5/05/2554

การขอกู้เงินกับสถาบันการเงินเริ่มจากติดต่อกับฝ่ายสินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อเคหะของธนาคาร เพื่อแสดงความจำนงขอกู้ พร้อมทั้งนำหลักฐานยื่นประกอบการขอกู้โดยครบถ้วน ซึ่งหากในวันยื่นกู้เอกสารหลักฐานยื่นประกอบการขอกู้โดยครบถ้วน ซึ่งหากในวันยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไม่ครบจะทำให้ผู้กู้ต้องนำเอกสารมาให้หรือมายื่นกู้ใหม่ในภายหลังและอาจทำให้การวิเคราะห์อนุมัติล่าช้าออกไป หลังจากยื่นกู้แล้วจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการประเมินราคาหลักประกัน

เมื่อยื่นกู้แล้ว ธนาคารหรือสถาบันการเงินจส่งเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินราคาบ้านและที่ดินที่จะนำมาจำนองเป็นหลักประกันโดยทั้วไปใช้แวลาประมาณ 2-7 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน

ธนาคารและสถาบันการเงินจะพิจารณาคำขอกู้โดยจะทำการวิเคราะห์รายได้ ฐานะทางการเงิน ความสามารถในการผ่อนชำระ และหลักประกันของผู้กู้รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ และจะแจ้งผลการขอกู้ให้ผู้กู้ทราบ โดยปกติทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน

เมื่อได้รับอนุมัติกู้แล้ว ผู้กู้จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อมาลงนามในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง พร้อมทั้งนัดวันไปทำนิติกรรมจำนองที่สำนักงานที่ดิน

ในวันโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน ผู้กู้ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินจะไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดินที่หลักทรัพย์ดั้งอยู่ ทั้งนี้ผู้กู้จะต้องเตรียมเงินเป็นค่าจดทะเบียนจำนองตามปกติร้อยละ 1 ของวงเงินกู้และจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิมธิ์ตามปกติร้อยละ 2 ของราคาประเมินของกรมที่ดิน ซึ้งโดยทั่วไปผู้ขายมักจะเป็นผู้จ่ายเว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

เมื่อทุกขั้นตอนเรียบร้อยเจ้าหน้าที่จะจ่ายเงินกู้ให้ผู้กู้เป็นแคชเชียร์เช็ค เพื่อให้ผู้กู้จ่ายเงินคงเหลือให้กับเจ้าของโครงการ หรือผู้ขาย ต่อไปเมื่อผู้กู้ได้รับเงินกู้แล้ว ผู้กู้ก็จะต้องมีภาระในการผ่อนชำระงวดทุกเดือนภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญา

ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ กับการขอสินเขื่อ

  1. ค่าธรรมเนียมในการยื่นขอสินเชื่อ

  2. ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน

  3. ค่าธรรมเนียมจำนองของสำนักงานที่ดิน

  4. ค่าประกันอัคคีภัย

  5. ค่าอากรแสตมป์

  6. ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด


ข้อมูลเพิ่มเติมจาก guru.google.co.th

จากคำถามที่ว่า "อยากกู้สินเชื่อซื้อบ้าน"


  • ประการแรก ต้องมี STATEMENT เงินเข้าออกในสมุดเงินฝากของคุณทุกเดือนโชว์ให้เห็นสักสองามปี

  • ประการที่สอง อาชีพที่มั่นคงจะได้รับการพิจารณาโดยมีคะแนนสูงคือ ข้าราชการประจำ เช่นนายแพทย์ ผู้พิพากษา อัยการ อาจารย์ ฝ่ายปกครอง พวกซีสูงๆทุกกระทรวง พ่อค้ารายได้ดีมีเงินเข้าออกมากๆ พนักงานประจำ(เอกชน)ที่เงินได้สูงเพื่อดูความสามารถในการชำระหนี้

  • ประการที่สาม หลักประกัน บ้านที่ดิน** การทำประกันความเสี่ยงให้กับธนาคาร

  • ประการที่สี่ ยอดจำนวนเงินกู้


**การตรวจประเมินอสังหาริมทรัพย์ เราต้องจ่ายก่อนเสมอ อย่างต่ำ2500บาท

- เคยไปขอกู้มาสองที่ค่ะ


  • ที่แรก ธ.กสิกร


เค้าก็จะขอรายละเอียดเราหลายอย่าง เช่น บัตรเครดิต หรือว่าผ่อนอะไรอยู่ไหม ถามเรื่องงานบ้างนิดหน่อย
แต่เหมือนจะดูรายจ่ายเรา รายรับเราสินทรัพย์เรามากกว่า ก็ดูเสตทเม้นประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ก็ดูจากสมุดบัญชีได้เลย
ไม่อนุมัติก็ยังไม่มาประเมินบ้านค่ะ

  • ที่ที่สอง ธอส.


ก็เคยขอ เหมือนจะเน้นไปที่งานเรา ว่าเราทำงานอะไรยังไง งานดีก็ได้ง่าย ได้ไวหน่อย ถ้าอาชีพแปลกๆ โดนพิจารณานานมาก
แล้วก็ สเตทเม้น 1 ปี โดยต้องไปขอให้ธนาคารออกให้ด้วย จะซีรอกจากสมุดเองก็ไม่ให้ (ค่าขอแต่ละแบงค์ก็สักสองร้อยบาท)
มาประเมินบ้านที่จะซื้อไวมาก วันรุ่งขึ้นมาเลย ค่าประเมิน 2500 บาท

**อย่างไรลองไปขอดูนะคะ ทำบัญชีให้สวย ๆ มีเงินเก็บเยอะๆ เค้าจะได้ไม่ดูถูกเราเอาได้

กู้เงิน หรือการขอกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

การขอกู้เงินกับสถาบันการเงินเริ่มจากติดต่อกับฝ่ายสินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อเคหะของธนาคาร เพื่อแสดงความจำนงขอกู้ พร้อมทั้งนำหลักฐานยื่นประกอบการขอกู้โดยครบถ้วน ซึ่งหากในวันยื่นกู้เอกสารหลักฐานยื่นประกอบการขอกู้โดยครบถ้วน ซึ่งหากในวันยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไม่ครบจะทำให้ผู้กู้ต้องนำเอกสารมาให้หรือมายื่นกู้ใหม่ในภายหลังและอาจทำให้การวิเคราะห์อนุมัติล่าช้าออกไป หลังจากยื่นกู้แล้วจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการประเมินราคาหลักประกัน

เมื่อยื่นกู้แล้ว ธนาคารหรือสถาบันการเงินจส่งเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินราคาบ้านและที่ดินที่จะนำมาจำนองเป็นหลักประกันโดยทั้วไปใช้แวลาประมาณ 2-7 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน

ธนาคารและสถาบันการเงินจะพิจารณาคำขอกู้โดยจะทำการวิเคราะห์รายได้ ฐานะทางการเงิน ความสามารถในการผ่อนชำระ และหลักประกันของผู้กู้รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ และจะแจ้งผลการขอกู้ให้ผู้กู้ทราบ โดยปกติทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน

เมื่อได้รับอนุมัติกู้แล้ว ผู้กู้จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อมาลงนามในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง พร้อมทั้งนัดวันไปทำนิติกรรมจำนองที่สำนักงานที่ดิน

ในวันโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน ผู้กู้ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินจะไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดินที่หลักทรัพย์ดั้งอยู่ ทั้งนี้ผู้กู้จะต้องเตรียมเงินเป็นค่าจดทะเบียนจำนองตามปกติร้อยละ 1 ของวงเงินกู้และจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิมธิ์ตามปกติร้อยละ 2 ของราคาประเมินของกรมที่ดิน ซึ้งโดยทั่วไปผู้ขายมักจะเป็นผู้จ่ายเว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

เมื่อทุกขั้นตอนเรียบร้อยเจ้าหน้าที่จะจ่ายเงินกู้ให้ผู้กู้เป็นแคชเชียร์เช็ค เพื่อให้ผู้กู้จ่ายเงินคงเหลือให้กับเจ้าของโครงการ หรือผู้ขาย ต่อไปเมื่อผู้กู้ได้รับเงินกู้แล้ว ผู้กู้ก็จะต้องมีภาระในการผ่อนชำระงวดทุกเดือนภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญา

ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ กับการขอสินเขื่อ

  1. ค่าธรรมเนียมในการยื่นขอสินเชื่อ

  2. ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน

  3. ค่าธรรมเนียมจำนองของสำนักงานที่ดิน

  4. ค่าประกันอัคคีภัย

  5. ค่าอากรแสตมป์

  6. ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด


ข้อมูลเพิ่มเติมจาก guru.google.co.th

จากคำถามที่ว่า "อยากกู้สินเชื่อซื้อบ้าน"


  • ประการแรก ต้องมี STATEMENT เงินเข้าออกในสมุดเงินฝากของคุณทุกเดือนโชว์ให้เห็นสักสองามปี

  • ประการที่สอง อาชีพที่มั่นคงจะได้รับการพิจารณาโดยมีคะแนนสูงคือ ข้าราชการประจำ เช่นนายแพทย์ ผู้พิพากษา อัยการ อาจารย์ ฝ่ายปกครอง พวกซีสูงๆทุกกระทรวง พ่อค้ารายได้ดีมีเงินเข้าออกมากๆ พนักงานประจำ(เอกชน)ที่เงินได้สูงเพื่อดูความสามารถในการชำระหนี้

  • ประการที่สาม หลักประกัน บ้านที่ดิน** การทำประกันความเสี่ยงให้กับธนาคาร

  • ประการที่สี่ ยอดจำนวนเงินกู้


**การตรวจประเมินอสังหาริมทรัพย์ เราต้องจ่ายก่อนเสมอ อย่างต่ำ2500บาท

- เคยไปขอกู้มาสองที่ค่ะ


  • ที่แรก ธ.กสิกร


เค้าก็จะขอรายละเอียดเราหลายอย่าง เช่น บัตรเครดิต หรือว่าผ่อนอะไรอยู่ไหม ถามเรื่องงานบ้างนิดหน่อย
แต่เหมือนจะดูรายจ่ายเรา รายรับเราสินทรัพย์เรามากกว่า ก็ดูเสตทเม้นประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ก็ดูจากสมุดบัญชีได้เลย
ไม่อนุมัติก็ยังไม่มาประเมินบ้านค่ะ

  • ที่ที่สอง ธอส.


