7/03/2554

[caption id="attachment_1614" align="aligncenter" width="500" caption="Moonice"][/caption]

ใครที่มีโอกาสผ่านไปย่านถนนรัชดา คงจะได้เห็นสิ่งก่อสร้างที่แปลกตา ซึ่งหลายคนรู้จักกันในชื่อว่า Mansion 7 (แมนชั่น 7) แหล่งช้อปปิ้งสุดสยอง ภายใต้แนวคิด Boutique Thriller Mall เจ้าของก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเจ้าของเดียวกับผู้ให้กำเนิด ?เพลินวาน? แหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่หัวหิน นั่นเอง

สำหรับภายในMansion 7 เราก็จะได้สัมผัส กับร้านอาหาร และเครื่องดื่ม แฟชั่นต่างๆ ที่มารวมตัวกัน เปิดเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ในคอนเซ็ปต์เดียวกับแมนชั่น และหนึ่งในนั้น มีร้านไอศกรีม ที่มีชื่อว่า MOONICE ความน่าสนใจของร้านนี้ คงจะเป็นเมนูไอศกรีมที่ทางร้านพยายามทำขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับธ๊มของแหล่งช้อปแนวสยองแห่งนี้ นั่นคือ??ไอศกรีมไม้ไผ่?

นางสาวศุภามาศ กลั่นหวาน เจ้าของร้านไอศกรีม MOONICE?เล่าว่า ที่มาของไอศกรีมไม้ไผ่ เกิดขึ้นมาจากความต้องการที่จะออกแบบไอศกรีม และรูปแบบของร้านให้เข้ากับสถานที่ ซึ่งหลังจากได้ซื้อแฟรนไชส์ไอศกรีมเกล็ดหิมะแบรนด์หนึ่งมาจากประเทศไต้หวัน ซึ่งทางเจ้าของแฟรนไชส์ใจดีได้คิดสูตรไอศกรีมไม้ไผ่มาให้ หลังจากที่เราได้ให้เขาช่วยคิดออกแบบไอศกรีมให้เข้ากับร้านแนวสยองขวัญของเรา โดยทางเจ้าของแฟรนไชส์ยินดีที่จะคิดและทำให้กับเราเพียงรายเดียว ทำให้เราได้สิทธิ์ขายไอศกรีมไม้ไผ่ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ในขณะนี้

รูปแบบของไอศกรีมไม้ไผ่ เป็นไอศกรีมเกล็ดหิมะสีดำ ซึ่งสีดำที่ได้มาจากการนำถ่านไม้ไผ่มาสกัดได้สารสกัดจากถ่านไม้ไผ่ และนำมาผสมกับหัวเชื้อในการทำไอศกรีมเกล็ดหิมะ ก่อนจะส่งมาให้ทางร้านทำไอศกรีมขายหน้าร้าน ซึ่งในส่วนของรสชาติ จะมีกลิ่นหอม และรสชาติที่สัมผัสได้ใกล้เคียงกับไม้ไผ่ที่เผาออกมาเป็นถ่านไม้ไผ่ ส่วนรสชาติความหวานมัน เหมือนกับไอศกรีมเกล็ดหิมะตัวอื่นของทางร้าน

?จุดเด่นของไอศกรีมเกล็ดหิมะของทางร้านเรา จะแตกต่างจากร้านไอศกรีมเกล็ดหิมะทั่วไป เพราะตัวน้ำแข็งที่นำมาทำไอศกรีมจะปรุงรสสำเร็จมาจากทางเจ้าของแฟรนไชส์ จะใช้ความหวานของสารสกัดตามธรรมชาติที่เป็นหัวเชื้อ ไม่ได้ใช้ความหวานของน้ำตาล ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับคนรักสุขภาพ แต่ก็จะมีข้อเสียเพราะจะทำให้ละลายเร็วๆ เมื่อนำไอศกรีมเข้าเครื่องไสออกมาเป็นแผ่นแล้วจะต้องรับประทานเลย เพราะทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีไอศกรีมจะละลายหมด?

สำหรับกลุ่มลูกค้าเนื่องจากร้านอยู่ใน Mansion 7 ลูกค้าก็จะเป็นกลุ่มที่มาเที่ยวที่นี่ และชื่นชอบการกินไอศกรีม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงาน และวัยรุ่น โดยจุดมุ่งหมายหลัก คือจะมาเที่ยวบ้านผีสิง ที่ทางแมนชั่นเปิดให้บริการ นอกจากนี้ จะมีกลุ่มคนทำงานที่แวะเวียนมากินอาหาร เพราะมีร้านอาหาร เปิดให้บริการอยู่หลายร้าน ในส่วนของลูกค้าตอนนี้ ทางร้านยังไม่ชัดเจนมากนัก เพราะด้วยราคาทำให้ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษาที่มาเที่ยวชมบ้านผีสิง บางครั้งมีกำลังซื้อไม่มากพอ ทำให้ไม่ได้ลูกค้าในกลุ่มนี้มากนักในตอนนี้

