ แจ๊ค นิตินาท สุขสุมิตร รับออกแบบตกแต่งร้านสไตล์โมเดิร์น




















ข้าวหมูแดงหมูกรอบ


ไอเดียการก่อเกิดร้าน Zeez มาจากการนั่งคุยกันเล่นๆ ตามประสาเพื่อน เริ่มจาก ปุ๊ย ตีสิบ ที่ได้มีโอกาสลองลิ้มชิมรสมือการทำอาหารของ ธนกฤต อยู่บ่อยครั้ง จึงแนะนำให้เปิดร้านอาหารด้วยนึกเสียดายฝีมือของเพื่อน ประกอบกับในช่วงนั้นธนกฤต ก็ต้องการกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวร จึงร่วมหุ้นเพื่อเปิดร้าน Zeez โดยช่วง 6 เดือนแรก ขายสเต็ก แบบบุฟเฟ่ต์ เน้นเนื้อหมู-วัว คุณภาพเกรดเอ ในขณะที่น้ำเกรวี่ นำเข้าวัตถุดิบหลักจากประเทศฝรั่งเศสตามสูตรสถาบันสอนทำอาหารชื่อดัง Le Cordon Bleu (เลอ กอร์ดอนเบลอ) ไม่ผิดเพี้ยน ย่างเนื้อทุกชิ้นจนสุกไม่นำมาอุ่นในเตาไมโครเวฟให้ร้อน




















บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง


แต่ด้วยราคาวัตถุดิบของเนื้อวัวและเนื้อหมู ที่แพงขึ้น จึงไม่คุ้มกับการทำธุรกิจลักษณะนี้ ต้องปรับเป็นเมนูเรียบง่าย แต่เหมาะสมกับคนกรุงที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการรับประทานอาหารกลางวันและมื้อเย็น อย่าง เมนูข้าวหมูแดงหมูกรอบ บะหมี่เกี๊ยวหมู ที่ธนกฤต รับประกันรสชาติและกรรมวิธีการทำวัตถุดิบหลักไม่เหมือนร้านทั่วไปอย่างแน่นอน โดยเฉพาะหมูกรอบจะให้วิธีการย่างให้กรอบ ซึ่งเป็นกรรมวิธีแบบดั้งเดิมที่ให้รสสัมผัสเมื่อรับประทานแตกต่างจากการนำไปทอด ซึ่งการย่างจะทำให้ชั้นไขมันหายไป กรอบนานขึ้น และมีความหอมเฉพาะตัวชวนรับประทาน ส่วนหมูแดงก็นำไปย่างเช่นกัน ในขณะที่น้ำหมูแดงเป็นสูตรดั้งเดิม โดยเคี่ยวน้ำกระดูกเพื่อทำเป็นน้ำซุปพร้อมเครื่องเทศโขลกเองประมาณ 3 ชั่วโมง จึงจะได้น้ำหมูแดงเข้มข้นหอมกลิ่นเครื่องเทศที่ปัจจุบันหารับประทานยาก




















ข้าวซอย หอมเครื่องเทศเข้มข้น


“ขั้นตอนการทำอาหารของร้าน Zeez ทุกเมนู เราจะพิถีพิถันเป็นพิเศษเหมือนการทำอาหารระดับภัตตาคารที่เราคุ้นเคย เน้นกรรมวิธีแบบดั้งเดิมเครื่องแกง เครื่องเทศ ที่จำเป็น อย่าง เครื่องแกงน้ำเงี้ยว ข้าวซอย จะทำเองทั้งหมด เพื่อความหอมของน้ำซุปที่ถือเป็นหัวใจหลักสำหรับเมนูเหล่านี้ โดยราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าราคาพื้นฐานเล็กน้อย แต่หากคนได้ชิมจะรู้ว่าไม่แพงเลย รวมถึงลูกค้ากลับมาอุดหนุนซ้ำกว่า 80%”




















ขนมจีนน้ำเงี้ยวรสชาติเข้มข้น


นอกจากนี้ยังมีเมนูถูกปากคนไทย อย่าง ส้มตำ รับประกันรสชาติคงที่ตามสูตรที่กำหนดไว้ ส่วนอาหารตามสั่งก็มีบริการ โดยธนกฤตจะเป็นผู้ลงมือทำเองเกือบทุกจาน ซึ่งเมนูยอดฮิต ได้แก่ ข้าวหมูแดง หมูกรอบ และบะหมี่เกี๊ยว ที่นอกจากลูกค้าจะสั่งรับประทานในร้านแล้วยังซื้อกลับบ้าน รวมถึงสั่งทำเพื่อจัดเลี้ยงหลักร้อยกล่องอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ทางร้านได้กำหนดเงื่อนไข ต้องแจ้งล่วงหน้า 2 วัน จัดส่งฟรีในพื้นที่ไม่เกิน 2 กิโลเมตร และสั่งขั้นต่ำ 300 บาท




















หลากหลายเมนูจากร้าน Zeez


สำหรับอนาคตทางทีมงานมองว่าข้าวหมูแดง หมูกรอบ จะเป็นเมนูที่ไปได้อีกไกล เพราะทำง่าย การเตรียมวัตถุดิบไม่ยาก รวมถึงเหมาะกับลูกค้าที่ต้องการความเร่งรีบ โดยกำลังสำรวจทำเลย่านชุมชนเพื่อขยายสาขาอีก 1แห่ง ในรูปแบบ Take Away เน้นขายเร็ว โดยมองไว้ที่ย่านรัชโยธินในการขยายธุรกิจรูปแบบนี้ ส่วนเมนูที่จะเพิ่มต่อไปในอนาคต ได้แก่ หมูปิ้ง และก๋วยจั๊บ เอาใจคนชอบรับประทานเครื่องในโดยเฉพาะ




















ข้าวไข่เจียวหมู Zeez มีพริกขี้หนูผสมลงไปด้วย






















ส้มตำรสเด็ด


***สนใจติดต่อ 08-9029-6998 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.***

ZeeZ ร้านอาหาร 'ปุ๊ย ตีสิบ' เมนูธรรมดาแต่รสชาติขั้นเทพ































ความสามารถด้านอาหารของเพื่อนสนิท บวกกับความมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ของ ‘ปุ๊ย ตีสิบ’ ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในการร่วมดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ที่แม้เป็นเมนูพื้นๆ หารับประทานได้ทั่วไป อย่าง ข้าวหมูแดง หมูกรอบ บะหมี่เกี๊ยวหมู ข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว และอาหารตามสั่ง แต่รสชาติและกรรมวิธีการผลิตที่ดึงศักยภาพวัตถุดิบส่วนดีออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้เมนูแสนธรรมดากลับกลายเป็นอาหารชั้นเลิศระดับภัตตาคาร



















Zeez (ซี๊ด) ชื่อร้านจำง่าย สื่อความหมายแทนความรู้สึกดีกับรสชาติอาหาร ที่ไม่ควรพลาดในการลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง ตั้งอยู่บริเวณซอยรามคำแหง 150 เกิดจากการรวมกลุ่มผองเพื่อน ที่พกพาความถนัดแตกต่างกัน มาสรรค์สร้างร้านอาหาร โดยอาศัยความได้เปรียบเป็นที่รู้จักในแวดวงบันเทิงของ “ปุ๊ย ตีสิบ” หรือ คืนสิทธิ์ สุวรรณวัฒกี ประชาสัมพันธ์ร้านให้เป็นที่รู้จัก ส่วนหน้าที่การคิดค้นสูตรอาหารและการดูแลร้าน เป็นที่หน้าที่ของ โจ ธนกฤต สิงหะอังกูร อดีตเชฟมือหนึ่ง ประจำร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา และ แจ๊ค นิตินาท สุขสุมิตร รับออกแบบตกแต่งร้านสไตล์โมเดิร์น




