ก็เคยขอ เหมือนจะเน้นไปที่งานเรา ว่าเราทำงานอะไรยังไง งานดีก็ได้ง่าย ได้ไวหน่อย ถ้าอาชีพแปลกๆ โดนพิจารณานานมาก
แล้วก็ สเตทเม้น 1 ปี โดยต้องไปขอให้ธนาคารออกให้ด้วย จะซีรอกจากสมุดเองก็ไม่ให้ (ค่าขอแต่ละแบงค์ก็สักสองร้อยบาท)
มาประเมินบ้านที่จะซื้อไวมาก วันรุ่งขึ้นมาเลย ค่าประเมิน 2500 บาท

**อย่างไรลองไปขอดูนะคะ ทำบัญชีให้สวย ๆ มีเงินเก็บเยอะๆ เค้าจะได้ไม่ดูถูกเราเอาได้

5/04/2554

เราได้เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนที่จอดรถแบบออนไลน์ไปแล้วหลายครั้งหลายครา ทั้งสำหรับในยุโรปและในอเมริกา แต่ในขณะที่การแลกเปลี่ยนทั้งหมดนั้นเน้นไปที่ความต้องการที่จอดรถแบบชั่วคราวเป็นหลัก บริการใหม่สำหรับชาวแคนาดาและอเมริกานี้จะเป็นตลาดแลกเปลี่ยนที่จอดรถแบบระยะยาวแทน


Parkingspots.com จะทำหน้าที่จับคู่ผู้ที่มีที่จอดรถให้เช่ากับผู้ที่ต้องการจะเช่าที่จอดรถแบบรายเดือนเข้าด้วยกัน บริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโตรอนโตและเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีนี้ จะช่วยให้เจ้าของที่จอดสามารถประกาศจุดจอดที่พวกเขามีอยู่พร้อมทั้งค่าจอดไว้ได้ ในขณะที่ผู้ที่ต้องการที่จอดก็จะมองเห็นว่ามีที่ให้จอดในละแวกไหนบ้างผ่านทาง Google Maps และสามารถเลือกจุดจอดได้ตามทำเลและราคาที่ต้องการ โดยที่อยู่ที่แน่นอนของจุดจอดนั้นจะไม่บอกให้รู้จนกว่าจะจับคู่กันได้แล้ว ซึ่งเมื่อนั้นผู้ต้องการเช่าและเจ้าของสถานที่จะมาต่อรองราคาและตกลงเรื่องการจ่ายเงินกันโดยตรง โดยจะใช้การจ่ายเงินผ่านทาง PayPal บริการนี้ฟรีสำหรับผู้เช่าและเจ้าของจุดจอดรถที่มีพื้นที่ให้เช่าจอดหนึ่งหรือสองที่ แต่สำหรับเจ้าของที่จอดที่มีที่ให้เช่ามากกว่าสองที่นั้น จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการแสดงรายการที่จอดรถ (จ่ายเพียงครั้งเดียว) ซึ่งประมาณพอๆ กับค่าเช่าจอดรถ 1 เดือน

Parkingspots.com ให้บริการบางเมืองในอเมริกาเหนือ แต่เมื่อดูจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของแนวคิดนี้แล้ว ก็น่าจะมีการขยายบริการออกไปด้วยในเร็วๆ นี้

น่าจะนำไปทำแถวป่าคอนกรีตใกล้บ้านคุณบ้างหรือยังล่ะ?


แหล่งที่มา :?http://www.microsoft.com/business/smb/th-th/articles/fy09q1_oct/sme_business_tips/new_idea.mspx

 

ตลาดสำหรับเช่าที่จอดรถระยะยาว

เราได้เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนที่จอดรถแบบออนไลน์ไปแล้วหลายครั้งหลายครา ทั้งสำหรับในยุโรปและในอเมริกา แต่ในขณะที่การแลกเปลี่ยนทั้งหมดนั้นเน้นไปที่ความต้องการที่จอดรถแบบชั่วคราวเป็นหลัก บริการใหม่สำหรับชาวแคนาดาและอเมริกานี้จะเป็นตลาดแลกเปลี่ยนที่จอดรถแบบระยะยาวแทน


Parkingspots.com จะทำหน้าที่จับคู่ผู้ที่มีที่จอดรถให้เช่ากับผู้ที่ต้องการจะเช่าที่จอดรถแบบรายเดือนเข้าด้วยกัน บริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโตรอนโตและเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีนี้ จะช่วยให้เจ้าของที่จอดสามารถประกาศจุดจอดที่พวกเขามีอยู่พร้อมทั้งค่าจอดไว้ได้ ในขณะที่ผู้ที่ต้องการที่จอดก็จะมองเห็นว่ามีที่ให้จอดในละแวกไหนบ้างผ่านทาง Google Maps และสามารถเลือกจุดจอดได้ตามทำเลและราคาที่ต้องการ โดยที่อยู่ที่แน่นอนของจุดจอดนั้นจะไม่บอกให้รู้จนกว่าจะจับคู่กันได้แล้ว ซึ่งเมื่อนั้นผู้ต้องการเช่าและเจ้าของสถานที่จะมาต่อรองราคาและตกลงเรื่องการจ่ายเงินกันโดยตรง โดยจะใช้การจ่ายเงินผ่านทาง PayPal บริการนี้ฟรีสำหรับผู้เช่าและเจ้าของจุดจอดรถที่มีพื้นที่ให้เช่าจอดหนึ่งหรือสองที่ แต่สำหรับเจ้าของที่จอดที่มีที่ให้เช่ามากกว่าสองที่นั้น จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการแสดงรายการที่จอดรถ (จ่ายเพียงครั้งเดียว) ซึ่งประมาณพอๆ กับค่าเช่าจอดรถ 1 เดือน

Parkingspots.com ให้บริการบางเมืองในอเมริกาเหนือ แต่เมื่อดูจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของแนวคิดนี้แล้ว ก็น่าจะมีการขยายบริการออกไปด้วยในเร็วๆ นี้

น่าจะนำไปทำแถวป่าคอนกรีตใกล้บ้านคุณบ้างหรือยังล่ะ?


แหล่งที่มา :?http://www.microsoft.com/business/smb/th-th/articles/fy09q1_oct/sme_business_tips/new_idea.mspx

 

5/03/2554

 

จากความคิดที่ว่า เพราะห้างดัง ห้างใหญ่มีทุนหนากว่า ทำให้ได้เปรียบและกวาดลูกค้าจากชุมนุมชนไปจนหมด คุณคิดว่าจริงหรือไม่ ?

อาจจะจริงส่วนหนึ่ง แต่ทำไมร้านเล็กที่อยู่ในชุมนุมชนอย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น จึงยังมีคนเข้าไม่แพ้กัน อาจารย์ สิทธิเดช ลีมัคเดช ผู้โด่งดังจากการทำเวปปลาทู ได้ให้ความเห็นว่า ?ผู้ประกอบการค้าปลีกรุ่นเก่าเหล่านั้นติดกับดักความสำเร็จที่เคยมี แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปแล้ว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีก็มาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน และที่สำคัญมีกลยุทธ์การตลาดเกิดขึ้นใหม่ๆตลอดเวลา เพียงแค่การจัดร้านก็มีอิทธิพลที่จะชี้ชะตาของร้านค้าได้ ดังนั้นร้านค้าที่จะอยู่รอดได้ จะต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะปรับตัว? เราจะเห็นว่า ข้อแตกต่างการค้าปลีกที่อยู่ได้ และอยู่ไม่ได้ ก็คือ ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเรื่องร้านค้าปลีกที่แตกต่างกันนั่นเอง