ในส่วนราคาไอศกรีม?เริ่มต้นที่ 45 บาท ไปจนถึง 69 บาท?ภายในร้านจะมีเมนูพิเศษ ที่ทางร้านได้คิดร่วมกับเจ้าของแฟรนไชส์ 6 เมนู ประกอบด้วย ไอศกรีมไวน์องุ่น ไ วน์สตอเบอรี่ ส้ม สับปะรด ไม้ไผ่ งาดำ และมีรสชาติตามฤดูกาลผลไม้ไทย เช่น มะม่วง ลิ้นจี่ เป็นต้น และที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของทางร้านที่ไม่เหมือนใครอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ตัวท็อปปิ้ง ซึ่งนำเข้าจากไต้หวัน และกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก มีชื่อว่า โบโบ ลักษณะเด่นของโบโบ คือ เมื่อเคี้ยวจะแตกภายในปาก ซึ่งเป็นการทำออกมาเลียนแบบไข่ปลาคาเวียร์ มีให้เลือก 3 รสชาติ สตอเบอรี่ ลิ้นจี่ และโยเกิร์ต

นางสาวศุภามาศ เล่าว่า ปัจจุบันในส่วนของยอดขายเอง ยังไม่มาก เรียกได้ว่าตั้งแต่เปิดให้บริการมาจนถึงขณะนี้ประมาณ 6 เดือน รายได้ยังเพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ภายในร้าน รวมถึงค่าเช่า เพราะทุกเดือนต้องควักเงินส่วนตัวมาจ่ายตรงนี้ เรียกได้ว่า ยังขาดทุนอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทาง Mansion 7 ขาดการทำประชาสัมพันธ์ ทำให้คนที่มาเที่ยวมีจำนวนไม่มากพอ ประกอบกับค่าเช่าสถานที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ในอนาคต ถ้าทางเจ้าของสถานที่มีการทำประชาสัมพันธ์ดึงคนมาเที่ยวกันมาก เราก็อาจจะดีขึ้น เพราะด้วยราคาที่ไม่สูงมาก เชื่อว่า ทุกคนสามารถซื้อกินกันได้ โดยไม่ต้องคิดมาก

ทั้งนี้ ในส่วนของไอศกรีมไม้ไผ่ นั้น ยังเป็นจุดขายที่สามารถเรียกลูกค้าได้อยู่ เพราะเชื่อว่า เมื่อลูกค้าได้ลองชิมรสชาติของไอศกรีมไม้ไผ่ ก็จะต้องกลับมากินอีก และเมื่อไม่มีที่ไหน สุดท้ายก็ต้องเลือกมากินที่ MOONICE และทางเจ้าของแฟรนไชส์ยินดีจะไม่ทำไอศกรีมไม้ไผ่ ให้กับลูกค้าแฟรนไชส์รายอื่นๆ และปัจจุบันไอศกรีมไม้ไผ่ เป็นไอศกรีมที่ลูกค้าให้ความสนใจ และสั่งกินกันในครั้งแรกที่เข้ามาใช้บริการ เพราะทุกคนก็ต้องการจะลองของใหม่

โทร.08-8277-5954

Credit :?manager.co.th/SMEs

[gallery link="file" orderby="rand"]

"MOONICE" ไอศกรีมไม้ไผ่ เมนูแนวสยองขวัญที่Mansion 7

[caption id="attachment_1614" align="aligncenter" width="500" caption="Moonice"][/caption]

ใครที่มีโอกาสผ่านไปย่านถนนรัชดา คงจะได้เห็นสิ่งก่อสร้างที่แปลกตา ซึ่งหลายคนรู้จักกันในชื่อว่า Mansion 7 (แมนชั่น 7) แหล่งช้อปปิ้งสุดสยอง ภายใต้แนวคิด Boutique Thriller Mall เจ้าของก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเจ้าของเดียวกับผู้ให้กำเนิด ?เพลินวาน? แหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่หัวหิน นั่นเอง

สำหรับภายในMansion 7 เราก็จะได้สัมผัส กับร้านอาหาร และเครื่องดื่ม แฟชั่นต่างๆ ที่มารวมตัวกัน เปิดเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ในคอนเซ็ปต์เดียวกับแมนชั่น และหนึ่งในนั้น มีร้านไอศกรีม ที่มีชื่อว่า MOONICE ความน่าสนใจของร้านนี้ คงจะเป็นเมนูไอศกรีมที่ทางร้านพยายามทำขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับธ๊มของแหล่งช้อปแนวสยองแห่งนี้ นั่นคือ??ไอศกรีมไม้ไผ่?

นางสาวศุภามาศ กลั่นหวาน เจ้าของร้านไอศกรีม MOONICE?เล่าว่า ที่มาของไอศกรีมไม้ไผ่ เกิดขึ้นมาจากความต้องการที่จะออกแบบไอศกรีม และรูปแบบของร้านให้เข้ากับสถานที่ ซึ่งหลังจากได้ซื้อแฟรนไชส์ไอศกรีมเกล็ดหิมะแบรนด์หนึ่งมาจากประเทศไต้หวัน ซึ่งทางเจ้าของแฟรนไชส์ใจดีได้คิดสูตรไอศกรีมไม้ไผ่มาให้ หลังจากที่เราได้ให้เขาช่วยคิดออกแบบไอศกรีมให้เข้ากับร้านแนวสยองขวัญของเรา โดยทางเจ้าของแฟรนไชส์ยินดีที่จะคิดและทำให้กับเราเพียงรายเดียว ทำให้เราได้สิทธิ์ขายไอศกรีมไม้ไผ่ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ในขณะนี้