ข้าวหมูแดงหมูกรอบ


ไอเดียการก่อเกิดร้าน Zeez มาจากการนั่งคุยกันเล่นๆ ตามประสาเพื่อน เริ่มจาก ปุ๊ย ตีสิบ ที่ได้มีโอกาสลองลิ้มชิมรสมือการทำอาหารของ ธนกฤต อยู่บ่อยครั้ง จึงแนะนำให้เปิดร้านอาหารด้วยนึกเสียดายฝีมือของเพื่อน ประกอบกับในช่วงนั้นธนกฤต ก็ต้องการกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวร จึงร่วมหุ้นเพื่อเปิดร้าน Zeez โดยช่วง 6 เดือนแรก ขายสเต็ก แบบบุฟเฟ่ต์ เน้นเนื้อหมู-วัว คุณภาพเกรดเอ ในขณะที่น้ำเกรวี่ นำเข้าวัตถุดิบหลักจากประเทศฝรั่งเศสตามสูตรสถาบันสอนทำอาหารชื่อดัง Le Cordon Bleu (เลอ กอร์ดอนเบลอ) ไม่ผิดเพี้ยน ย่างเนื้อทุกชิ้นจนสุกไม่นำมาอุ่นในเตาไมโครเวฟให้ร้อน




















บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง


แต่ด้วยราคาวัตถุดิบของเนื้อวัวและเนื้อหมู ที่แพงขึ้น จึงไม่คุ้มกับการทำธุรกิจลักษณะนี้ ต้องปรับเป็นเมนูเรียบง่าย แต่เหมาะสมกับคนกรุงที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการรับประทานอาหารกลางวันและมื้อเย็น อย่าง เมนูข้าวหมูแดงหมูกรอบ บะหมี่เกี๊ยวหมู ที่ธนกฤต รับประกันรสชาติและกรรมวิธีการทำวัตถุดิบหลักไม่เหมือนร้านทั่วไปอย่างแน่นอน โดยเฉพาะหมูกรอบจะให้วิธีการย่างให้กรอบ ซึ่งเป็นกรรมวิธีแบบดั้งเดิมที่ให้รสสัมผัสเมื่อรับประทานแตกต่างจากการนำไปทอด ซึ่งการย่างจะทำให้ชั้นไขมันหายไป กรอบนานขึ้น และมีความหอมเฉพาะตัวชวนรับประทาน ส่วนหมูแดงก็นำไปย่างเช่นกัน ในขณะที่น้ำหมูแดงเป็นสูตรดั้งเดิม โดยเคี่ยวน้ำกระดูกเพื่อทำเป็นน้ำซุปพร้อมเครื่องเทศโขลกเองประมาณ 3 ชั่วโมง จึงจะได้น้ำหมูแดงเข้มข้นหอมกลิ่นเครื่องเทศที่ปัจจุบันหารับประทานยาก




















ข้าวซอย หอมเครื่องเทศเข้มข้น


“ขั้นตอนการทำอาหารของร้าน Zeez ทุกเมนู เราจะพิถีพิถันเป็นพิเศษเหมือนการทำอาหารระดับภัตตาคารที่เราคุ้นเคย เน้นกรรมวิธีแบบดั้งเดิมเครื่องแกง เครื่องเทศ ที่จำเป็น อย่าง เครื่องแกงน้ำเงี้ยว ข้าวซอย จะทำเองทั้งหมด เพื่อความหอมของน้ำซุปที่ถือเป็นหัวใจหลักสำหรับเมนูเหล่านี้ โดยราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าราคาพื้นฐานเล็กน้อย แต่หากคนได้ชิมจะรู้ว่าไม่แพงเลย รวมถึงลูกค้ากลับมาอุดหนุนซ้ำกว่า 80%”




















ขนมจีนน้ำเงี้ยวรสชาติเข้มข้น


นอกจากนี้ยังมีเมนูถูกปากคนไทย อย่าง ส้มตำ รับประกันรสชาติคงที่ตามสูตรที่กำหนดไว้ ส่วนอาหารตามสั่งก็มีบริการ โดยธนกฤตจะเป็นผู้ลงมือทำเองเกือบทุกจาน ซึ่งเมนูยอดฮิต ได้แก่ ข้าวหมูแดง หมูกรอบ และบะหมี่เกี๊ยว ที่นอกจากลูกค้าจะสั่งรับประทานในร้านแล้วยังซื้อกลับบ้าน รวมถึงสั่งทำเพื่อจัดเลี้ยงหลักร้อยกล่องอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ทางร้านได้กำหนดเงื่อนไข ต้องแจ้งล่วงหน้า 2 วัน จัดส่งฟรีในพื้นที่ไม่เกิน 2 กิโลเมตร และสั่งขั้นต่ำ 300 บาท




















หลากหลายเมนูจากร้าน Zeez


สำหรับอนาคตทางทีมงานมองว่าข้าวหมูแดง หมูกรอบ จะเป็นเมนูที่ไปได้อีกไกล เพราะทำง่าย การเตรียมวัตถุดิบไม่ยาก รวมถึงเหมาะกับลูกค้าที่ต้องการความเร่งรีบ โดยกำลังสำรวจทำเลย่านชุมชนเพื่อขยายสาขาอีก 1แห่ง ในรูปแบบ Take Away เน้นขายเร็ว โดยมองไว้ที่ย่านรัชโยธินในการขยายธุรกิจรูปแบบนี้ ส่วนเมนูที่จะเพิ่มต่อไปในอนาคต ได้แก่ หมูปิ้ง และก๋วยจั๊บ เอาใจคนชอบรับประทานเครื่องในโดยเฉพาะ




















ข้าวไข่เจียวหมู Zeez มีพริกขี้หนูผสมลงไปด้วย






















ส้มตำรสเด็ด


***สนใจติดต่อ 08-9029-6998 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.***
เปิดผลสำรวจ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนแฟรนไชส์ เกาะติดธุรกิจที่ได้รับความนิยมและหล่นร่วง พร้อมการเจาะลึกถึงสถานการณ์และแนวโน้มในปี 2554 ด้านที่ปรึกษาระดับแนวหน้าแนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือ จี้รับออกกฏเกณฑ์ดูแลก่อนสายเกินแก้

เมื่อแฟรนไชส์เป็นทางเลือกของทั้งผู้ประกอบการที่คิดจะขยายธุรกิจ อย่างรวดเร็วและนักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการหารายได้จากธุรกิจในแบบที่ไม่ต้อง นับหนึ่งด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ การติดตามภาพรวมของธุรกิจแฟรนไชส์ว่ามีทิศทางความเคลื่อนไหวและแนวโน้ม อย่างไร จึงเป็นประโยชน์ของทั้งสองฟากดังกล่าว ซึ่งการนำเสนอเนื้อหาในครั้งนี้เป็นการมองภาพรวมตลอดทั้งปีของปี 2553 ที่ผ่านมา และปี 2554 โดยเน้นไปในส่วนของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ กับสถานการณ์และแนวโน้มของธุรกิจ

* ชี้ปัจจัยส่งอิทธิพลต่อการลงทุน

จากผลสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ในปี 2553 โดยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เอ็น ซี กรุ๊ป พบว่า ธุรกิจที่มีผู้สนใจลงทุนเป็นอันดับหนึ่งคือ ธุรกิจเบเกอรี่ โดย ปัจจัยแรกคือ สิ่งแวดล้อมทางการตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้น ซึ่งที่เห็นกันอยู่คือเบเกอรี่จากต่างประเทศที่เข้ามาสร้างกระแสให้เกิดการ ตื่นตัวมากขึ้น อย่าง คริสปี้ครีม ซึ่งส่งผลให้ตลาดในหัวเมืองใหญ่หันมาสนใจธุรกิจโดนัทมากขึ้น ปัจจัยที่สองคือ เงินลงทุนไม่สูง เฉลี่ย 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ปัจจัยที่สามคือการคืนทุนที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าเท่านั้น ประกอบกับรูปแบบร้านที่ดูดีเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์เชิงสังคมให้กับผู้ลงทุน

อันดับสองคือ ธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่ง กาแฟยังเป็นตัวนำ โดยจากแบบสอบถามพบว่าคนอายุไม่เกิน 40 ปี ประมาณ 27% มีความสนใจมาก แต่กระแสในระยะนี้แผ่วลงไปบ้างทำให้ตกอันดับจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่ หนึ่ง เพราะนักลงทุนให้ความเห็นว่ามีร้านกาแฟที่เปิดอยู่เป็นจำนวนมากแล้วในตลาดมี การแข่งขันสูง ทำให้อัตราผลกำไรที่เคยสูงกลับลดต่ำลง นอกจากนี้ ยังหาความแตกต่างของแต่ละรายไม่ได้ทำให้ไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี รวมทั้ง ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่ดีคือเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้ามีราคาสูงขึ้น