ดังนั้น การปรับปรุงร้านให้ดีขึ้น ก็คือ การทำร้านค้าปลีกอย่างถูกต้อง ด้วยการ โฟกัสที่กลุ่มลูกค้าให้แน่ๆว่า ลูกค้าของคุณคือใคร จากนั้นหาจุดผิดพลาดที่มีแล้วลงมือแก้ไขทันที และสร้างยอดขาย ด้วยการอบรมพนักงานให้มีทัศนคติที่ดีต่อลูกค้า ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อเสียใหม่ สร้างนักขายเงียบด้วยการตกแต่ง ทำการตลาดเฉพาะจงจุดประสงค์เดียว มีความเข้าใจในการดำเนินงานในร้าน และมีวิธีการควบคุมต้นทุน
โฟกัส ที่กลุ่มลูกค้า

ถ้าเราจะถามคุณว่า ลูกค้าของคุณคือใคร ? ถ้าคุณตอบว่า ?ทุกกลุ่ม? นั่นคือหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น การทำร้านค้าปลีกที่ถูกต้อง จะต้องมีการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้ว่า ลูกค้าของคุณเป็นกลุ่มไหนกันแน่ เพราะมันจะทำให้คุณไม่เห็นทิศทาง ที่จะนำมาวางกลยุทธ เพื่อชนะใจลูกค้าได้
มันมี 4 แนวทาง ที่ใช้สำหรับในการวางกลยุทธสำหรับการค้าปลีก ที่กำหนดมาจากความต้องการของลูกค้า 4 รูปแบบ เป็นหลัก คือ ลูกค้าที่ต้องการประหยัดเวลา ลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ลูกค้าที่ต้องการประสบประการณ์ใหม่ๆ ลูกค้าที่ต้องการความพิเศษเหนือกว่า

  • ลูกค้าที่ต้องการประหยัดเวลา หมายถึงลูกค้าที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว อย่างร้านสะดวกซื้อนั้น จะจับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก โดยจะมีการวางกลยุทธ์ ทุกด้านเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าเขากลุ่มนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ การเลือกทำเลที่สะดวก มีชั่วโมงที่ให้บริการที่นานกว่าร้านทั่วไป ให้ความสำคัญในการจัดผังร้านที่สามารถหาซื้อสินค้าได้สะดวกรวดเร็ว เช่น มีการจัดหมวดสินค้าที่ทำให้ลูกค้าหาสินค้าพบได้ง่ายๆ มีสัญลักษณ์ของร้านจดจำได้ง่าย ใช้เทคโนโลยีเพี่อแยกประเภทสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ

  • ลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ก็คือ กลุ่มที่ชอบซื้อของถูก การวางกลยุทธ สำหรับลูกค้า กลุ่มนี้ก็คือ ให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดซื้อ เพื่อทำให้ได้ต้นทุนสินค้าราคาต่ำ ตัวอย่างของกลุ่มนี้ คือ ร้านซุปเปอร์สโตร์ ร้านสินค้าราคาเดียว ร้านขายสินค้าจากโรงงาน เป็นต้น เทคโนโลยีที่จะถูกเลือกมาใช้ จะเน้น ความเร็วสูง มีการบริหารสต็อกที่ดี และมีการทำตลาดในรูปแบบให้สินค้าหมุนเวียนเร็วที่สุด

  • ลูกค้าที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ และความสนุกสนาน กลยุทธ์ที่ควรใช้สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ ก็คือ การให้ความสำคัญที่มีการตกแต่งร้านที่สะดุดตา มีการเปลี่ยนแปลงสินค้าเข้ามาใหม่ๆเสมอ มีกิจกรรมสร้างสรรค์แปลกใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ง่าย มีการจัดกิจกรรมที่ทำให้ลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ด้วยกัน ตัวอย่างของร้านค้ากลุ่มนี้ เช่น เป็นกลุ่มนิยมกีฬาประเภทเดียวกัน หรือเป็นผู้นิยมวงดนตรีร็อคด้วยกัน หรือ ขายสินค้นที่แปลก เร้าใจ ร้านสินค้าธรรมชาติ สินค้าเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส ผับ-ร้านอาหารที่จับกลุ่มเฉพาะวัยรุ่น กลุ่มขาร็อค หรือ ร้านขายสินค้าที่จับกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น


ลูกค้าที่ความพิเศษที่เหนือกว่า เป็นกลุ่มที่ต้องการสนองความต้องการส่วนลึกของตัวเอง เป็นลูกค้าที่มีฐานะดี ดังนั้นกลยุทธ์ การจัดร้าน และสินค้า จะดู หรูหรา เหนือกว่าปกติ ระบบเทคโนโลยีใช้ระบบ CRM ที่เป็นการบริการเก็บข้อมูลลูกค้า และให้บริการแบบเฉพาะรายบุคคล การตลาด เน้นการสร้างความรู้สึกที่เหนือกว่า พิเศษกว่า ตัวอย่างสินค้า รถเบ็นซ์ สินค้าแบรนด์แนม เป็นต้น

แล้วร้านของคุณล่ะตกอยู่ในกลุ่มไหน เมื่อคุณแน่ในแล้ว ต้องศึกษาความต้องการของกลุ่มลูกค้าของคุณ แล้ววางกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน ในการ จัดร้าน จัดสินค้า และการบริการ ให้ตอบสนองความต้องการของพวกเข้าได้ ความรู้ในเรื่องนี้จะช่วยให้คุณจะได้รับความสำเร็จมากกว่า แต่ถ้าคุณไม่มีการจัดกลุ่มลูกค้าที่แน่นอน และทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรกด้วยการโฟกัสให้ชัดๆว่า ลูกค้าของคุณคือกลุ่มไหนแน่ละก้อ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

ระบุจุดที่ผิด แล้วแก้ไขทันที มีสิ่งที่ร้านค้าปลีกมักจะทำผิดที่คล้ายกันเสมอ ก็คือ

  • ไม่เคยปรับเปลี่ยนมาหลายสิบปี คุณลองทบทวนดูซิว่าสภาพร้านของคุณปรับเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ สภาพของร้านบางแห่งดูเก่าเกินไปหรือไม่ ขาดสิ่งดึงดูดความสนใจลูกค้าหรือไม่ ถ้าใช่คุณควรคิดถึงการปรับโฉมใหม่ เพื่อให้ร้านของคุณใส สะอาด น่าสนใจมากขึ้น ที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายขึ้นมาได้

  • ร้านที่ยุ่งเหยิง ร้านที่รกรุงรัง ยุ่งเหยิง สกปรก นั้นส่อถึงบุคลิกของเจ้าของร้าน และผู้จัดการที่แย่ รวมไปถึงการทำให้ลูกค้ามองว่าสินค้าของคุณดูด้อยคุณภาพไปด้วย ร้านของคุณกำลังทำผิดในข้อนี้อยู่หรือไม่ ถ้ามีจงแก้ไขโดยด่วน ด้วยการเปรียบเทียบร้านของคุณกับร้านที่มีมาตรฐานที่ดี แล้วนำไปแก้ไข หากยังไม่สามารถแก้ไขได้ลองเปลี่ยนผู้จัดการร้านใหม่ หรือเปลี่ยนเจ้าของร้านไปเลย

  • ร้านที่ชั้นวางของว่าง ตรวจดูชั้นวางสินค้าของคุณดูว่า มีสินค้าที่ขาดหรือไม่ หรือชั้นวางของว่าง แสดงว่า การบริหารคลังสินค้าไม่ค่อยดี คุณควรหาทางปรับระบบการจัดการสินค้าหมุนเวียน ใหม่ และหมั่นตรวจสอบสินค้าเสมอ ชั้นสินค้าที่ว่างบ่อยๆ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำให้ร้านค้าปลีกไม่ประสบความสำเร็จ เพราะหากลูกค้าเข้ามาในร้านแล้วสินค้าไม่ครบก็จะเสียลูกค้าของคุณไปที่ร้านอื่นอย่างถาวรได้

  • ร้านที่มีการสัญจรที่แย่มาก บางร้าน มีทางเดินแคบ หรือมีของวางเกะกะ หรือมีการจัดผังร้านที่ปิดกั้น มีทางตัน เข้าถึงสินค้าได้ยากนั้น ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้า คุณตรวจดูซิว่า ร้านของคุณเข้าถึงสินค้าได้ยากหรือไม่ ถ้าใช่ควรแก้ไขทันที ด้วยการจัดผังการเข้าออกที่สะดวก และการสัญจรควรที่จะเดินสวนทางกันได้ หรือถ้าร้านของคุณเป็นร้านสำหรับเด็ก คุณก็ต้องเผื่อช่องทางสำหรับการอุ้มเด็กด้วย เป็นต้น

  • ไม่มีการจัดโชว์สินค้าตามฤดูกาล ร้านค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ จะมีการจัดโปรโมชั่นซึ่งเปรียบเสมือนการแต่งตัว ที่จะต้องมีการเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อดึงดูดความสนใจให้ลูกค้าเข้ามาในร้าน ร้านจำนวนมากไม่เคยคิดถึงเรื่อง สภาพร้านเป็นอย่างไร ก็เป็นแบบนั้นตลอดชีวิต คุณลองลุกขึ้นมาจัดรายการโปโมชั่นสินค้าหน้าร้านบ้าง อาจจะจัดรายการสินค้าตามเทศกาล หรือ จัดตามฟดูกาล เป็นต้น สิ่งนี้จะแสดงถึงการเอาใจใส่ในการดูแลร้าน ที่มีส่วนช่วยให้ร้านของคุณประสบความสำเร็จได้