รูปแบบของไอศกรีมไม้ไผ่ เป็นไอศกรีมเกล็ดหิมะสีดำ ซึ่งสีดำที่ได้มาจากการนำถ่านไม้ไผ่มาสกัดได้สารสกัดจากถ่านไม้ไผ่ และนำมาผสมกับหัวเชื้อในการทำไอศกรีมเกล็ดหิมะ ก่อนจะส่งมาให้ทางร้านทำไอศกรีมขายหน้าร้าน ซึ่งในส่วนของรสชาติ จะมีกลิ่นหอม และรสชาติที่สัมผัสได้ใกล้เคียงกับไม้ไผ่ที่เผาออกมาเป็นถ่านไม้ไผ่ ส่วนรสชาติความหวานมัน เหมือนกับไอศกรีมเกล็ดหิมะตัวอื่นของทางร้าน

?จุดเด่นของไอศกรีมเกล็ดหิมะของทางร้านเรา จะแตกต่างจากร้านไอศกรีมเกล็ดหิมะทั่วไป เพราะตัวน้ำแข็งที่นำมาทำไอศกรีมจะปรุงรสสำเร็จมาจากทางเจ้าของแฟรนไชส์ จะใช้ความหวานของสารสกัดตามธรรมชาติที่เป็นหัวเชื้อ ไม่ได้ใช้ความหวานของน้ำตาล ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับคนรักสุขภาพ แต่ก็จะมีข้อเสียเพราะจะทำให้ละลายเร็วๆ เมื่อนำไอศกรีมเข้าเครื่องไสออกมาเป็นแผ่นแล้วจะต้องรับประทานเลย เพราะทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีไอศกรีมจะละลายหมด?

สำหรับกลุ่มลูกค้าเนื่องจากร้านอยู่ใน Mansion 7 ลูกค้าก็จะเป็นกลุ่มที่มาเที่ยวที่นี่ และชื่นชอบการกินไอศกรีม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงาน และวัยรุ่น โดยจุดมุ่งหมายหลัก คือจะมาเที่ยวบ้านผีสิง ที่ทางแมนชั่นเปิดให้บริการ นอกจากนี้ จะมีกลุ่มคนทำงานที่แวะเวียนมากินอาหาร เพราะมีร้านอาหาร เปิดให้บริการอยู่หลายร้าน ในส่วนของลูกค้าตอนนี้ ทางร้านยังไม่ชัดเจนมากนัก เพราะด้วยราคาทำให้ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษาที่มาเที่ยวชมบ้านผีสิง บางครั้งมีกำลังซื้อไม่มากพอ ทำให้ไม่ได้ลูกค้าในกลุ่มนี้มากนักในตอนนี้

ในส่วนราคาไอศกรีม?เริ่มต้นที่ 45 บาท ไปจนถึง 69 บาท?ภายในร้านจะมีเมนูพิเศษ ที่ทางร้านได้คิดร่วมกับเจ้าของแฟรนไชส์ 6 เมนู ประกอบด้วย ไอศกรีมไวน์องุ่น ไ วน์สตอเบอรี่ ส้ม สับปะรด ไม้ไผ่ งาดำ และมีรสชาติตามฤดูกาลผลไม้ไทย เช่น มะม่วง ลิ้นจี่ เป็นต้น และที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของทางร้านที่ไม่เหมือนใครอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ตัวท็อปปิ้ง ซึ่งนำเข้าจากไต้หวัน และกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก มีชื่อว่า โบโบ ลักษณะเด่นของโบโบ คือ เมื่อเคี้ยวจะแตกภายในปาก ซึ่งเป็นการทำออกมาเลียนแบบไข่ปลาคาเวียร์ มีให้เลือก 3 รสชาติ สตอเบอรี่ ลิ้นจี่ และโยเกิร์ต

นางสาวศุภามาศ เล่าว่า ปัจจุบันในส่วนของยอดขายเอง ยังไม่มาก เรียกได้ว่าตั้งแต่เปิดให้บริการมาจนถึงขณะนี้ประมาณ 6 เดือน รายได้ยังเพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ภายในร้าน รวมถึงค่าเช่า เพราะทุกเดือนต้องควักเงินส่วนตัวมาจ่ายตรงนี้ เรียกได้ว่า ยังขาดทุนอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทาง Mansion 7 ขาดการทำประชาสัมพันธ์ ทำให้คนที่มาเที่ยวมีจำนวนไม่มากพอ ประกอบกับค่าเช่าสถานที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ในอนาคต ถ้าทางเจ้าของสถานที่มีการทำประชาสัมพันธ์ดึงคนมาเที่ยวกันมาก เราก็อาจจะดีขึ้น เพราะด้วยราคาที่ไม่สูงมาก เชื่อว่า ทุกคนสามารถซื้อกินกันได้ โดยไม่ต้องคิดมาก