อันดับสามคือ ธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่ง นักลงทุนมีความต้องการชัดมาก แต่เนื่องจากยังไม่มีรูปแบบร้านที่ดีกว่าร้านรถเข็นหรือเหมาะสมกับความ ต้องการของนักลงทุน เพราะจากข้อมูลการสำรวจพบว่า 90% ของนักลงทุนที่สนใจในธุรกิจแฟรนไชส์จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากเดิมที่นักลงทุนกว่า 30% มีความรู้ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ดังนั้น เมื่อนักลงทุนมีการศึกษาสูงจึงต้องการลงทุนให้คุ้มกับเงินลงทุน เวลา และสถานะ นอกจากนี้ ยังพบว่า 26% ของผู้สนใจลงทุนเคยทำธุรกิจมาก่อน และ47% เป็นพนักงาน ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของนักลงทุนสูงขึ้น แฟรนไชส์ขนาดเล็กจึงไม่ค่อยได้รับความนิยม

ด้านพีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฯ เปิดเผยอีกว่า ส่วนธุรกิจเด่นที่ได้รับความสนใจตามมา คือ ธุรกิจไอศกรีม และธุรกิจอาหารไทย สำหรับธุรกิจไอศกรีมซึ่งนำโดย ?สเวนเซ่นส์? มีผู้สนใจลงทุนมาก จึงส่งผลต่อภาพรวมของธุรกิจไอศกรีม แต่เพราะการลงทุนกับสเวนเซ่นส์ใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่ ?ไอเบอรี่? ซึ่งเป็นของคนไทยก็ลดการกระตุ้นในเรื่องของแฟรนไชส์ รวมทั้ง รายอื่นๆ ที่เคยผลักดันอย่างแรงก็ลดลงเช่นกัน เช่น ดรีมโคน เป็นต้น เนื่องจากโดยภาพรวมของธุรกิจนี้มีการแข่งขันรุนแรง ส่วนการที่ธุรกิจอาหารไทยได้รับความสนใจเป็นเพราะรายที่เปิดอยู่มีการเติบโต ดี เช่น เชสเตอร์กริลล์ สามารถขยายแฟรนไชส์ได้เป็นร้อยสาขา ขณะที่ นักลงทุนเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่าย

สำหรับธุรกิจที่ได้รับความนิยมลดลง คือธุรกิจการศึกษา จาก เดิมที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ คือประมาณอันดับหนึ่งหรือสอง เหตุผลแรก เป็นเพราะนักลงทุนเห็นว่าบางแห่งลงทุนสูงบางแห่งลงทุนไม่สูง ไม่สามารถหาเหตุผลในการลงทุนได้ และผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คิด รวมทั้ง มีปัญหาให้เห็นเป็นระยะ เช่น มีการปิดตัวของผู้ประกอบการ เป็นต้น เหตุผลที่สอง มาจากความยากในการทำธุรกิจ เช่น ไม่สามารถหาบุคลากรมาดำเนินการ และเหตุผลที่สาม มาจากการที่สภาพตลาดเปลี่ยนไป เนื่องจากระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการสอบเอ็นทรานซ์มีความสับสน ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคต่างจากเดิมเด็กนักเรียนเปลี่ยนไปเน้นเรียน เฉพาะวิชา ไม่เรียนหลายๆ วิชา

นอกจากนี้ คือธุรกิจแฟชั่น เช่น ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับ และร้านเครื่องสำอาง สำหรับธุรกิจร้านจำหน่ายเครื่องสำอาง ได้รับความนิยมลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่สาม เพราะนักลงทุนเห็นว่าไม่สามารถแยกความแตกต่างของตัวผลิตภัณฑ์ระหว่างสินค้า ทั่วไปที่ผลิตในประเทศกับสินค้าที่มีแบรนด์ และมีการหิ้วของจากต่างประเทศเข้ามาขายมาก รวมทั้ง ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่มีความภักดีต่อแบรนด์ ทำให้ร้านที่เปิดเป็นแฟรนไชส์แข่งขันไม่ได้ ขณะที่ ธุรกิจร้านเสื้อผ้า ได้รับความนิยมลดลงเพราะสภาพเศรษฐกิจส่งผลให้ผู้บริโภคใช้จ่ายกับเสื้อผ้า น้อยลงเช่นเดียวกับเครื่องประดับ ส่วนธุรกิจบริการอื่นๆ มีรูปแบบของธุรกิจ (concept) ไม่แข็งแรง เช่น ร้านซักรีด เป็นต้น

* ฟันธง 'ร้านอาหาร' มาแรง บริการหลากหลาย

ส่วนผลสำรวจสถานการณ์แฟรนไชส์ในปี 2553และแนวโน้มในปี 2554พบว่า อัตราการเติบโตของธุรกิจในปี 2553จะอยู่ที่ 11.7% โดยมีมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจกว่า 1.6 แสนล้านบาท มีธุรกิจแฟรนไชส์ 563 ราย และจากการคาดการณ์ในปี 2554 ธุรกิจแฟรนไชส์น่าจะมีอัตราการเติบโต 15% หรือมีมูลค่าตลาดรวมไม่น้อยกว่า 1.7แสนล้านบาท มีธุรกิจแฟรนไชส์เพิ่มเป็นประมาณ 600-650 ราย เพราะมีทั้งแฟรนไชส์รายใหม่และรายเก่าที่พัฒนาตัวเอง ซึ่งการเติบโตของธุรกิจจะเน้นไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมีความโดดเด่นอยู่ที่ ?ธุรกิจอาหาร? เป็นหลัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเอื้ออำนวยทำให้มีอัตราผลกำไรสูงขึ้นและมีรายที่ปรับตัวไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น เช่น แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ?ธุรกิจบริการ? จะมีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น เช่น แฟรนไชส์ธุรกิจรับสร้างบ้าน ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ คาร์แคร์ กำจัดแมลง ร้านซักรีด ร้านหยอดเหรียญ และคอนวีเนี่ยนสโตร์ เนื่องจากการมีความพร้อมในการออกแบบรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์และสถานการณ์โดยรวม ที่เหมาะสม ประกอบกับ ที่ผ่านมาความสำเร็จจากผู้นำเป็นตัวจุดประกายและตัวกระตุ้นให้เกิดการตื่น ตัว เช่น พีดีเฮ้าส์แฟรนไชส์ธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่สามารถขยายได้กว่า 10 สาขา โดยใช้เงินลงทุนในธุรกิจสาขาละ 3-4 ล้านบาทหรือโมลิแคร์แฟรนไชส์ธุรกิจคาร์แคร์ พรู้ฟโค้ทแฟรนไชส์ธุรกิจรับซ่อมบ้าน

ขณะที่ แฟรนไชส์ธุรกิจซักรีดรายเด่นๆ จะกลับมาใหม่ แฟรนไชส์ธุรกิจตู้หยอดเหรียญจะเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากธุรกิจขายเครื่องกรองน้ำจะเกิดเป็นธุรกิจบริการจัดส่งน้ำดื่ม เป็นต้น รวมทั้ง ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนจะได้รับการตอบรับ และธุรกิจเสื้อผ้าระดับราคากลางๆ จะมีแนวโน้มดีขึ้น

สำหรับธุรกิจที่อาจจะมีความยากลำบากในปี 2554 คือธุรกิจประเภทบริการความงาม เช่น สปา ศูนย์ลดความอ้วน ร้านตัดผม คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวต่ำ เพราะตลาดอิ่มตัวจากการที่ได้มีการลงทุนไปมากแล้วก่อนหน้านี้ และนักลงทุนบางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจนี้จะหันไปสนใจ ธุรกิจอื่น โดยเฉพาะธุรกิจอาหารซึ่งเป็นธุรกิจพื้นฐาน

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สำคัญยังมาจากการผลักดันของ ธนาคารต่างๆ ที่นำร่องโดยธนาคารกสิกรไทยซึ่งตั้งวงเงินสินเชื่อถึง 3,000 ล้านบาทเพื่อให้สินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ตั้งแต่ 1-12 ล้านบาทโดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน นับเป็นแคมเปญที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้อย่างดี นอกจากนี้ธนาคารอื่นๆ กำลังเตรียมสินเชื่อให้กับธุรกิจแฟรนไชส์เช่นเดียวกัน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น รวมทั้ง การจัดทำไมโครไฟแนนซ์ของไปรษณีย์ไทยจะช่วยให้แฟรนไชส์ขนาดเล็กหรือไมโครแฟรน ไชส์เติบโตตามไปด้วย