  • ป้าย ไม่ว่าจะเป็นป้ายภายนอกร้าน หรือป้ายในร้าน มันมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ และการเพิ่มยอดขายของร้าน เช่น ลด50% , ซื้อ 1 แถม 1, หรือมีสินค้าใหม่, ฉลองครบรอบ 2 ปี เป็นต้น รูปแบบ และข้อความ มีส่วนสำคัญในการกระชากลูกค้าเข้าร้านได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หลายคนกลับทำผิดด้วยการสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าอยากหนี เช่น มีป้ายที่ไม่เป็นมิตร เช่น ซื้อแล้วไม่รับเปลี่ยน ไม่รับคืน หรือบางแห่ง มีป้ายรับสมัครงานโดดเด่น บังสินค้าที่จะขาย หรือมีป้ายที่ผุพัง หรือ ไม่มีป้ายอะไรเลย จนทำให้ลูกค้างงว่า ร้านนี้ขายอะไร

  • ร้านที่ไม่มีพนักงานอยู่ในร้าน คุณเคยเห็นหรือไม่ ร้านบางแห่ง จัดร้านสวยงามหรูหรา แต่พอเข้าไป ดูเวิ้งว้าง เหมือนถูกผีหลอก เพราะเงียบมาก และยังไม่มีพนักงานอยู่ประจำร้านอีก เรื่องนี้อาจจะมาจากขาดการอบรมพนักงาน หรือพนักงานเข้าออกบ่อย ซึ่งปัญหานี้ก็ต้องแก้ไขโดยด่วน เช่น อาจมีการจ้างพนักงานพาร์ทไทม์ เป็นต้น

  • ร้านที่ขาดเงินหมุนเวียน ปัญหาที่ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ต้องจบลงก็คือ การขาดแคลนเงินสดหมุนเวียนในร้าน โดยไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ ที่จะมีสาเหตุมาจากการมีสต็อกสินค้าค้างมากเกินไปแล้วขายไม่ออก การควบคุมการใช้จ่ายไม่ดี หรือการลงทุนในร้านสาขาอื่นจนขาดเงินหมุนเวียน

  • ร้านที่ใช้เทคโลยีแบบเก่า ร้านค้าปลีกบางแห่ง ล้าสมัย ไม่มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ หรือ ใช้ไม่เหมาะสม แต่ถ้าคุณต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการร้านค้าปลีกที่ดีขึ้นก็ต้องปรึกษาผู้รู้ในด้านนี้


ข้อผิดพลาดที่คุณค้นพบเหล่านี้ จะต้องได้รับการหาทางแก้ไขทันที โดยไม่ละเลย หากละเลย ก็เตรียมปิดกิจการได้ในไม่ช้า

เพิ่มยอดขายด้วยการอบรมพนักงาน
หัวใจของการให้บริการที่ดี คือ การมีทัศนคติที่ดีต่อลูกค้า คุณลองทบทวนดูว่า ตัวเอง และพนักงานในร้าน ไว้วางใจลูกค้าหรือไม่ คอยอยู่ข้างหลังเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้า ตลอดเวลาหรือไม่ ร้านของคุณ เปิด-ปิด ตรงเวลาหรือไม่ และเห็นคุณค่าของลูกค้าไหม เช่น ปล่อยให้ลูกค้ารอจ่ายเงินนาน หรือให้คอยเราทำอย่างอื่นอยู่ หรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว คุณมีการสื่อสารกับลูกค้าหรือไม่ เช่น รับโทรศัพท์ทันที และพูดคุยกับลูกค้าด้วยความยิ้มแย้ม มีข้อมูลของคุณส่งถึงกลุ่มลูกค้า หรือ กล่าวคำขอบคุณทุกครั้งที่ลูกค้าชำระเงินไหม

การอบรมพนักงาน นอกเหนือจากความรู้เกี่ยวกับสินค้า และการปฏิบัติงานที่ดีแล้ว ต้องแน่ใจว่าทำให้พนักงานของคุณเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ดีต่อลูกค้าแล้วด้วย

เพิ่มยอดขายด้วยการจัดซื้อที่ดีกว่า

ระบบการจัดซื้อที่ได้มีประสิทธิภาพดีกว่า จะแสดงด้วย สินค้าไม่ขาดสต็อก มีสินค้าที่ตรงกับความต้องการ และแน่นอนว่าสินค้าที่เต็มชั้นวางของจะทำให้เพิ่มยอดขายได้เพิ่มและสร้างความพอใจให้ลูกค้า

ในเรื่องนี้ การเลือกใช้ซอฟท์แวร์ร้านค้าปลีก จะช่วยคุณจัดการในเรื่องนี้ได้ดีขึ้น ที่ทำให้มีรายงาน เกี่ยวกับ อะไรคือสินค้าที่ขายดี ในการค้าปลีกนั้น จะมีประมาณ 20% ที่เป็นสินค้าขายดี ที่เราควรระบุได้

อะไร คือ สินค้าที่ขายได้ช้า เราควรทำราคาให้ลดลงและเคลื่อนไหวออกไปได้เร็ว
การมีสินค้าเต็มร้าน และเคลื่อนไหวดี เป็นการแสดงให้เห็นความสำเร็จของร้านค้าปลีก ที่ตอบสนองได้ดีต่อกลุ่มลูกค้า ร้านค้าปลีกจำเป็นต้องมียอดขายสูง ที่มาจากตัวสินค้า ที่ต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนั้นประสิทธิภาพในการจัดซื้อที่ดี ก็คือประสิทธิภาพจัดการ ดังนั้น ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า การที่เราจะขายได้มาก ก็คือการโฟกัสลูกค้าที่ถูกต้องนั่นเอง

เพิ่มรายได้ด้วยการตกแต่งที่ดี
การตกแต่งร้าน เป็นนักขายที่เงียบของคุณ ที่กำลังล่อใจลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้า หลักในการตกแต่ง จะเริ่มจากส่วนของการจัดหน้าร้าน ป้ายหน้าร้าน การตกแต่งตู้โชว์สินค้า ทางเดินเข้า การจัดผังทางเดินของร้าน เทคนิคการจัดเรียงสินค้า การจัดร้านที่ช่วยให้ขายได้เพิ่ม

สร้างยอดขายด้วยการตลาด
สิ่งที่ทำผิดๆกันเสมอ ในการทำการตลาด ก็คือ ไม่ได้มีการกำหนดจุดประสงค์ชัดเจนเอาไว้ก่อน ว่าคุณจะทำการตลาดเพื่อต้องการผลลัพท์อะไร สิ่งสำคัญในการทำตลาดนั้น คุณควรหยิบมาเพียง 1 จุดประสงค์เท่านั้น และโฟกัสไปที่จุดนั้น เช่น ต้องการสร้างความรู้จักชื่อร้าน หรือ ต้องการสร้างความเข้าใจในคอนเซ็ปท์ร้าน หรือต้องการให้ลูกค้ามาเยี่ยมร้าน หรือต้องการให้ลูกค้าเดิมมาซื้อของเพิ่ม เป็นต้น ถ้าหากคุณทำการตลาดโดยปราศจากจุดประสงค์ที่แน่ชัด ก็จะมีปัญหาและจะสูญเสียเงิน โดยไม่ได้อะไรกลับมา

เข้าใจเรื่องการดำเนินงานในร้าน
โครงสร้างของร้านค้าปลีกนั้นประกอบไปด้วย ผู้ดำเนินงาน จัดซื้อ การเงิน การวางระบบงานการตลาด ก่อสร้างร้าน แต่ร้านค้าปลีกในบ้านเราส่วนใหญ่ อาจจะมี เพียง 1-2 คนที่ควบทุกตำแหน่ง แต่อย่างไร ก็ตาม การดำเนินงานในร้าน จะต้อง มีงานเรื่อง การจัดกิจกรรมในร้าน งานสั่งสินค้า งานส่งสินค้า งานคุมสต็อกไม่ให้ขาด ควบคุมค่าใช้จ่าย วางระบบงาน และดูแลเรื่องการใช้เทคโนโลยี การสร้างความรู้จักร้าน การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และการวางแผนในการเปิดร้านใหม่ หรือ ขายขายสินค้าเพิ่มผ่านช่องทางอื่นเช่น เช่น ผ่านแคตตาล็อกสินค้า หรือผ่านเวป เป็นต้น
คุณลองทบทวนดูซิว่า คุณมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานในร้านด้านต่างๆเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจุดมุ่งหมายของงานแต่ละอย่าง และงานของแต่ละคนก็คือ สร้างผลกำไร และจุดสำคัญที่ทำให้ได้กำไร ก็คือการควบคุมค่าใช้จ่าย และการสร้างยอดขาย นั่นเอง

นอกเหนือจากการควบคุมดูแลงานในด้านต่างๆแล้ว เทคนิค การสร้างผลตอบแทนแก่พนักงานขายก็เป็นกลยุทธที่สำคัญที่ทำให้เกิดการขายเพิ่มขึ้นได้ มีข้อแนะนำว่า ผู้จัดการร้านและพนักงานควรมีการได้รับผลตอบแทนขึ้นลงตามยอดขาย