ทั้งนี้ ในส่วนของไอศกรีมไม้ไผ่ นั้น ยังเป็นจุดขายที่สามารถเรียกลูกค้าได้อยู่ เพราะเชื่อว่า เมื่อลูกค้าได้ลองชิมรสชาติของไอศกรีมไม้ไผ่ ก็จะต้องกลับมากินอีก และเมื่อไม่มีที่ไหน สุดท้ายก็ต้องเลือกมากินที่ MOONICE และทางเจ้าของแฟรนไชส์ยินดีจะไม่ทำไอศกรีมไม้ไผ่ ให้กับลูกค้าแฟรนไชส์รายอื่นๆ และปัจจุบันไอศกรีมไม้ไผ่ เป็นไอศกรีมที่ลูกค้าให้ความสนใจ และสั่งกินกันในครั้งแรกที่เข้ามาใช้บริการ เพราะทุกคนก็ต้องการจะลองของใหม่

โทร.08-8277-5954

Credit :?manager.co.th/SMEs

[gallery link="file" orderby="rand"]

6/26/2554

[caption id="attachment_1562" align="aligncenter" width="546" caption="แฟรนไชส์ ทำอย่างไร"][/caption]

โรงอาหารที่นครนิวยอร์คซิตี้ แห่งหนึ่งได้ทำธุรกิจมา 60 ปีแล้ว และเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจฟาส์ตฟู้ด ตำนานของโรงอาหารแห่งนี้ มีบางเวลาดี และบางทีก็แย่ แต่เมื่อธุรกิจนี้ปรับตัวจากโรงอาหารที่กำลังตกต่ำ มาเป็นเบอเกอร์คิงส์ ไม่นานนัก สาขาแห่งนั้นก็บริการลูกค้าได้ 5,000 กว่า คนในเวลา 1 วัน และในปัจจุบันก็ขยาย บริการไปสู่ลูกค้าทั้งโลกด้วยระบบแฟรนไชส์

แฟรนไชส์ ทำอย่างไร

[caption id="attachment_1562" align="aligncenter" width="546" caption="แฟรนไชส์ ทำอย่างไร"][/caption]

โรงอาหารที่นครนิวยอร์คซิตี้ แห่งหนึ่งได้ทำธุรกิจมา 60 ปีแล้ว และเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจฟาส์ตฟู้ด ตำนานของโรงอาหารแห่งนี้ มีบางเวลาดี และบางทีก็แย่ แต่เมื่อธุรกิจนี้ปรับตัวจากโรงอาหารที่กำลังตกต่ำ มาเป็นเบอเกอร์คิงส์ ไม่นานนัก สาขาแห่งนั้นก็บริการลูกค้าได้ 5,000 กว่า คนในเวลา 1 วัน และในปัจจุบันก็ขยาย บริการไปสู่ลูกค้าทั้งโลกด้วยระบบแฟรนไชส์

6/15/2554

[caption id="attachment_1273" align="aligncenter" width="400" caption="Agrilife น้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็น"][/caption]

แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์รายแรกๆ ของไทย รวมถึง มียอดส่งออกอยู่หัวแถวของประเทศ แต่ด้วยไอเดียเพิ่มมูลค่า และขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน เอสเอ็มอีอย่างบริษัท เอิร์ธบอร์น จำกัด จึงมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่น้ำมันมะพร้าวโดยแปรรูปเป็นหลายผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร ที่มีจุดขายมากคุณประโยชน์จากน้ำมันมะพร้าว และเป็นออร์แกนิกแท้ๆ ภายใต้แบรนด์??AgriLife?

พิสิษฐ์ วีระไวทยะ เจ้าของกิจการ วัย 31 ปี เล่าว่า การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว?เป็นการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุที่เหลือจากกระบวนการสกัดน้ำมันมะพร้าว รวมถึง ยังทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเนื้อมะพร้าวได้ครบทุกส่วน โดยปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์มะพร้าวแปรรูป ได้แก่?แป้งมะพร้าวสำหรับประกอบอาหาร โปรตีนชงพร้อมดื่ม แยมมะพร้าว คุ้กกี้มะพร้าว และโยเกิร์ตมะพร้าว

สำหรับเทคโนโลยีการแปรรูปต่างๆ เป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)?โดยมีจุดเด่นที่ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ยังคงรักษาคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวไว้ครบถ้วน เช่น มีสารอาหารช่วยในระบบขับถ่าย และบำรุงผิว นอกจากนั้น วัตถุดิบทั้งหมดปลูกโดยเกษตรอินทรีย์ ปราศจากสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ช่วยรับประกันด้านความสะอาดปลอดภัย รวมถึง มะพร้าวที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะมีกลิ่นหอมกว่าปลูกด้วยเคมี จึงเหมาะที่จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ

เจ้าของกิจการ อธิบายต่อว่า บริษัทได้เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะพร้าวแบบเกษตรอินทรีย์ โดยบริษัทจะเหมารับซื้อผลผลิตทั้งหมดไว้เพียงรายเดียว โดยมีเครือข่ายอยู่ที่ จ.สมุทรสงคราม จ.ชลบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่รวมกว่า 2,900 ไร่ นอกจากนั้น ยังลงทุนกว่า 20 ล้านบาท ก่อตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว โดยขณะนี้ บริษัทได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งในส่วนของสวนมะพร้าว และโรงงานผลิต ตามมาตรฐานสากล อย่างNOP (USDA Organic) และ EEC Reg.2092/91

?ปัจจุบัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ผมจึงเน้นที่คงคุณประโยชน์พื้นฐานไว้เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมด้วยความเชื่อมั่น และความแปลกใหม่ของผลิตภัณฑ์ โดยขายภายใต้แบรนด์ตัวเอง ซึ่งมีจุดเด่นทั้งด้านคุณภาพ เทคโนโลยีการผลิตทันสมัย แหล่งวัตถุดิบที่ควบคุมได้แน่นอน ซึ่งรวมกันจะทำให้การผลิตได้มาตรฐานคงที่ ซึ่งจะช่วยสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคประทับใจ และไว้ใจ? พิสิษฐ์ ขยายความ

สำหรับบริษัท เอิร์ธบอร์น จำกัด เกิดขึ้นมากว่า 7 ปีแล้ว โดยเวลานั้น เจ้าของธุรกิจหนุ่มยังมีอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น โดยแรงบันดาลใจจากที่คิดอยากทำธุรกิจสักอย่างเป็นของตัวเอง จนไปพบข้อมูลในเว็บไซต์ต่างประเทศที่บอกถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ รวมถึงยังระบุถึงความต้องการของตลาดต่างประเทศที่มีสูงมาก ซึ่งประเทศไทยเวลานั้น ยังไม่มีการผลิตเพื่อส่งออกเลย ทั้งที่มีแหล่งวัตถุดิบมะพร้าวอยู่จำนวนมาก

จากโอกาสที่มองเห็น ประกอบกับกระแสสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตัดสินใจลงทุนเบื้องต้นกว่า 2 ล้านบาท สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว เริ่มต้นจากศึกษางานวิจัยที่มีอยู่เดิม ผนวกกับเรียนรู้ด้วยตัวเอง และขอคำแนะนำจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนได้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ผลิตโดยกระบวนการสกัดเย็น ซึ่งกว่าจะออกสู่ตลาดใช้เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่กว่า 2 ปี

พิสิษฐ์ เผยต่อว่า เน้นตลาดส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก ในลักษณะเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งได้การตอบรับอย่างสูงมาก สามารถส่งออกไปกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย นับถึงวันนี้ บริษัทเป็นผู้ผลิตที่มียอดส่งออกสูงติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ

นอกจากนั้น ในช่วง 2 ปีให้หลังที่ผ่านมา บริษัทมุ่งต่อยอดกิจการ ผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารนานาชนิด และขายภายในแบรนด์??AgriLife??ของตัวเอง โดยสัดส่วนตลาดระหว่างรับจ้างผลิตส่งออก ยังอยู่ที่ 70% ส่วนขายในแบรนด์ตัวเอง อยู่ที่ 30% โดยช่องทางตลาดในประเทศ วางขายตามห้างสรรพสินค้าระดับบนต่างๆ

เขาทิ้งท้ายถึงแผนธุรกิจในอนาคตว่า?ต้องการเพิ่มสัดส่วนขายในแบรนด์ของตัวเองให้สูงขึ้น ใช้กลยุทธ์ออกผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปใหม่ต่อเนื่อง เพื่อขยายกลุ่มผู้บริโภค รวมถึง ปลายปีนี้ (2554) จะเปิดร้านของตัวเอง สำหรับขายผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากน้ำมันมะพร้าวครบวงจร มีทั้งแบบพร้อมกิน เช่น เครื่องดื่ม ไอศกรีม และเบเกอรี่ เป็นต้น และผลิตภัณฑ์ซื้อกลับบ้าน เช่น แป้งมะพร้าว โปรตีนชงพร้อมดื่ม แยม คุ้กกี้ และโยเกิร์ต ฯลฯ ซึ่งจากรสชาติมะพร้าวที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี อีกทั้ง สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าว กับกระแสรักสุขภาพ น่าจะเป็นที่ถูกใจของลูกค้าได้ไม่ยาก



โทร.0-2714-1167 หรือ www.earthborn.co.th

Credit : Manager online

[gallery orderby="rand"]

"AgriLife" สารพัดเมนูออร์แกนิก เติมเครื่องน้ำมันมะพร้าว

[caption id="attachment_1273" align="aligncenter" width="400" caption="Agrilife น้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็น"][/caption]

แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์รายแรกๆ ของไทย รวมถึง มียอดส่งออกอยู่หัวแถวของประเทศ แต่ด้วยไอเดียเพิ่มมูลค่า และขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน เอสเอ็มอีอย่างบริษัท เอิร์ธบอร์น จำกัด จึงมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่น้ำมันมะพร้าวโดยแปรรูปเป็นหลายผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร ที่มีจุดขายมากคุณประโยชน์จากน้ำมันมะพร้าว และเป็นออร์แกนิกแท้ๆ ภายใต้แบรนด์??AgriLife?