ที่ปรึกษาธุรกิจแฟรนไชส์แนะนำและเตือนว่า ในด้านของนักลงทุนควรจะต้องศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการทำธุรกิจต้องใช้เวลาลงไปคลุกคลีไม่น้อย ซึ่งถ้าธุรกิจไม่สามารถก้าวไปได้จะทำให้เสียทั้งเงินและเวลา ส่วนด้านของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในปีหน้า เนื่องจากเมื่อภาพรวมของธุรกิจมีการเติบโตก็จะเกิดปัญหาเรื่องบุคลากร จึงต้องให้ความสำคัญด้วยการเน้นพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้น จะเกิดปัญหาการถดถอยของธุรกิจขึ้นได้จากการขาดความมั่นใจ และยากที่จะรื้อฟื้นให้กลับมาเหมือนเดิม เพราะธุรกิจแฟรนไชส์ต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นหลักยึดระหว่างผู้ขายและผู้ ซื้อแฟรนไชส์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการกระจายตัวของการลงทุน แต่หากภาครัฐไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการกำกับดูแลจะก่อให้เกิด ปัญหาที่ยากจะแก้ไข ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีการป้องกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดทั้งที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ และตั้งใจจะหลอกลวงของผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ เพื่อให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตไปได้อย่างราบรื่น

 

ธุรกิจ แฟรนไชส์ 2011

เปิดผลสำรวจ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนแฟรนไชส์ เกาะติดธุรกิจที่ได้รับความนิยมและหล่นร่วง พร้อมการเจาะลึกถึงสถานการณ์และแนวโน้มในปี 2554 ด้านที่ปรึกษาระดับแนวหน้าแนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือ จี้รับออกกฏเกณฑ์ดูแลก่อนสายเกินแก้

เมื่อแฟรนไชส์เป็นทางเลือกของทั้งผู้ประกอบการที่คิดจะขยายธุรกิจ อย่างรวดเร็วและนักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการหารายได้จากธุรกิจในแบบที่ไม่ต้อง นับหนึ่งด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ การติดตามภาพรวมของธุรกิจแฟรนไชส์ว่ามีทิศทางความเคลื่อนไหวและแนวโน้ม อย่างไร จึงเป็นประโยชน์ของทั้งสองฟากดังกล่าว ซึ่งการนำเสนอเนื้อหาในครั้งนี้เป็นการมองภาพรวมตลอดทั้งปีของปี 2553 ที่ผ่านมา และปี 2554 โดยเน้นไปในส่วนของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ กับสถานการณ์และแนวโน้มของธุรกิจ

* ชี้ปัจจัยส่งอิทธิพลต่อการลงทุน

จากผลสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ในปี 2553 โดยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เอ็น ซี กรุ๊ป พบว่า ธุรกิจที่มีผู้สนใจลงทุนเป็นอันดับหนึ่งคือ ธุรกิจเบเกอรี่ โดย ปัจจัยแรกคือ สิ่งแวดล้อมทางการตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้น ซึ่งที่เห็นกันอยู่คือเบเกอรี่จากต่างประเทศที่เข้ามาสร้างกระแสให้เกิดการ ตื่นตัวมากขึ้น อย่าง คริสปี้ครีม ซึ่งส่งผลให้ตลาดในหัวเมืองใหญ่หันมาสนใจธุรกิจโดนัทมากขึ้น ปัจจัยที่สองคือ เงินลงทุนไม่สูง เฉลี่ย 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ปัจจัยที่สามคือการคืนทุนที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าเท่านั้น ประกอบกับรูปแบบร้านที่ดูดีเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์เชิงสังคมให้กับผู้ลงทุน

อันดับสองคือ ธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่ง กาแฟยังเป็นตัวนำ โดยจากแบบสอบถามพบว่าคนอายุไม่เกิน 40 ปี ประมาณ 27% มีความสนใจมาก แต่กระแสในระยะนี้แผ่วลงไปบ้างทำให้ตกอันดับจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่ หนึ่ง เพราะนักลงทุนให้ความเห็นว่ามีร้านกาแฟที่เปิดอยู่เป็นจำนวนมากแล้วในตลาดมี การแข่งขันสูง ทำให้อัตราผลกำไรที่เคยสูงกลับลดต่ำลง นอกจากนี้ ยังหาความแตกต่างของแต่ละรายไม่ได้ทำให้ไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี รวมทั้ง ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่ดีคือเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้ามีราคาสูงขึ้น

อันดับสามคือ ธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่ง นักลงทุนมีความต้องการชัดมาก แต่เนื่องจากยังไม่มีรูปแบบร้านที่ดีกว่าร้านรถเข็นหรือเหมาะสมกับความ ต้องการของนักลงทุน เพราะจากข้อมูลการสำรวจพบว่า 90% ของนักลงทุนที่สนใจในธุรกิจแฟรนไชส์จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากเดิมที่นักลงทุนกว่า 30% มีความรู้ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ดังนั้น เมื่อนักลงทุนมีการศึกษาสูงจึงต้องการลงทุนให้คุ้มกับเงินลงทุน เวลา และสถานะ นอกจากนี้ ยังพบว่า 26% ของผู้สนใจลงทุนเคยทำธุรกิจมาก่อน และ47% เป็นพนักงาน ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของนักลงทุนสูงขึ้น แฟรนไชส์ขนาดเล็กจึงไม่ค่อยได้รับความนิยม

ด้านพีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฯ เปิดเผยอีกว่า ส่วนธุรกิจเด่นที่ได้รับความสนใจตามมา คือ ธุรกิจไอศกรีม และธุรกิจอาหารไทย สำหรับธุรกิจไอศกรีมซึ่งนำโดย ?สเวนเซ่นส์? มีผู้สนใจลงทุนมาก จึงส่งผลต่อภาพรวมของธุรกิจไอศกรีม แต่เพราะการลงทุนกับสเวนเซ่นส์ใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่ ?ไอเบอรี่? ซึ่งเป็นของคนไทยก็ลดการกระตุ้นในเรื่องของแฟรนไชส์ รวมทั้ง รายอื่นๆ ที่เคยผลักดันอย่างแรงก็ลดลงเช่นกัน เช่น ดรีมโคน เป็นต้น เนื่องจากโดยภาพรวมของธุรกิจนี้มีการแข่งขันรุนแรง ส่วนการที่ธุรกิจอาหารไทยได้รับความสนใจเป็นเพราะรายที่เปิดอยู่มีการเติบโต ดี เช่น เชสเตอร์กริลล์ สามารถขยายแฟรนไชส์ได้เป็นร้อยสาขา ขณะที่ นักลงทุนเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่าย

สำหรับธุรกิจที่ได้รับความนิยมลดลง คือธุรกิจการศึกษา จาก เดิมที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ คือประมาณอันดับหนึ่งหรือสอง เหตุผลแรก เป็นเพราะนักลงทุนเห็นว่าบางแห่งลงทุนสูงบางแห่งลงทุนไม่สูง ไม่สามารถหาเหตุผลในการลงทุนได้ และผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คิด รวมทั้ง มีปัญหาให้เห็นเป็นระยะ เช่น มีการปิดตัวของผู้ประกอบการ เป็นต้น เหตุผลที่สอง มาจากความยากในการทำธุรกิจ เช่น ไม่สามารถหาบุคลากรมาดำเนินการ และเหตุผลที่สาม มาจากการที่สภาพตลาดเปลี่ยนไป เนื่องจากระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการสอบเอ็นทรานซ์มีความสับสน ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคต่างจากเดิมเด็กนักเรียนเปลี่ยนไปเน้นเรียน เฉพาะวิชา ไม่เรียนหลายๆ วิชา