ควบคุมต้นทุน
เรื่องของการควบคุมต้นทุนเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดของการค้าปลีก เพราะสินค้าบางอย่างมีกำไรเฉลี่ยไม่ถึง 10% เช่นสินค้าร้านชำ เป็นต้น และสินค้าส่วนมากเป็นการซื้อมา-ขายไป ที่ผู้ขายไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ในขณะที่ค่าเช่าส่วนใหญ่มีการเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การควบคุมต้นทุนของร้านค้าปลีกจึงต้องมีความละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะสร้างแผนการใช้จ่ายใดๆ ผู้ค้าปลีกควรรู้มาร์จิน หรือเปอร์เซ็นกำไรของสินค้าที่ขายก่อน ดังตัวอย่าง เช่น สินค้าร้านหนังสือ มีกำไรอยู่ 30-40% ของราคาขาย ดังนั้นคุณจะต้อง ควบคุมต้นทุนทุกอย่างที่ 10-20% จึงจะเหลือกำไร
คุณจะเห็นว่า กำไรสินค้าบางชนิด อาจเหลือ 20% เท่านั้น ซึ่งถ้าหากคุณเผลอ ใช้จ่ายเกินส่วน 20% นี้ คุณก็จะหมดกำไรไปทันที และขาดทุนไปอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นทักษะในการควบคุมต้นทุน คือคุณสมบัติสำคัญที่ร้านค้าปลีกต้องมี

ขอบคุณแหล่งเนื้อหาคุณภาพจาก SMEThailand Club

ปรับร้านเพิ่มยอดขาย ด้วย?..กลยุทธสำหรับการค้าปลีก

 

จากความคิดที่ว่า เพราะห้างดัง ห้างใหญ่มีทุนหนากว่า ทำให้ได้เปรียบและกวาดลูกค้าจากชุมนุมชนไปจนหมด คุณคิดว่าจริงหรือไม่ ?

อาจจะจริงส่วนหนึ่ง แต่ทำไมร้านเล็กที่อยู่ในชุมนุมชนอย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น จึงยังมีคนเข้าไม่แพ้กัน อาจารย์ สิทธิเดช ลีมัคเดช ผู้โด่งดังจากการทำเวปปลาทู ได้ให้ความเห็นว่า ?ผู้ประกอบการค้าปลีกรุ่นเก่าเหล่านั้นติดกับดักความสำเร็จที่เคยมี แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปแล้ว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีก็มาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน และที่สำคัญมีกลยุทธ์การตลาดเกิดขึ้นใหม่ๆตลอดเวลา เพียงแค่การจัดร้านก็มีอิทธิพลที่จะชี้ชะตาของร้านค้าได้ ดังนั้นร้านค้าที่จะอยู่รอดได้ จะต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะปรับตัว? เราจะเห็นว่า ข้อแตกต่างการค้าปลีกที่อยู่ได้ และอยู่ไม่ได้ ก็คือ ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเรื่องร้านค้าปลีกที่แตกต่างกันนั่นเอง

ดังนั้น การปรับปรุงร้านให้ดีขึ้น ก็คือ การทำร้านค้าปลีกอย่างถูกต้อง ด้วยการ โฟกัสที่กลุ่มลูกค้าให้แน่ๆว่า ลูกค้าของคุณคือใคร จากนั้นหาจุดผิดพลาดที่มีแล้วลงมือแก้ไขทันที และสร้างยอดขาย ด้วยการอบรมพนักงานให้มีทัศนคติที่ดีต่อลูกค้า ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อเสียใหม่ สร้างนักขายเงียบด้วยการตกแต่ง ทำการตลาดเฉพาะจงจุดประสงค์เดียว มีความเข้าใจในการดำเนินงานในร้าน และมีวิธีการควบคุมต้นทุน
โฟกัส ที่กลุ่มลูกค้า

ถ้าเราจะถามคุณว่า ลูกค้าของคุณคือใคร ? ถ้าคุณตอบว่า ?ทุกกลุ่ม? นั่นคือหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น การทำร้านค้าปลีกที่ถูกต้อง จะต้องมีการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้ว่า ลูกค้าของคุณเป็นกลุ่มไหนกันแน่ เพราะมันจะทำให้คุณไม่เห็นทิศทาง ที่จะนำมาวางกลยุทธ เพื่อชนะใจลูกค้าได้
มันมี 4 แนวทาง ที่ใช้สำหรับในการวางกลยุทธสำหรับการค้าปลีก ที่กำหนดมาจากความต้องการของลูกค้า 4 รูปแบบ เป็นหลัก คือ ลูกค้าที่ต้องการประหยัดเวลา ลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ลูกค้าที่ต้องการประสบประการณ์ใหม่ๆ ลูกค้าที่ต้องการความพิเศษเหนือกว่า

  • ลูกค้าที่ต้องการประหยัดเวลา หมายถึงลูกค้าที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว อย่างร้านสะดวกซื้อนั้น จะจับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก โดยจะมีการวางกลยุทธ์ ทุกด้านเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าเขากลุ่มนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ การเลือกทำเลที่สะดวก มีชั่วโมงที่ให้บริการที่นานกว่าร้านทั่วไป ให้ความสำคัญในการจัดผังร้านที่สามารถหาซื้อสินค้าได้สะดวกรวดเร็ว เช่น มีการจัดหมวดสินค้าที่ทำให้ลูกค้าหาสินค้าพบได้ง่ายๆ มีสัญลักษณ์ของร้านจดจำได้ง่าย ใช้เทคโนโลยีเพี่อแยกประเภทสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ

  • ลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ก็คือ กลุ่มที่ชอบซื้อของถูก การวางกลยุทธ สำหรับลูกค้า กลุ่มนี้ก็คือ ให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดซื้อ เพื่อทำให้ได้ต้นทุนสินค้าราคาต่ำ ตัวอย่างของกลุ่มนี้ คือ ร้านซุปเปอร์สโตร์ ร้านสินค้าราคาเดียว ร้านขายสินค้าจากโรงงาน เป็นต้น เทคโนโลยีที่จะถูกเลือกมาใช้ จะเน้น ความเร็วสูง มีการบริหารสต็อกที่ดี และมีการทำตลาดในรูปแบบให้สินค้าหมุนเวียนเร็วที่สุด

  • ลูกค้าที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ และความสนุกสนาน กลยุทธ์ที่ควรใช้สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ ก็คือ การให้ความสำคัญที่มีการตกแต่งร้านที่สะดุดตา มีการเปลี่ยนแปลงสินค้าเข้ามาใหม่ๆเสมอ มีกิจกรรมสร้างสรรค์แปลกใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ง่าย มีการจัดกิจกรรมที่ทำให้ลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ด้วยกัน ตัวอย่างของร้านค้ากลุ่มนี้ เช่น เป็นกลุ่มนิยมกีฬาประเภทเดียวกัน หรือเป็นผู้นิยมวงดนตรีร็อคด้วยกัน หรือ ขายสินค้นที่แปลก เร้าใจ ร้านสินค้าธรรมชาติ สินค้าเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส ผับ-ร้านอาหารที่จับกลุ่มเฉพาะวัยรุ่น กลุ่มขาร็อค หรือ ร้านขายสินค้าที่จับกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น


ลูกค้าที่ความพิเศษที่เหนือกว่า เป็นกลุ่มที่ต้องการสนองความต้องการส่วนลึกของตัวเอง เป็นลูกค้าที่มีฐานะดี ดังนั้นกลยุทธ์ การจัดร้าน และสินค้า จะดู หรูหรา เหนือกว่าปกติ ระบบเทคโนโลยีใช้ระบบ CRM ที่เป็นการบริการเก็บข้อมูลลูกค้า และให้บริการแบบเฉพาะรายบุคคล การตลาด เน้นการสร้างความรู้สึกที่เหนือกว่า พิเศษกว่า ตัวอย่างสินค้า รถเบ็นซ์ สินค้าแบรนด์แนม เป็นต้น

แล้วร้านของคุณล่ะตกอยู่ในกลุ่มไหน เมื่อคุณแน่ในแล้ว ต้องศึกษาความต้องการของกลุ่มลูกค้าของคุณ แล้ววางกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน ในการ จัดร้าน จัดสินค้า และการบริการ ให้ตอบสนองความต้องการของพวกเข้าได้ ความรู้ในเรื่องนี้จะช่วยให้คุณจะได้รับความสำเร็จมากกว่า แต่ถ้าคุณไม่มีการจัดกลุ่มลูกค้าที่แน่นอน และทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรกด้วยการโฟกัสให้ชัดๆว่า ลูกค้าของคุณคือกลุ่มไหนแน่ละก้อ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

ระบุจุดที่ผิด แล้วแก้ไขทันที มีสิ่งที่ร้านค้าปลีกมักจะทำผิดที่คล้ายกันเสมอ ก็คือ

  • ไม่เคยปรับเปลี่ยนมาหลายสิบปี คุณลองทบทวนดูซิว่าสภาพร้านของคุณปรับเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ สภาพของร้านบางแห่งดูเก่าเกินไปหรือไม่ ขาดสิ่งดึงดูดความสนใจลูกค้าหรือไม่ ถ้าใช่คุณควรคิดถึงการปรับโฉมใหม่ เพื่อให้ร้านของคุณใส สะอาด น่าสนใจมากขึ้น ที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายขึ้นมาได้