พิสิษฐ์ วีระไวทยะ เจ้าของกิจการ วัย 31 ปี เล่าว่า การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว?เป็นการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุที่เหลือจากกระบวนการสกัดน้ำมันมะพร้าว รวมถึง ยังทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเนื้อมะพร้าวได้ครบทุกส่วน โดยปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์มะพร้าวแปรรูป ได้แก่?แป้งมะพร้าวสำหรับประกอบอาหาร โปรตีนชงพร้อมดื่ม แยมมะพร้าว คุ้กกี้มะพร้าว และโยเกิร์ตมะพร้าว

สำหรับเทคโนโลยีการแปรรูปต่างๆ เป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)?โดยมีจุดเด่นที่ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ยังคงรักษาคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวไว้ครบถ้วน เช่น มีสารอาหารช่วยในระบบขับถ่าย และบำรุงผิว นอกจากนั้น วัตถุดิบทั้งหมดปลูกโดยเกษตรอินทรีย์ ปราศจากสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ช่วยรับประกันด้านความสะอาดปลอดภัย รวมถึง มะพร้าวที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะมีกลิ่นหอมกว่าปลูกด้วยเคมี จึงเหมาะที่จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ

เจ้าของกิจการ อธิบายต่อว่า บริษัทได้เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะพร้าวแบบเกษตรอินทรีย์ โดยบริษัทจะเหมารับซื้อผลผลิตทั้งหมดไว้เพียงรายเดียว โดยมีเครือข่ายอยู่ที่ จ.สมุทรสงคราม จ.ชลบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่รวมกว่า 2,900 ไร่ นอกจากนั้น ยังลงทุนกว่า 20 ล้านบาท ก่อตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว โดยขณะนี้ บริษัทได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งในส่วนของสวนมะพร้าว และโรงงานผลิต ตามมาตรฐานสากล อย่างNOP (USDA Organic) และ EEC Reg.2092/91

?ปัจจุบัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ผมจึงเน้นที่คงคุณประโยชน์พื้นฐานไว้เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมด้วยความเชื่อมั่น และความแปลกใหม่ของผลิตภัณฑ์ โดยขายภายใต้แบรนด์ตัวเอง ซึ่งมีจุดเด่นทั้งด้านคุณภาพ เทคโนโลยีการผลิตทันสมัย แหล่งวัตถุดิบที่ควบคุมได้แน่นอน ซึ่งรวมกันจะทำให้การผลิตได้มาตรฐานคงที่ ซึ่งจะช่วยสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคประทับใจ และไว้ใจ? พิสิษฐ์ ขยายความ

สำหรับบริษัท เอิร์ธบอร์น จำกัด เกิดขึ้นมากว่า 7 ปีแล้ว โดยเวลานั้น เจ้าของธุรกิจหนุ่มยังมีอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น โดยแรงบันดาลใจจากที่คิดอยากทำธุรกิจสักอย่างเป็นของตัวเอง จนไปพบข้อมูลในเว็บไซต์ต่างประเทศที่บอกถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ รวมถึงยังระบุถึงความต้องการของตลาดต่างประเทศที่มีสูงมาก ซึ่งประเทศไทยเวลานั้น ยังไม่มีการผลิตเพื่อส่งออกเลย ทั้งที่มีแหล่งวัตถุดิบมะพร้าวอยู่จำนวนมาก

จากโอกาสที่มองเห็น ประกอบกับกระแสสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตัดสินใจลงทุนเบื้องต้นกว่า 2 ล้านบาท สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว เริ่มต้นจากศึกษางานวิจัยที่มีอยู่เดิม ผนวกกับเรียนรู้ด้วยตัวเอง และขอคำแนะนำจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนได้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ผลิตโดยกระบวนการสกัดเย็น ซึ่งกว่าจะออกสู่ตลาดใช้เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่กว่า 2 ปี

พิสิษฐ์ เผยต่อว่า เน้นตลาดส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก ในลักษณะเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งได้การตอบรับอย่างสูงมาก สามารถส่งออกไปกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย นับถึงวันนี้ บริษัทเป็นผู้ผลิตที่มียอดส่งออกสูงติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ

นอกจากนั้น ในช่วง 2 ปีให้หลังที่ผ่านมา บริษัทมุ่งต่อยอดกิจการ ผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารนานาชนิด และขายภายในแบรนด์??AgriLife??ของตัวเอง โดยสัดส่วนตลาดระหว่างรับจ้างผลิตส่งออก ยังอยู่ที่ 70% ส่วนขายในแบรนด์ตัวเอง อยู่ที่ 30% โดยช่องทางตลาดในประเทศ วางขายตามห้างสรรพสินค้าระดับบนต่างๆ

เขาทิ้งท้ายถึงแผนธุรกิจในอนาคตว่า?ต้องการเพิ่มสัดส่วนขายในแบรนด์ของตัวเองให้สูงขึ้น ใช้กลยุทธ์ออกผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปใหม่ต่อเนื่อง เพื่อขยายกลุ่มผู้บริโภค รวมถึง ปลายปีนี้ (2554) จะเปิดร้านของตัวเอง สำหรับขายผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากน้ำมันมะพร้าวครบวงจร มีทั้งแบบพร้อมกิน เช่น เครื่องดื่ม ไอศกรีม และเบเกอรี่ เป็นต้น และผลิตภัณฑ์ซื้อกลับบ้าน เช่น แป้งมะพร้าว โปรตีนชงพร้อมดื่ม แยม คุ้กกี้ และโยเกิร์ต ฯลฯ ซึ่งจากรสชาติมะพร้าวที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี อีกทั้ง สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าว กับกระแสรักสุขภาพ น่าจะเป็นที่ถูกใจของลูกค้าได้ไม่ยาก