นอกจากนี้ คือธุรกิจแฟชั่น เช่น ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับ และร้านเครื่องสำอาง สำหรับธุรกิจร้านจำหน่ายเครื่องสำอาง ได้รับความนิยมลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่สาม เพราะนักลงทุนเห็นว่าไม่สามารถแยกความแตกต่างของตัวผลิตภัณฑ์ระหว่างสินค้า ทั่วไปที่ผลิตในประเทศกับสินค้าที่มีแบรนด์ และมีการหิ้วของจากต่างประเทศเข้ามาขายมาก รวมทั้ง ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่มีความภักดีต่อแบรนด์ ทำให้ร้านที่เปิดเป็นแฟรนไชส์แข่งขันไม่ได้ ขณะที่ ธุรกิจร้านเสื้อผ้า ได้รับความนิยมลดลงเพราะสภาพเศรษฐกิจส่งผลให้ผู้บริโภคใช้จ่ายกับเสื้อผ้า น้อยลงเช่นเดียวกับเครื่องประดับ ส่วนธุรกิจบริการอื่นๆ มีรูปแบบของธุรกิจ (concept) ไม่แข็งแรง เช่น ร้านซักรีด เป็นต้น

* ฟันธง 'ร้านอาหาร' มาแรง บริการหลากหลาย

ส่วนผลสำรวจสถานการณ์แฟรนไชส์ในปี 2553และแนวโน้มในปี 2554พบว่า อัตราการเติบโตของธุรกิจในปี 2553จะอยู่ที่ 11.7% โดยมีมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจกว่า 1.6 แสนล้านบาท มีธุรกิจแฟรนไชส์ 563 ราย และจากการคาดการณ์ในปี 2554 ธุรกิจแฟรนไชส์น่าจะมีอัตราการเติบโต 15% หรือมีมูลค่าตลาดรวมไม่น้อยกว่า 1.7แสนล้านบาท มีธุรกิจแฟรนไชส์เพิ่มเป็นประมาณ 600-650 ราย เพราะมีทั้งแฟรนไชส์รายใหม่และรายเก่าที่พัฒนาตัวเอง ซึ่งการเติบโตของธุรกิจจะเน้นไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมีความโดดเด่นอยู่ที่ ?ธุรกิจอาหาร? เป็นหลัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเอื้ออำนวยทำให้มีอัตราผลกำไรสูงขึ้นและมีรายที่ปรับตัวไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น เช่น แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ?ธุรกิจบริการ? จะมีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น เช่น แฟรนไชส์ธุรกิจรับสร้างบ้าน ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ คาร์แคร์ กำจัดแมลง ร้านซักรีด ร้านหยอดเหรียญ และคอนวีเนี่ยนสโตร์ เนื่องจากการมีความพร้อมในการออกแบบรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์และสถานการณ์โดยรวม ที่เหมาะสม ประกอบกับ ที่ผ่านมาความสำเร็จจากผู้นำเป็นตัวจุดประกายและตัวกระตุ้นให้เกิดการตื่น ตัว เช่น พีดีเฮ้าส์แฟรนไชส์ธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่สามารถขยายได้กว่า 10 สาขา โดยใช้เงินลงทุนในธุรกิจสาขาละ 3-4 ล้านบาทหรือโมลิแคร์แฟรนไชส์ธุรกิจคาร์แคร์ พรู้ฟโค้ทแฟรนไชส์ธุรกิจรับซ่อมบ้าน

ขณะที่ แฟรนไชส์ธุรกิจซักรีดรายเด่นๆ จะกลับมาใหม่ แฟรนไชส์ธุรกิจตู้หยอดเหรียญจะเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากธุรกิจขายเครื่องกรองน้ำจะเกิดเป็นธุรกิจบริการจัดส่งน้ำดื่ม เป็นต้น รวมทั้ง ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนจะได้รับการตอบรับ และธุรกิจเสื้อผ้าระดับราคากลางๆ จะมีแนวโน้มดีขึ้น

สำหรับธุรกิจที่อาจจะมีความยากลำบากในปี 2554 คือธุรกิจประเภทบริการความงาม เช่น สปา ศูนย์ลดความอ้วน ร้านตัดผม คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวต่ำ เพราะตลาดอิ่มตัวจากการที่ได้มีการลงทุนไปมากแล้วก่อนหน้านี้ และนักลงทุนบางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจนี้จะหันไปสนใจ ธุรกิจอื่น โดยเฉพาะธุรกิจอาหารซึ่งเป็นธุรกิจพื้นฐาน

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สำคัญยังมาจากการผลักดันของ ธนาคารต่างๆ ที่นำร่องโดยธนาคารกสิกรไทยซึ่งตั้งวงเงินสินเชื่อถึง 3,000 ล้านบาทเพื่อให้สินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ตั้งแต่ 1-12 ล้านบาทโดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน นับเป็นแคมเปญที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้อย่างดี นอกจากนี้ธนาคารอื่นๆ กำลังเตรียมสินเชื่อให้กับธุรกิจแฟรนไชส์เช่นเดียวกัน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น รวมทั้ง การจัดทำไมโครไฟแนนซ์ของไปรษณีย์ไทยจะช่วยให้แฟรนไชส์ขนาดเล็กหรือไมโครแฟรน ไชส์เติบโตตามไปด้วย

ที่ปรึกษาธุรกิจแฟรนไชส์แนะนำและเตือนว่า ในด้านของนักลงทุนควรจะต้องศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการทำธุรกิจต้องใช้เวลาลงไปคลุกคลีไม่น้อย ซึ่งถ้าธุรกิจไม่สามารถก้าวไปได้จะทำให้เสียทั้งเงินและเวลา ส่วนด้านของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในปีหน้า เนื่องจากเมื่อภาพรวมของธุรกิจมีการเติบโตก็จะเกิดปัญหาเรื่องบุคลากร จึงต้องให้ความสำคัญด้วยการเน้นพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้น จะเกิดปัญหาการถดถอยของธุรกิจขึ้นได้จากการขาดความมั่นใจ และยากที่จะรื้อฟื้นให้กลับมาเหมือนเดิม เพราะธุรกิจแฟรนไชส์ต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นหลักยึดระหว่างผู้ขายและผู้ ซื้อแฟรนไชส์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการกระจายตัวของการลงทุน แต่หากภาครัฐไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการกำกับดูแลจะก่อให้เกิด ปัญหาที่ยากจะแก้ไข ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีการป้องกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดทั้งที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ และตั้งใจจะหลอกลวงของผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ เพื่อให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตไปได้อย่างราบรื่น

 
Start Up SMEs กับ การเริ่มต้นธุรกิจ SME ธุรกิจส่วนตัว และเรียนรู้วิธีการ บริหารจัดการ การวางแผนงาน และการ เขียนแผนธุรกิจ สำหรับ SMEs และ แฟรนไชส์


ที่มา : สสว.

ทางทีมงานกำลังหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อ SMEs เพื่อมานำเสนอเพิ่มเติมเรื่อยๆ รอติดตามต่อไปนะครับ

เริ่มต้นธุรกิจ SME ธุรกิจส่วนตัว เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการ การวางแผนงาน และการเขียนแผนธุรกิจ สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี

Start Up SMEs กับ การเริ่มต้นธุรกิจ SME ธุรกิจส่วนตัว และเรียนรู้วิธีการ บริหารจัดการ การวางแผนงาน และการ เขียนแผนธุรกิจ สำหรับ SMEs และ แฟรนไชส์


ที่มา : สสว.

ทางทีมงานกำลังหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อ SMEs เพื่อมานำเสนอเพิ่มเติมเรื่อยๆ รอติดตามต่อไปนะครับ
โดยปกติทั่วไป ธนาคารและสถาบันการเงินจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาวงเงินกู้จากวัตถุประสงค์ของการกู้ และความสามารถในการผ่อนชำระ โดยดูจากฐานะทางการเงิน อาชีพ รายได้ มูลค่าหลักทรัพย์ ฯลฯ

หลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเพียงหลักเกณฑ์เบื้องต้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินอาจไม่อนุมัติให้กู้เงินก็ได้ เนื่องจากผู้ขอกู้ติดปัญหาในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการขอกู้เงินจึงควรศึกษาเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการขอกู้

ปัญหา 10 ประการที่ทำให้กู้เงินไม่ผ่าน

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้หลายๆ คนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ พอจะสรุปได้ ดังนี้

  1. ผู้ขอกู้ไม่มีระบบบัญชีที่ชัดเจนและแน่นอน นั่นคือ เงินที่เข้าออกของกิจการไม่มีการจัดทำในรูปบัญชีอย่างชัดเจน เจ้าของกิจการบางราย เมื่อได้เงินมา ก็ใช้จ่ายเงินไป เจ้าของกิจการไม่มีการจดบันทึกสต็อกสินค้า รายรับ/รายจ่ายต่างๆ เพื่อรายงานกับนักการเงิน