  • ร้านที่ยุ่งเหยิง ร้านที่รกรุงรัง ยุ่งเหยิง สกปรก นั้นส่อถึงบุคลิกของเจ้าของร้าน และผู้จัดการที่แย่ รวมไปถึงการทำให้ลูกค้ามองว่าสินค้าของคุณดูด้อยคุณภาพไปด้วย ร้านของคุณกำลังทำผิดในข้อนี้อยู่หรือไม่ ถ้ามีจงแก้ไขโดยด่วน ด้วยการเปรียบเทียบร้านของคุณกับร้านที่มีมาตรฐานที่ดี แล้วนำไปแก้ไข หากยังไม่สามารถแก้ไขได้ลองเปลี่ยนผู้จัดการร้านใหม่ หรือเปลี่ยนเจ้าของร้านไปเลย

  • ร้านที่ชั้นวางของว่าง ตรวจดูชั้นวางสินค้าของคุณดูว่า มีสินค้าที่ขาดหรือไม่ หรือชั้นวางของว่าง แสดงว่า การบริหารคลังสินค้าไม่ค่อยดี คุณควรหาทางปรับระบบการจัดการสินค้าหมุนเวียน ใหม่ และหมั่นตรวจสอบสินค้าเสมอ ชั้นสินค้าที่ว่างบ่อยๆ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำให้ร้านค้าปลีกไม่ประสบความสำเร็จ เพราะหากลูกค้าเข้ามาในร้านแล้วสินค้าไม่ครบก็จะเสียลูกค้าของคุณไปที่ร้านอื่นอย่างถาวรได้

  • ร้านที่มีการสัญจรที่แย่มาก บางร้าน มีทางเดินแคบ หรือมีของวางเกะกะ หรือมีการจัดผังร้านที่ปิดกั้น มีทางตัน เข้าถึงสินค้าได้ยากนั้น ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้า คุณตรวจดูซิว่า ร้านของคุณเข้าถึงสินค้าได้ยากหรือไม่ ถ้าใช่ควรแก้ไขทันที ด้วยการจัดผังการเข้าออกที่สะดวก และการสัญจรควรที่จะเดินสวนทางกันได้ หรือถ้าร้านของคุณเป็นร้านสำหรับเด็ก คุณก็ต้องเผื่อช่องทางสำหรับการอุ้มเด็กด้วย เป็นต้น

  • ไม่มีการจัดโชว์สินค้าตามฤดูกาล ร้านค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ จะมีการจัดโปรโมชั่นซึ่งเปรียบเสมือนการแต่งตัว ที่จะต้องมีการเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อดึงดูดความสนใจให้ลูกค้าเข้ามาในร้าน ร้านจำนวนมากไม่เคยคิดถึงเรื่อง สภาพร้านเป็นอย่างไร ก็เป็นแบบนั้นตลอดชีวิต คุณลองลุกขึ้นมาจัดรายการโปโมชั่นสินค้าหน้าร้านบ้าง อาจจะจัดรายการสินค้าตามเทศกาล หรือ จัดตามฟดูกาล เป็นต้น สิ่งนี้จะแสดงถึงการเอาใจใส่ในการดูแลร้าน ที่มีส่วนช่วยให้ร้านของคุณประสบความสำเร็จได้

  • ป้าย ไม่ว่าจะเป็นป้ายภายนอกร้าน หรือป้ายในร้าน มันมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ และการเพิ่มยอดขายของร้าน เช่น ลด50% , ซื้อ 1 แถม 1, หรือมีสินค้าใหม่, ฉลองครบรอบ 2 ปี เป็นต้น รูปแบบ และข้อความ มีส่วนสำคัญในการกระชากลูกค้าเข้าร้านได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หลายคนกลับทำผิดด้วยการสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าอยากหนี เช่น มีป้ายที่ไม่เป็นมิตร เช่น ซื้อแล้วไม่รับเปลี่ยน ไม่รับคืน หรือบางแห่ง มีป้ายรับสมัครงานโดดเด่น บังสินค้าที่จะขาย หรือมีป้ายที่ผุพัง หรือ ไม่มีป้ายอะไรเลย จนทำให้ลูกค้างงว่า ร้านนี้ขายอะไร

  • ร้านที่ไม่มีพนักงานอยู่ในร้าน คุณเคยเห็นหรือไม่ ร้านบางแห่ง จัดร้านสวยงามหรูหรา แต่พอเข้าไป ดูเวิ้งว้าง เหมือนถูกผีหลอก เพราะเงียบมาก และยังไม่มีพนักงานอยู่ประจำร้านอีก เรื่องนี้อาจจะมาจากขาดการอบรมพนักงาน หรือพนักงานเข้าออกบ่อย ซึ่งปัญหานี้ก็ต้องแก้ไขโดยด่วน เช่น อาจมีการจ้างพนักงานพาร์ทไทม์ เป็นต้น

  • ร้านที่ขาดเงินหมุนเวียน ปัญหาที่ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ต้องจบลงก็คือ การขาดแคลนเงินสดหมุนเวียนในร้าน โดยไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ ที่จะมีสาเหตุมาจากการมีสต็อกสินค้าค้างมากเกินไปแล้วขายไม่ออก การควบคุมการใช้จ่ายไม่ดี หรือการลงทุนในร้านสาขาอื่นจนขาดเงินหมุนเวียน

  • ร้านที่ใช้เทคโลยีแบบเก่า ร้านค้าปลีกบางแห่ง ล้าสมัย ไม่มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ หรือ ใช้ไม่เหมาะสม แต่ถ้าคุณต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการร้านค้าปลีกที่ดีขึ้นก็ต้องปรึกษาผู้รู้ในด้านนี้


ข้อผิดพลาดที่คุณค้นพบเหล่านี้ จะต้องได้รับการหาทางแก้ไขทันที โดยไม่ละเลย หากละเลย ก็เตรียมปิดกิจการได้ในไม่ช้า

เพิ่มยอดขายด้วยการอบรมพนักงาน
หัวใจของการให้บริการที่ดี คือ การมีทัศนคติที่ดีต่อลูกค้า คุณลองทบทวนดูว่า ตัวเอง และพนักงานในร้าน ไว้วางใจลูกค้าหรือไม่ คอยอยู่ข้างหลังเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้า ตลอดเวลาหรือไม่ ร้านของคุณ เปิด-ปิด ตรงเวลาหรือไม่ และเห็นคุณค่าของลูกค้าไหม เช่น ปล่อยให้ลูกค้ารอจ่ายเงินนาน หรือให้คอยเราทำอย่างอื่นอยู่ หรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว คุณมีการสื่อสารกับลูกค้าหรือไม่ เช่น รับโทรศัพท์ทันที และพูดคุยกับลูกค้าด้วยความยิ้มแย้ม มีข้อมูลของคุณส่งถึงกลุ่มลูกค้า หรือ กล่าวคำขอบคุณทุกครั้งที่ลูกค้าชำระเงินไหม

การอบรมพนักงาน นอกเหนือจากความรู้เกี่ยวกับสินค้า และการปฏิบัติงานที่ดีแล้ว ต้องแน่ใจว่าทำให้พนักงานของคุณเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ดีต่อลูกค้าแล้วด้วย

เพิ่มยอดขายด้วยการจัดซื้อที่ดีกว่า

ระบบการจัดซื้อที่ได้มีประสิทธิภาพดีกว่า จะแสดงด้วย สินค้าไม่ขาดสต็อก มีสินค้าที่ตรงกับความต้องการ และแน่นอนว่าสินค้าที่เต็มชั้นวางของจะทำให้เพิ่มยอดขายได้เพิ่มและสร้างความพอใจให้ลูกค้า

ในเรื่องนี้ การเลือกใช้ซอฟท์แวร์ร้านค้าปลีก จะช่วยคุณจัดการในเรื่องนี้ได้ดีขึ้น ที่ทำให้มีรายงาน เกี่ยวกับ อะไรคือสินค้าที่ขายดี ในการค้าปลีกนั้น จะมีประมาณ 20% ที่เป็นสินค้าขายดี ที่เราควรระบุได้

อะไร คือ สินค้าที่ขายได้ช้า เราควรทำราคาให้ลดลงและเคลื่อนไหวออกไปได้เร็ว
การมีสินค้าเต็มร้าน และเคลื่อนไหวดี เป็นการแสดงให้เห็นความสำเร็จของร้านค้าปลีก ที่ตอบสนองได้ดีต่อกลุ่มลูกค้า ร้านค้าปลีกจำเป็นต้องมียอดขายสูง ที่มาจากตัวสินค้า ที่ต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนั้นประสิทธิภาพในการจัดซื้อที่ดี ก็คือประสิทธิภาพจัดการ ดังนั้น ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า การที่เราจะขายได้มาก ก็คือการโฟกัสลูกค้าที่ถูกต้องนั่นเอง

เพิ่มรายได้ด้วยการตกแต่งที่ดี
การตกแต่งร้าน เป็นนักขายที่เงียบของคุณ ที่กำลังล่อใจลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้า หลักในการตกแต่ง จะเริ่มจากส่วนของการจัดหน้าร้าน ป้ายหน้าร้าน การตกแต่งตู้โชว์สินค้า ทางเดินเข้า การจัดผังทางเดินของร้าน เทคนิคการจัดเรียงสินค้า การจัดร้านที่ช่วยให้ขายได้เพิ่ม