โทร.0-2714-1167 หรือ www.earthborn.co.th

Credit : Manager online

[gallery orderby="rand"]

5/31/2554

[caption id="attachment_991" align="alignleft" width="350" caption="รองเท้ากันน้ำ"][/caption]

พฤติกรรมการเลือกซื้อรองเท้าของผู้บริโภควันนี้ นอกจากจะให้ความสำคัญเรื่องความสวยงามและความสะดวกในการสวมใส่เป็นเหตุผลลำดับต้นๆ ในการตัดสินใจซื้อ นวัตกรรมยังเป็นอีกปัจจัยที่ผู้บริโภคถวิลหาและนับวันจะปันใจให้มากขึ้น ส่งผลให้แบรนด์ผู้ประกอบการรองเท้าพยายามคิดค้นและพัฒนารองเท้าให้มีหน้าตาและจัดเต็มด้วยเทคโนโลยี เพื่อเข้าถึงความต้องการพฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่

"รองเท้ากันน้ำ" นวัตกรรมขายได้

[caption id="attachment_991" align="alignleft" width="350" caption="รองเท้ากันน้ำ"][/caption]

พฤติกรรมการเลือกซื้อรองเท้าของผู้บริโภควันนี้ นอกจากจะให้ความสำคัญเรื่องความสวยงามและความสะดวกในการสวมใส่เป็นเหตุผลลำดับต้นๆ ในการตัดสินใจซื้อ นวัตกรรมยังเป็นอีกปัจจัยที่ผู้บริโภคถวิลหาและนับวันจะปันใจให้มากขึ้น ส่งผลให้แบรนด์ผู้ประกอบการรองเท้าพยายามคิดค้นและพัฒนารองเท้าให้มีหน้าตาและจัดเต็มด้วยเทคโนโลยี เพื่อเข้าถึงความต้องการพฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่

5/25/2554

[caption id="attachment_850" align="alignleft" width="351" caption="ไอเดียชั้นวางหนังสือ"]ไอเดียชั้นวางหนังสือ[/caption]

ไอเดียชั้นวางหนังสือ ?ShelfShelf Floting Book Shelves?

ซึ่งตัวชั้นวางนั้นเขาดีไซน์ออกมาเลียนแบบกับหนังสือ โดยจะเป็นชั้นวางหนังสือแบบติดกำแพง โดยเมื่อเราเอาหนังสือเล่มอื่นวางก็จะเหมือนกับว่าหนังสือมันกำลังลอยอยู่เลยหละครับ
via:?dutchbydesign

ไอเดียชั้นวางหนังสือ ShelfShelf Floting Book Shelves

[caption id="attachment_850" align="alignleft" width="351" caption="ไอเดียชั้นวางหนังสือ"]ไอเดียชั้นวางหนังสือ[/caption]

ไอเดียชั้นวางหนังสือ ?ShelfShelf Floting Book Shelves?

ซึ่งตัวชั้นวางนั้นเขาดีไซน์ออกมาเลียนแบบกับหนังสือ โดยจะเป็นชั้นวางหนังสือแบบติดกำแพง โดยเมื่อเราเอาหนังสือเล่มอื่นวางก็จะเหมือนกับว่าหนังสือมันกำลังลอยอยู่เลยหละครับ
via:?dutchbydesign
[caption id="attachment_830" align="alignleft" width="227" caption="ไอเดียมอบรักแด่สังคม"]
ไอเดียมอบรักแด่สังคม
[/caption]

ตีตลาดแตก...ผ่านเว็ปไซด์DogGetHome?

ไอเดียมอบรักแด่สังคม 4 ขาในแต่ละปีจะมีกลุ่มคนผู้ถือครองสิทธิ์ในการดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักไว้นับล้านรายทั่วโลกบนพื้นฐานของจุดปรสงค์เดียวกันคือ ?ความรัก? อาจบอกได้ว่าคนเราอาจต่างจิตต่างใจ บ้างเลี้ยงเพื่อแก้เหงา บางเลี้ยงเพราะสงสาร จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความรักเป็นความรู้สึก...ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งแต่ละคนย่อมมีการให้และการแสดงออกที่แตกต่างกันไป?แต่กลุ่มผู้รักสัตว์เลี้ยง หมา และแมว ต่างหยิบยื่นสิ่งสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคม 4 ขา เพื่อต่างตอบแทนกันและกันบนนิยามแห่งคำว่า ?รัก? กับนิยามสั้นๆ คำนี้ จึงทำให้เกิดธุรกิจจากความรัก ?DogGetHome? บ้านหลังโปรดของสุนัข ไอเดียมอบรักแต่สังคม 4 ขา โดยมีคุณ รัตติยา อยู่ประเทศ เจ้าของไอเดีย รับสร้างบ้านให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของสุนัขแต่ละสายพันธ์เข้าอยู่ แบบอบอุ่นใจผู้ให้ สบายใจผู้อยู่