  2. ผู้ขอกู้ไม่มีการจัดเก็บข้อมูล / ตัวเลขของกิจการไว้

  3. เป้าหมายของโครงการไม่ชัดเจน หรือเจ้าของกิจการตัดสินใจไม่แน่นอน เช่น ผู้ขอกู้ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนทำอะไร จำนวนเท่าใด

  4. ผู้ขอกู้ขาดหลักประกัน

  5. การขอกู้ขาดความเหมาะสม เช่น โครงสร้างการลงทุนไม่มีความเหมาะสม เป็นต้น

  6. ผู้ขอกู้ขาดข้อมูล เช่น บางรายการในโครงการยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ

  7. ผู้ขอกู้ขาดประสบการณ์ คือ ผู้ขอกู้ไม่มีผู้ร่วมงานที่มีประสบการณ์มาช่วยดำเนินธุรกิจ

  8. สัดส่วนการลงทุนไม่สมดุล เงินทุนจะมาจาก 2 ส่วน คือ เงินของกิจการและเงินกู้โดยทั่วไป อัตราส่วนเงินลงทุนสำหรับการขยายกิจการควรเป็น 50 : 50 แต่ถ้าเป็นกิจการใหม่ควรมีอัตราส่วนเงินลงทุน 70 : 30

  9. ผู้ขอกู้ขาดการชำระหนี้ นั่นคือ ผู้ขอกู้มีหนี้สินผูกพันอยู่ แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ขอกู้ต้องแสดงเหตุผลชัดเจน เพราะสถาบันการเงินจะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้

  10. ผู้ขอกู้ขาดหลักฐานในการกู้ ที่จะสามารถตรวจสอบได้


จะเห็นได้ว่าการอนุมัติวงเงินกู้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งรายได้ ฐานะทางการเงินและความสามารถในการผ่อนชำระ ผู้ประกอบการที่เริ่มทำธุรกิจ หรือขยายกิจการแล้ว ถ้าต้องการเงินลงทุน จึงควรตรวจสอบถึงปัญหาต่างๆ ในการขอกู้เงินตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น เพื่อให้การกู้ในครั้งนี้ผ่านได้ง่ายขึ้น

รูปภาพประกอบ
จาก  dailynews

กลยุทธ์ในการขอกู้เงิน ทำไมถึงกู้เงินไม่ผ่านสักที ?

โดยปกติทั่วไป ธนาคารและสถาบันการเงินจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาวงเงินกู้จากวัตถุประสงค์ของการกู้ และความสามารถในการผ่อนชำระ โดยดูจากฐานะทางการเงิน อาชีพ รายได้ มูลค่าหลักทรัพย์ ฯลฯ

หลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเพียงหลักเกณฑ์เบื้องต้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินอาจไม่อนุมัติให้กู้เงินก็ได้ เนื่องจากผู้ขอกู้ติดปัญหาในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการขอกู้เงินจึงควรศึกษาเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการขอกู้

ปัญหา 10 ประการที่ทำให้กู้เงินไม่ผ่าน

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้หลายๆ คนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ พอจะสรุปได้ ดังนี้

  1. ผู้ขอกู้ไม่มีระบบบัญชีที่ชัดเจนและแน่นอน นั่นคือ เงินที่เข้าออกของกิจการไม่มีการจัดทำในรูปบัญชีอย่างชัดเจน เจ้าของกิจการบางราย เมื่อได้เงินมา ก็ใช้จ่ายเงินไป เจ้าของกิจการไม่มีการจดบันทึกสต็อกสินค้า รายรับ/รายจ่ายต่างๆ เพื่อรายงานกับนักการเงิน

  2. ผู้ขอกู้ไม่มีการจัดเก็บข้อมูล / ตัวเลขของกิจการไว้

  3. เป้าหมายของโครงการไม่ชัดเจน หรือเจ้าของกิจการตัดสินใจไม่แน่นอน เช่น ผู้ขอกู้ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนทำอะไร จำนวนเท่าใด

  4. ผู้ขอกู้ขาดหลักประกัน

  5. การขอกู้ขาดความเหมาะสม เช่น โครงสร้างการลงทุนไม่มีความเหมาะสม เป็นต้น

  6. ผู้ขอกู้ขาดข้อมูล เช่น บางรายการในโครงการยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ

  7. ผู้ขอกู้ขาดประสบการณ์ คือ ผู้ขอกู้ไม่มีผู้ร่วมงานที่มีประสบการณ์มาช่วยดำเนินธุรกิจ

  8. สัดส่วนการลงทุนไม่สมดุล เงินทุนจะมาจาก 2 ส่วน คือ เงินของกิจการและเงินกู้โดยทั่วไป อัตราส่วนเงินลงทุนสำหรับการขยายกิจการควรเป็น 50 : 50 แต่ถ้าเป็นกิจการใหม่ควรมีอัตราส่วนเงินลงทุน 70 : 30

  9. ผู้ขอกู้ขาดการชำระหนี้ นั่นคือ ผู้ขอกู้มีหนี้สินผูกพันอยู่ แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ขอกู้ต้องแสดงเหตุผลชัดเจน เพราะสถาบันการเงินจะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้

  10. ผู้ขอกู้ขาดหลักฐานในการกู้ ที่จะสามารถตรวจสอบได้


จะเห็นได้ว่าการอนุมัติวงเงินกู้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งรายได้ ฐานะทางการเงินและความสามารถในการผ่อนชำระ ผู้ประกอบการที่เริ่มทำธุรกิจ หรือขยายกิจการแล้ว ถ้าต้องการเงินลงทุน จึงควรตรวจสอบถึงปัญหาต่างๆ ในการขอกู้เงินตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น เพื่อให้การกู้ในครั้งนี้ผ่านได้ง่ายขึ้น

รูปภาพประกอบ
จาก  dailynews

2/29/2555

แฟรนไชส์ (ฝรั่งเศส: franchise) เป็นชื่อเรียกการทำธุรกิจโดยมีการให้สิทธิและส่วนการครอบครองการบริหาร จัดการและการจัดจำหน่ายทั้งหมดในมือของผู้ที่ได้รับกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรม โดยเริ่มมาจากบริษัท ทำรางรถไฟ และบริษัทสาธารณูปโภค ที่พยายามขยายการเติบโตของบริษัทให้มากที่สุด

โดยการออกขายสิทธิ์ที่ได้รับสัมปทาน รวมทั้งขายชื่อของกิจการ รวมทั้งระบบการทำงานของตัวเองให้ผู้อื่นโดยทำให้มีแบบแผนในการจัดการไปใน ทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการขยายตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายของธุรกิจผ่านผู้ ประกอบการอิสระโดยบริษัทจะให้สิทธิเครื่องหมายการค้าและวิธีการในการทำ ธุรกิจที่จะถ่ายทอดให้ในรูปแบบของการทำงานทั้งหมด เช่น ระบบการผลิต ระบบการขาย ระบบการบริหารการตลาด เพื่อที่จะให้รูปแบบวิธีดำเนินธุรกิจในทุกๆสาขาให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันตาม ต้นแบบของบริษัท

ประวัติ

การพัฒนาของระบบ 'แฟรนไชส์' นั้นเริ่มจากบริษัทซิงเกอร์ ในปี ค.ศ.1850 โดยซิงเกอร์เป็นผู้วางระบบการค้าปลีกแก่ร้านลูกข่ายโดยมีการอบรมและการมอบ รูปแบบการพัฒนาการจัดการร้านในแบบของบริษัทถือเป็นต้นแบบเสมือนเป็นแฟรนไช ซอร์ ซิงเกอร์นั้นใช้วิธีสร้างเครือข่ายการขายปลีกด้วยระบบพนักงาน และการเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงค่าสิทธิ์ในการเป็นผู้จัดจำหน่าย ในระดับภูมิภาค แม้ว่าการจัดการในระบบของซิงเกอร์จะไม่สมบูรณ์แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการ เริ่มทำธุรกิจในระบบนี้เลยที่เดียว