สร้างยอดขายด้วยการตลาด
สิ่งที่ทำผิดๆกันเสมอ ในการทำการตลาด ก็คือ ไม่ได้มีการกำหนดจุดประสงค์ชัดเจนเอาไว้ก่อน ว่าคุณจะทำการตลาดเพื่อต้องการผลลัพท์อะไร สิ่งสำคัญในการทำตลาดนั้น คุณควรหยิบมาเพียง 1 จุดประสงค์เท่านั้น และโฟกัสไปที่จุดนั้น เช่น ต้องการสร้างความรู้จักชื่อร้าน หรือ ต้องการสร้างความเข้าใจในคอนเซ็ปท์ร้าน หรือต้องการให้ลูกค้ามาเยี่ยมร้าน หรือต้องการให้ลูกค้าเดิมมาซื้อของเพิ่ม เป็นต้น ถ้าหากคุณทำการตลาดโดยปราศจากจุดประสงค์ที่แน่ชัด ก็จะมีปัญหาและจะสูญเสียเงิน โดยไม่ได้อะไรกลับมา

เข้าใจเรื่องการดำเนินงานในร้าน
โครงสร้างของร้านค้าปลีกนั้นประกอบไปด้วย ผู้ดำเนินงาน จัดซื้อ การเงิน การวางระบบงานการตลาด ก่อสร้างร้าน แต่ร้านค้าปลีกในบ้านเราส่วนใหญ่ อาจจะมี เพียง 1-2 คนที่ควบทุกตำแหน่ง แต่อย่างไร ก็ตาม การดำเนินงานในร้าน จะต้อง มีงานเรื่อง การจัดกิจกรรมในร้าน งานสั่งสินค้า งานส่งสินค้า งานคุมสต็อกไม่ให้ขาด ควบคุมค่าใช้จ่าย วางระบบงาน และดูแลเรื่องการใช้เทคโนโลยี การสร้างความรู้จักร้าน การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และการวางแผนในการเปิดร้านใหม่ หรือ ขายขายสินค้าเพิ่มผ่านช่องทางอื่นเช่น เช่น ผ่านแคตตาล็อกสินค้า หรือผ่านเวป เป็นต้น
คุณลองทบทวนดูซิว่า คุณมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานในร้านด้านต่างๆเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจุดมุ่งหมายของงานแต่ละอย่าง และงานของแต่ละคนก็คือ สร้างผลกำไร และจุดสำคัญที่ทำให้ได้กำไร ก็คือการควบคุมค่าใช้จ่าย และการสร้างยอดขาย นั่นเอง

นอกเหนือจากการควบคุมดูแลงานในด้านต่างๆแล้ว เทคนิค การสร้างผลตอบแทนแก่พนักงานขายก็เป็นกลยุทธที่สำคัญที่ทำให้เกิดการขายเพิ่มขึ้นได้ มีข้อแนะนำว่า ผู้จัดการร้านและพนักงานควรมีการได้รับผลตอบแทนขึ้นลงตามยอดขาย

ควบคุมต้นทุน
เรื่องของการควบคุมต้นทุนเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดของการค้าปลีก เพราะสินค้าบางอย่างมีกำไรเฉลี่ยไม่ถึง 10% เช่นสินค้าร้านชำ เป็นต้น และสินค้าส่วนมากเป็นการซื้อมา-ขายไป ที่ผู้ขายไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ในขณะที่ค่าเช่าส่วนใหญ่มีการเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การควบคุมต้นทุนของร้านค้าปลีกจึงต้องมีความละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะสร้างแผนการใช้จ่ายใดๆ ผู้ค้าปลีกควรรู้มาร์จิน หรือเปอร์เซ็นกำไรของสินค้าที่ขายก่อน ดังตัวอย่าง เช่น สินค้าร้านหนังสือ มีกำไรอยู่ 30-40% ของราคาขาย ดังนั้นคุณจะต้อง ควบคุมต้นทุนทุกอย่างที่ 10-20% จึงจะเหลือกำไร
คุณจะเห็นว่า กำไรสินค้าบางชนิด อาจเหลือ 20% เท่านั้น ซึ่งถ้าหากคุณเผลอ ใช้จ่ายเกินส่วน 20% นี้ คุณก็จะหมดกำไรไปทันที และขาดทุนไปอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นทักษะในการควบคุมต้นทุน คือคุณสมบัติสำคัญที่ร้านค้าปลีกต้องมี

ขอบคุณแหล่งเนื้อหาคุณภาพจาก SMEThailand Club
เรื่องราวของการทำงาน การก่อร่างสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง และยังพยายามต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆอย่างน่าสนใจ จึงนำมาเขียนเป็นกรณีศึกษาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ เป็นกำลังใจ เป็นข้อคิดให้นักต่อสู้ทั้งหลายได้เห็นเผื่อจะเป็นแนวคิดให้สามารถนำไปใช้ แก้ไขปัญหาได้ หรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

ต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุน

ด้วยบุคลิกจริงใจ เปิดเผย มุ่งมั่น เชื่อมั่น มองโลกในด้านที่ดี มองหาโอกาสทางออกของปัญหาและทุ่มเทอย่างจริงจัง ทำให้หลายๆ คนที่รู้จักนายก่อร่างทั้งผู้ใหญ่ เพื่อนๆ ลูกน้อง ลูกค้า SUPPLIER ต่างชื่นชม มั่นใจ ศรัทธา เชื่อมั่นในตัวของนายก่อร่างอย่างมากมาย จนนายก่อร่างได้รับข้อเสนอต่างๆ มากมายเช่น วงเงินเครดิตจาก SUPPLIERในวงการ IT ซึ่ง ปกติได้ยากมากและสิ่งหนึ่งซึ่งไม่น่าเชื่ออย่างมาก ๆ ก็คือข้อเสนอวงเงินสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และยังสามารถทำเครดิตเทอมได้อีกหกเดือนโดยเสียค่าใช้จ่าย 5%

เป็นค่าใช้วงเงิน ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจไม่ดีเลยธุรกิจที่มีวงเงินมากๆ ไม่ได้ใช้ปล่อยว่างๆ ก็ไม่มีรายได้ และมีคนแนะนำนายก่อร่างให้รู้จักเจ้าของวงเงิน เมื่อมีการได้พูดคุยกับผู้ใหญ่เจ้าของวงเงินกับนายก่อร่าง มีการสอบถามแนวทางในการทำธุรกิจ วิสัยทัศน์อย่างละเอียด หลังจากนั้นผู้ใหญ่ผู้นั้นก็ชอบใจบุคลิกที่มีวิสัยทัศน์ตามที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้นเป็นอย่างมาก และเขาก็ได้อนุมัติให้ใช้วงเงินของเขาได้ 50,000,000 บาททันที ทันใดนั้นเหมือนคำพูดที่ว่า ? คนป่ามีปืน ฉันใดฉันนั้น? นายก่อร่างเปลี่ยนเป็นนักธุรกิจใหญ่ขึ้นมาทันทีมีทุนในการทำธุรกิจมากกว่า 50,000,000 บาททั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินที่เป็นของตัวเองเลย

หลังจากนั้น ?บริษัทก่อร่างจำกัด? ได้เป็นตัวแทนสินค้า IT จากต่างประเทศ ขยายยอดขายเพิ่มขึ้นจนมียอดขายกว่าเดือนละ 20,000,000 บาท ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างมากจนทำให้นายก่อร่างมีความคิดที่จะตั้งโรงงาน ผลิตสินค้าในประเทศไทยเพื่อความมั่นคง ลดต้นทุนสินค้า เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อมีความคิดเช่นนี้ทำให้นายก่อร่างต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากธุรกิจที่ดำเนินการไม่ถึงสองปีมีกำไรสุทธิยังไม่มากนักเนื่องจาก เขาได้ใช้เงินไปมากสำหรับการพัฒนาบุคลากร การสร้างชื่อเสียงให้สินค้า การสร้างชื่อเสียงของบริษัท เมื่อมีความคิดจะสร้างโรงงานซึ่งเป็นทรัพย์สินถาวร ต้องมีการซื้อเครื่องจักร ต้องมีการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ต้องมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายเรื่องต่างๆ อีกมากมาย และสุดท้ายเขายังต้องคิดถึงยอดขายที่ต้องเพิ่มขึ้นเพราะสินค้า IT ยอดขายที่ทำได้มาก ๆ ในประเทศยังไม่เพียงพอกับกำลังผลิตขั้นต่ำที่ต้องทำการผลิตให้ได้เดือนต่อ เดือน เขาจะทำอย่างไรดีสำหรับทุก ๆ ปัจจัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ด้วยบุคลิกของคนที่มีวิสัยทัศน์ มองโลกในแง่ที่ดี มองหาทางออกของปัญหาเขาทำได้ดีมากโดยเขาเริ่มเดินทางตามงานแสดงสินค้าในต่าง ประเทศ มองหาสินค้าใหม่ ๆ ที่จะนำมาขายสอบถามหาพันธมิตรทางธุรกิจ มองหาผู้ผลิตเครื่องจักรต่าง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งได้พบนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงชาวฮ่องกงซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กับนายก่อร่าง มีความคิดที่จะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะได้สิทธิพิเศษ ทางการค้าระหว่างประเทศ และประเทศไทยก็เข้ากับกติกาของการได้สิทธิพิเศษพอดี เมื่อเขาได้พบกับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเหมือนกันอย่างมาก มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเหมือนกัน ปัญหาของเทคโนโลยี ปัญหาการหาเครื่องจักร ปัญหาการหาตลาดต่างประเทศ ปัญหาการหาวัตถุดิบสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกแก้ไขได้หมด นอกจากนี้ยังมีกำไรจากการส่งออก มีความมั่นคงทางธุรกิจและลดต้นทุนของสินค้าจากการนำเข้า เมื่อเขาได้นำเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้นักธุรกิจรุ่นพี่ทั้งหลายฟังทุกคนพอ ได้ยินธุรกิจ IT มีการส่งออก มีกำไร ผู้บริหารดีน่าเชื่อถือ ท่านเชื่อหรือไม่หลายคนแย่งกันขอเป็นผู้ลงทุน ขอเป็นหุ้นส่วนยินดีให้วงเงินต่าง ๆ เพิ่มแม้แต่นายธนาคารต่างยื่นข้อเสนอให้วงเงินมากกว่าหลักประกันหลายเท่า