จุดเปลี่ยน

จนถึงต้นศตวรรษที่ 19 เกิดการขาดแคลนช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า โดยบริษัทไม่มีเงินทุนมากพอ ที่จะซื้อทรัพย์สิน สร้างโรงงาน หรือลงทุนเปิดร้านค้าจำนวนมาก เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้า หรือลงทุนจ้างผู้จัดการเสมียน และพนักงานทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายเกินไป ดังนั้น แทนที่จะส่งสินค้าไปสต๊อกก็เปลี่ยนเป็นเก็บสินค้าไว้ที่ตัวแล้วรอการมารับไป จำหน่ายต่อแทนเป็นการลดความเสี่ยงในด้านการผลิตไปในตัวอีกด้วยโดยมีการเรียก วิธีนี้ว่าว่า 'Product Franchise' ที่ให้สิทธิ์การผลิต และตราสินค้าเพียงรายเดียว ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่ก็เริ่มเสื่อมถอยลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

การพัฒนา

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นานร้านค้าปลีกที่ยังดำเนินกิจการอยู่ได้ทำการยกระดับธุรกิจจากการพัฒนา ตัวสินค้า เปลี่ยนมาเป็นงานบริการแทน โดยการให้บริการแบบขับรถเข้าไปซื้อ เนื่องจากมีคนจำนวนมากที่มาอยู่ในบริเวณ ชานเมืองมักจะมีรถและต้องการความรวดเร็วในการซื้อสินค้าไปทานข้างนอก โดยรูปแบบนี้มีร้านตัวแทนเป็นจำนวนมากกระจายลงสู่พื้นที่ โดย แบรนด์สินค้าแรกคือ A&W และเทสตี้ ฟรีซ (Tastee Freeze) ที่กลายเป็นที่นิยมกันข้ามประเทศ ซึ่งเป็นจุดต่อของรูปแบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ Format Franchising ในยุค ค.ศ.1950 เชื่อมมาสู่อีกยุคหนึ่งโดย แมคโดนัลด์, เบอร์เกอร์คิงส์, ดังกิ้นโดนัท, เคเอฟซี และฟาสท์ฟู้ด เกิดแฟรนไชส์ระดับชาติในช่วงเวลา ดังกล่าว

โดยหนึ่งในร้านค้านั้น แมคโดนัลด์ โดย เรย์ คร็อก ได้รับฉายา ราชาแห่งแฮมเบอร์เกอร์ และเป็นแฟรนไชส์ซอร์ที่ไม่ธรรมดาเลย เนื่องมาจากคร็อกคือผู้ประยุกต์ระบบแฟรนไชส์ให้สามารถพัฒนามาใช้งานได้ดี เยี่ยมมากที่สุดและสามารถนำมาใช้ได้ทุกรูปแบบ เขาเปรียบเสมือนนักปฏิวัติ ผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกาโดยก่อนหน้านี้ก็คือ เฮนรี่ ฟอร์ด ผู้ที่ประยุกต์การผลิตรถยนต์ อันเป็นสาเหตุเดียวกันที่บุคคลทั้ง 2 กลายเป็นผู้ที่ถูกกล่าวขานถึงความสำเร็จ ที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อโครงสร้าง เศรษฐกิจของอเมริกา

ความนิยม

หลังจากการประสบความสำเร็จในการใช้รูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ แมคโดนัลด์ ได้เข้าไประดมทุนในตลาดหุ้นครั้งแรก ซึ่งราคาหุ้นของแมคโดนัลด์นั้นสามารถขึ้นได้สูงสุดเป็น 2 เท่าตัวในทุกเดือนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้า หุ้นแฟรนไชส์ของโรงแรมฮอลิเดย์อินน์, เคเอฟซี และแฟรนไชส์อื่นๆ เข้ามาขายในตลาดหลักทรัพย์อีก โดยการนำร่องโดย กลุ่มฟาสท์ฟู้ด และได้ฝังรากลึกลงไปในวิถีชีวิตของคนอเมริกัน แต่ก็มีแฟรนไชส์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ในหมวดของธุรกิจบริการด้านสุขภาพ อาหารใหม่ๆ เช่น พิซซ่าฮัท และอาหารเม็กซิกัน จนในปลายทศวรรษที่ 1980 ธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับความนิยมในกลุ่มที่แตกต่างไปจากเดิมโดยมีหลากหลายการ ให้บริการ เช่น ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องcastal, ตัวแทนจัดหางานJob, บริการที่เกี่ยวกับรถยนต์, รถเช่า, อาหารนานาชาติ ส่วนแฟรนไชส์ที่ขายบริการ เช่น งานพิมพ์, จัดจ้างพนักงานชั่วคราว รวมไปถึงร้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานให้บริการเหล่านี้ ได้รับความนิยมมากในเมือง และชานเมือง และเริ่มขยายตัวอย่างสูงเข้าสู่มหานครใหญ่ๆทั่วโลก

ระบบแฟรนไชส์ในเมืองไทย

ธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยที่มีการริเริ่มมากกว่า 20 ปี เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2526 ธุรกิจแรกๆ ที่พยายามผลักดันการขยายงานโดยใช้รูปแบบแฟรนไชส์ เป็นธุรกิจด้านอาหารและร้านค้าแบบมินิมาร์ท แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหาในเรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องของสิทธิ ที่มักให้แฟรนไชส์เป็นผู้ลงทุน ที่เน้นทำธุรกิจแบบซื้อเพื่อการลงทุน ไม่มีการมองถึงการสร้างธุรกิจของตนเอง บางครั้งยังใช้การบริหารแบบเก่าที่เน้นความเป็นระบบครอบครัวทำให้อัตราความ ล้มเหลวธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยในภาพรวมเพิ่มขึ้น บางครั้งการลงทุนของแฟรนไชส์ซีที่ประสบปัญหาเกิดจากการจัดการของตนเองบ้าง หรือก็เกิดจากระบบงานของบริษัทแม่ที่เน้นการขยายธุรกิจที่มุ่งผลทางการตลาด

รูปแบบและปัจจัย

ธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการคือ

* มีผู้ซื้อและผู้ขายแฟรนไชส์ เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่าย ก็คือแฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซี ซึ่งมีการตกลงร่วมในการทำธุรกิจร่วมกันทั้งมีสัญญาและไม่มีสัญญา แต่ในอนาคตรูปแบบข้อตกลงจะปรับรูปสู่ระบบการสร้างสัญญาทั้งหมด เพื่อให้ทั้งระบบแฟรนไชส์ในตลาดจะต้องถูกระบบ เพราะไม่เช่นนั้นแฟรนไชส์ซีที่ไม่ดีจะทำลายระบบด้วย

* เครื่องหมายการค้า หรือบริการ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีรูปแบบ ระบบธุรกิจ และใช้เครื่องหมายการค้าเดียวกัน ระบบการจัดการธุรกิจอาจจะเป็นเครื่องมือ หรือสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเอง ในการผลิตสินค้า หรือบริการ โดยมีมาตรฐานที่อยู่ในตราสินค้า Brand เดียวกัน

* มีการจ่ายค่าตอบแทนอย่างน้อย 2 อย่าง คือ ค่าแรกเข้าในการใช้เครื่องหมายการค้า (Franchise Fee) และค่าตอบแทนผลดำเนินการ (Royalty Fee)

From: WIKI

 

ประวัติและความหมาย ของ แฟรนไชส์ มีคำตอบที่นี่

แฟรนไชส์ (ฝรั่งเศส: franchise) เป็นชื่อเรียกการทำธุรกิจโดยมีการให้สิทธิและส่วนการครอบครองการบริหาร จัดการและการจัดจำหน่ายทั้งหมดในมือของผู้ที่ได้รับกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรม โดยเริ่มมาจากบริษัท ทำรางรถไฟ และบริษัทสาธารณูปโภค ที่พยายามขยายการเติบโตของบริษัทให้มากที่สุด

โดยการออกขายสิทธิ์ที่ได้รับสัมปทาน รวมทั้งขายชื่อของกิจการ รวมทั้งระบบการทำงานของตัวเองให้ผู้อื่นโดยทำให้มีแบบแผนในการจัดการไปใน ทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการขยายตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายของธุรกิจผ่านผู้ ประกอบการอิสระโดยบริษัทจะให้สิทธิเครื่องหมายการค้าและวิธีการในการทำ ธุรกิจที่จะถ่ายทอดให้ในรูปแบบของการทำงานทั้งหมด เช่น ระบบการผลิต ระบบการขาย ระบบการบริหารการตลาด เพื่อที่จะให้รูปแบบวิธีดำเนินธุรกิจในทุกๆสาขาให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันตาม ต้นแบบของบริษัท