ท่านทั้งหลายพอได้ขอคิดในเรื่องการต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุนของตัวเองเลย มีความเป็นไปได้ในขณะนั้น เป็นเรื่องเกิดที่ขึ้นจริง ๆ และผู้เขียนเชื่อว่านักธุรกิจอีกหลาย ๆ คนมีประสบการณ์เช่นนี้เหมือนกัน การต่อยอดแบบนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำได้และมีโอกาสเพียงแต่ขอให้ท่านอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถูกกฎหมาย น่าเชื่อถือและอย่าทำเพื่อหลอกลวงผู้อื่น โอกาสยังคงมีสำหรับคนที่มองเห็น มีความสามารถ มีความพร้อม และยังคงมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

โดย นายธนพล ก่อฐานะ
ที่ปรึกษาSMEs ศูนย์ประสานและบริการSMEs1
ฝ่ายประสานและบริการSMEs
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

SMEs ต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุน กรณีศึกษาที่น่าคิด

เรื่องราวของการทำงาน การก่อร่างสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง และยังพยายามต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆอย่างน่าสนใจ จึงนำมาเขียนเป็นกรณีศึกษาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ เป็นกำลังใจ เป็นข้อคิดให้นักต่อสู้ทั้งหลายได้เห็นเผื่อจะเป็นแนวคิดให้สามารถนำไปใช้ แก้ไขปัญหาได้ หรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

ต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุน

ด้วยบุคลิกจริงใจ เปิดเผย มุ่งมั่น เชื่อมั่น มองโลกในด้านที่ดี มองหาโอกาสทางออกของปัญหาและทุ่มเทอย่างจริงจัง ทำให้หลายๆ คนที่รู้จักนายก่อร่างทั้งผู้ใหญ่ เพื่อนๆ ลูกน้อง ลูกค้า SUPPLIER ต่างชื่นชม มั่นใจ ศรัทธา เชื่อมั่นในตัวของนายก่อร่างอย่างมากมาย จนนายก่อร่างได้รับข้อเสนอต่างๆ มากมายเช่น วงเงินเครดิตจาก SUPPLIERในวงการ IT ซึ่ง ปกติได้ยากมากและสิ่งหนึ่งซึ่งไม่น่าเชื่ออย่างมาก ๆ ก็คือข้อเสนอวงเงินสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และยังสามารถทำเครดิตเทอมได้อีกหกเดือนโดยเสียค่าใช้จ่าย 5%

เป็นค่าใช้วงเงิน ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจไม่ดีเลยธุรกิจที่มีวงเงินมากๆ ไม่ได้ใช้ปล่อยว่างๆ ก็ไม่มีรายได้ และมีคนแนะนำนายก่อร่างให้รู้จักเจ้าของวงเงิน เมื่อมีการได้พูดคุยกับผู้ใหญ่เจ้าของวงเงินกับนายก่อร่าง มีการสอบถามแนวทางในการทำธุรกิจ วิสัยทัศน์อย่างละเอียด หลังจากนั้นผู้ใหญ่ผู้นั้นก็ชอบใจบุคลิกที่มีวิสัยทัศน์ตามที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้นเป็นอย่างมาก และเขาก็ได้อนุมัติให้ใช้วงเงินของเขาได้ 50,000,000 บาททันที ทันใดนั้นเหมือนคำพูดที่ว่า ? คนป่ามีปืน ฉันใดฉันนั้น? นายก่อร่างเปลี่ยนเป็นนักธุรกิจใหญ่ขึ้นมาทันทีมีทุนในการทำธุรกิจมากกว่า 50,000,000 บาททั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินที่เป็นของตัวเองเลย

หลังจากนั้น ?บริษัทก่อร่างจำกัด? ได้เป็นตัวแทนสินค้า IT จากต่างประเทศ ขยายยอดขายเพิ่มขึ้นจนมียอดขายกว่าเดือนละ 20,000,000 บาท ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างมากจนทำให้นายก่อร่างมีความคิดที่จะตั้งโรงงาน ผลิตสินค้าในประเทศไทยเพื่อความมั่นคง ลดต้นทุนสินค้า เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อมีความคิดเช่นนี้ทำให้นายก่อร่างต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากธุรกิจที่ดำเนินการไม่ถึงสองปีมีกำไรสุทธิยังไม่มากนักเนื่องจาก เขาได้ใช้เงินไปมากสำหรับการพัฒนาบุคลากร การสร้างชื่อเสียงให้สินค้า การสร้างชื่อเสียงของบริษัท เมื่อมีความคิดจะสร้างโรงงานซึ่งเป็นทรัพย์สินถาวร ต้องมีการซื้อเครื่องจักร ต้องมีการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ต้องมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายเรื่องต่างๆ อีกมากมาย และสุดท้ายเขายังต้องคิดถึงยอดขายที่ต้องเพิ่มขึ้นเพราะสินค้า IT ยอดขายที่ทำได้มาก ๆ ในประเทศยังไม่เพียงพอกับกำลังผลิตขั้นต่ำที่ต้องทำการผลิตให้ได้เดือนต่อ เดือน เขาจะทำอย่างไรดีสำหรับทุก ๆ ปัจจัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ด้วยบุคลิกของคนที่มีวิสัยทัศน์ มองโลกในแง่ที่ดี มองหาทางออกของปัญหาเขาทำได้ดีมากโดยเขาเริ่มเดินทางตามงานแสดงสินค้าในต่าง ประเทศ มองหาสินค้าใหม่ ๆ ที่จะนำมาขายสอบถามหาพันธมิตรทางธุรกิจ มองหาผู้ผลิตเครื่องจักรต่าง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งได้พบนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงชาวฮ่องกงซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กับนายก่อร่าง มีความคิดที่จะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะได้สิทธิพิเศษ ทางการค้าระหว่างประเทศ และประเทศไทยก็เข้ากับกติกาของการได้สิทธิพิเศษพอดี เมื่อเขาได้พบกับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเหมือนกันอย่างมาก มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเหมือนกัน ปัญหาของเทคโนโลยี ปัญหาการหาเครื่องจักร ปัญหาการหาตลาดต่างประเทศ ปัญหาการหาวัตถุดิบสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกแก้ไขได้หมด นอกจากนี้ยังมีกำไรจากการส่งออก มีความมั่นคงทางธุรกิจและลดต้นทุนของสินค้าจากการนำเข้า เมื่อเขาได้นำเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้นักธุรกิจรุ่นพี่ทั้งหลายฟังทุกคนพอ ได้ยินธุรกิจ IT มีการส่งออก มีกำไร ผู้บริหารดีน่าเชื่อถือ ท่านเชื่อหรือไม่หลายคนแย่งกันขอเป็นผู้ลงทุน ขอเป็นหุ้นส่วนยินดีให้วงเงินต่าง ๆ เพิ่มแม้แต่นายธนาคารต่างยื่นข้อเสนอให้วงเงินมากกว่าหลักประกันหลายเท่า

ท่านทั้งหลายพอได้ขอคิดในเรื่องการต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุนของตัวเองเลย มีความเป็นไปได้ในขณะนั้น เป็นเรื่องเกิดที่ขึ้นจริง ๆ และผู้เขียนเชื่อว่านักธุรกิจอีกหลาย ๆ คนมีประสบการณ์เช่นนี้เหมือนกัน การต่อยอดแบบนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำได้และมีโอกาสเพียงแต่ขอให้ท่านอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถูกกฎหมาย น่าเชื่อถือและอย่าทำเพื่อหลอกลวงผู้อื่น โอกาสยังคงมีสำหรับคนที่มองเห็น มีความสามารถ มีความพร้อม และยังคงมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

โดย นายธนพล ก่อฐานะ
ที่ปรึกษาSMEs ศูนย์ประสานและบริการSMEs1
ฝ่ายประสานและบริการSMEs
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)