ประวัติ

การพัฒนาของระบบ 'แฟรนไชส์' นั้นเริ่มจากบริษัทซิงเกอร์ ในปี ค.ศ.1850 โดยซิงเกอร์เป็นผู้วางระบบการค้าปลีกแก่ร้านลูกข่ายโดยมีการอบรมและการมอบ รูปแบบการพัฒนาการจัดการร้านในแบบของบริษัทถือเป็นต้นแบบเสมือนเป็นแฟรนไช ซอร์ ซิงเกอร์นั้นใช้วิธีสร้างเครือข่ายการขายปลีกด้วยระบบพนักงาน และการเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงค่าสิทธิ์ในการเป็นผู้จัดจำหน่าย ในระดับภูมิภาค แม้ว่าการจัดการในระบบของซิงเกอร์จะไม่สมบูรณ์แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการ เริ่มทำธุรกิจในระบบนี้เลยที่เดียว

จุดเปลี่ยน

จนถึงต้นศตวรรษที่ 19 เกิดการขาดแคลนช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า โดยบริษัทไม่มีเงินทุนมากพอ ที่จะซื้อทรัพย์สิน สร้างโรงงาน หรือลงทุนเปิดร้านค้าจำนวนมาก เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้า หรือลงทุนจ้างผู้จัดการเสมียน และพนักงานทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายเกินไป ดังนั้น แทนที่จะส่งสินค้าไปสต๊อกก็เปลี่ยนเป็นเก็บสินค้าไว้ที่ตัวแล้วรอการมารับไป จำหน่ายต่อแทนเป็นการลดความเสี่ยงในด้านการผลิตไปในตัวอีกด้วยโดยมีการเรียก วิธีนี้ว่าว่า 'Product Franchise' ที่ให้สิทธิ์การผลิต และตราสินค้าเพียงรายเดียว ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่ก็เริ่มเสื่อมถอยลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

การพัฒนา

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นานร้านค้าปลีกที่ยังดำเนินกิจการอยู่ได้ทำการยกระดับธุรกิจจากการพัฒนา ตัวสินค้า เปลี่ยนมาเป็นงานบริการแทน โดยการให้บริการแบบขับรถเข้าไปซื้อ เนื่องจากมีคนจำนวนมากที่มาอยู่ในบริเวณ ชานเมืองมักจะมีรถและต้องการความรวดเร็วในการซื้อสินค้าไปทานข้างนอก โดยรูปแบบนี้มีร้านตัวแทนเป็นจำนวนมากกระจายลงสู่พื้นที่ โดย แบรนด์สินค้าแรกคือ A&W และเทสตี้ ฟรีซ (Tastee Freeze) ที่กลายเป็นที่นิยมกันข้ามประเทศ ซึ่งเป็นจุดต่อของรูปแบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ Format Franchising ในยุค ค.ศ.1950 เชื่อมมาสู่อีกยุคหนึ่งโดย แมคโดนัลด์, เบอร์เกอร์คิงส์, ดังกิ้นโดนัท, เคเอฟซี และฟาสท์ฟู้ด เกิดแฟรนไชส์ระดับชาติในช่วงเวลา ดังกล่าว

โดยหนึ่งในร้านค้านั้น แมคโดนัลด์ โดย เรย์ คร็อก ได้รับฉายา ราชาแห่งแฮมเบอร์เกอร์ และเป็นแฟรนไชส์ซอร์ที่ไม่ธรรมดาเลย เนื่องมาจากคร็อกคือผู้ประยุกต์ระบบแฟรนไชส์ให้สามารถพัฒนามาใช้งานได้ดี เยี่ยมมากที่สุดและสามารถนำมาใช้ได้ทุกรูปแบบ เขาเปรียบเสมือนนักปฏิวัติ ผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกาโดยก่อนหน้านี้ก็คือ เฮนรี่ ฟอร์ด ผู้ที่ประยุกต์การผลิตรถยนต์ อันเป็นสาเหตุเดียวกันที่บุคคลทั้ง 2 กลายเป็นผู้ที่ถูกกล่าวขานถึงความสำเร็จ ที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อโครงสร้าง เศรษฐกิจของอเมริกา

ความนิยม

หลังจากการประสบความสำเร็จในการใช้รูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ แมคโดนัลด์ ได้เข้าไประดมทุนในตลาดหุ้นครั้งแรก ซึ่งราคาหุ้นของแมคโดนัลด์นั้นสามารถขึ้นได้สูงสุดเป็น 2 เท่าตัวในทุกเดือนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้า หุ้นแฟรนไชส์ของโรงแรมฮอลิเดย์อินน์, เคเอฟซี และแฟรนไชส์อื่นๆ เข้ามาขายในตลาดหลักทรัพย์อีก โดยการนำร่องโดย กลุ่มฟาสท์ฟู้ด และได้ฝังรากลึกลงไปในวิถีชีวิตของคนอเมริกัน แต่ก็มีแฟรนไชส์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ในหมวดของธุรกิจบริการด้านสุขภาพ อาหารใหม่ๆ เช่น พิซซ่าฮัท และอาหารเม็กซิกัน จนในปลายทศวรรษที่ 1980 ธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับความนิยมในกลุ่มที่แตกต่างไปจากเดิมโดยมีหลากหลายการ ให้บริการ เช่น ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องcastal, ตัวแทนจัดหางานJob, บริการที่เกี่ยวกับรถยนต์, รถเช่า, อาหารนานาชาติ ส่วนแฟรนไชส์ที่ขายบริการ เช่น งานพิมพ์, จัดจ้างพนักงานชั่วคราว รวมไปถึงร้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานให้บริการเหล่านี้ ได้รับความนิยมมากในเมือง และชานเมือง และเริ่มขยายตัวอย่างสูงเข้าสู่มหานครใหญ่ๆทั่วโลก

ระบบแฟรนไชส์ในเมืองไทย

ธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยที่มีการริเริ่มมากกว่า 20 ปี เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2526 ธุรกิจแรกๆ ที่พยายามผลักดันการขยายงานโดยใช้รูปแบบแฟรนไชส์ เป็นธุรกิจด้านอาหารและร้านค้าแบบมินิมาร์ท แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหาในเรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องของสิทธิ ที่มักให้แฟรนไชส์เป็นผู้ลงทุน ที่เน้นทำธุรกิจแบบซื้อเพื่อการลงทุน ไม่มีการมองถึงการสร้างธุรกิจของตนเอง บางครั้งยังใช้การบริหารแบบเก่าที่เน้นความเป็นระบบครอบครัวทำให้อัตราความ ล้มเหลวธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยในภาพรวมเพิ่มขึ้น บางครั้งการลงทุนของแฟรนไชส์ซีที่ประสบปัญหาเกิดจากการจัดการของตนเองบ้าง หรือก็เกิดจากระบบงานของบริษัทแม่ที่เน้นการขยายธุรกิจที่มุ่งผลทางการตลาด

รูปแบบและปัจจัย

ธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการคือ

* มีผู้ซื้อและผู้ขายแฟรนไชส์ เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่าย ก็คือแฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซี ซึ่งมีการตกลงร่วมในการทำธุรกิจร่วมกันทั้งมีสัญญาและไม่มีสัญญา แต่ในอนาคตรูปแบบข้อตกลงจะปรับรูปสู่ระบบการสร้างสัญญาทั้งหมด เพื่อให้ทั้งระบบแฟรนไชส์ในตลาดจะต้องถูกระบบ เพราะไม่เช่นนั้นแฟรนไชส์ซีที่ไม่ดีจะทำลายระบบด้วย

* เครื่องหมายการค้า หรือบริการ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีรูปแบบ ระบบธุรกิจ และใช้เครื่องหมายการค้าเดียวกัน ระบบการจัดการธุรกิจอาจจะเป็นเครื่องมือ หรือสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเอง ในการผลิตสินค้า หรือบริการ โดยมีมาตรฐานที่อยู่ในตราสินค้า Brand เดียวกัน

* มีการจ่ายค่าตอบแทนอย่างน้อย 2 อย่าง คือ ค่าแรกเข้าในการใช้เครื่องหมายการค้า (Franchise Fee) และค่าตอบแทนผลดำเนินการ (Royalty Fee)

From: WIKI