 

เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณรัตติยา ?อยู่ประเทศ ?เจ้าของไอเดีย ?DogGetHome? ที่จบการศึกษา วิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ?และปริญญาโท การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ?แต่ปัจจุบันรับทำบ้านน้องหมาเป็นอาชีพ ?มีหน้าที่หลักในส่วนของลูกค้าสัมพันธ์ ?ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุสร้างบ้านและแนะนำทั่วไปๆ ในการออกแบบบ้านให้เหมาะสมกับน้องหมา/แมว ทำการออกแบบบ้าน และประเมินราคาให้กับลูกค้าโดยเริ่มต้นทำธุรกิจผ่านทางเว็ปไซด์ doggethome

เเรงบันดาลใจ ที่ทำให้สนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับ สุนัข / เเมว

รัตติยาบอกว่า ?ในหลายๆ บ้านที่เลี้ยงน้องหมา ?และเห็นว่าปัจจัย 4 เกือบทุกข้อ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค ?ทุกบ้านจะรู้และเลือกที่เหมาะสมให้กับพวกเค้า และที่สำคัญมีให้เลือกมากมายสารพัด ? รู้ว่าอาหารยี่ห้อเหมาะกับเค้า เครื่องนุ่งห่มก็หาที่ชอบมากมาย ?ส่วนยารักษาโรคเราก็มีหมอที่รักษาประจำอยู่แล้ว ?และที่อยู่อาศัยล่ะ กลางคืนเค้าควรนอนในบ้านกับเราหรือเปล่า ?มีหลายครอบครัวที่เลี้ยงเค้านอกบ้านเพื่อแยกสัดส่วนให้ชัดเจน ?แล้วจะหาที่อยู่อย่างไรให้เหมาะสมและดีกับเค้า กรงสุนัขก็ดีต่อเค้า เพียงแต่ว่ามันยังไม่โดนใจเพราะก็เหมือนๆ กันหมดและเมื่อผุอาจเป็นอันตรายต่อเค้าได้เพราะเหล็กจะมีความคมอยู่ เพราะอยากให้น้องหมาที่เรารักและเค้ารักเรามีความสุข มีบ้านสวยๆ และน่ารักในแบบที่เราชอบ ?เราจึงใส่ความต้องการของเราให้ทั้งหมดลงไปในการออกแบบบ้าน ?แต่ก็ไม่ลืมใส่ใจเรื่องความสำคัญและความเหมาะสมกับการเป็นบ้านของน้องหมา/แมว

ที่มา DogGetHome

[caption id="attachment_831" align="alignright" width="283" caption="ไอเดียมอบรักแด่สังคม"]ไอเดียมอบรักแด่สังคม[/caption]

รัตติยาตอบต่ออีกว่า โดยพื้นฐานงานช่างทางบ้านทำอยู่ก่อนแล้ว เริ่มจากคุณพ่อมีความรู้ด้านงานก่อสร้าง เครื่องไม้เครื่องมือที่บ้านก็งานช่างทั้งนั้น เลยซึมซับมาและก็ได้รับความรู้ทั่วไปๆ เกี่ยวกับงานช่างจากคุณพ่อมาด้วย เราเริ่มขายบ้านหลังแรกได้ตอนปลายปี 2547 แต่ก็ยังไม่มีงานมากนัก เพราะยังไม่ได้ทำตลาด ตอนนั้นลูกค้ารู้ได้จากที่เราเอารูปบ้านที่ทำให้น้องหมาที่บ้านไปโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ ?โอกาสนั้นโชคดีที่ได้คุณปกาศิตมาช่วย เพราะเราเริ่มจากที่ทำให้น้องหมาที่บ้านอยู่แล้วเค้าชอบ ข้างบ้านเห็นก็ให้ทำให้บ้าง คุณปกาศิตก็เลยถ่ายรูปแล้วเอาไปโพสต์ในเว็บไซต์ (ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเว็บเป็นของตัวเอง) ? อาจจะไม่ดีสำหรับคนที่คิดจะเริ่มธุรกิจ เพราะการสำรวจตลาดถือเป็นเรื่องสำคัญ ทุกอย่างที่บอก ดูเหมือนง่าย แต่ก็เหนื่อยและใช้เวลานานกว่าจะลงตัว และก็ต้องอดทนด้วยเงินลงทุนตอนนั้นก็ยังไม่มี ?แต่พอช่วงเกือบปลายปี 2548 ได้ไปออกบูธ ตอนนั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นอย่างจริงจัง ?คุณประกาศิตได้ดูแล DogGetHome ในเรื่องรูปแบบบ้านน้องหมาที่จะไปแสดง มีการลงทุนเรื่องค่าเช่าพื้นที่ ?แผ่นพับ และ ป้ายต่างๆ ?ซึ่งผลตอบรับจากการออกบูธครั้งนั้นประสบความสำเร็จมาก มีลงสื่อสิ่งพิมพ์และรายการโทรทัศน์ หลายสื่อ เพราะเป็นธุรกิจที่ยัง Unseen จนทำให้ DogGetHome เป็นที่รู้จัก ?เมื่อเริ่มธุรกิจอย่างจริงจัง เงินลงทุนจะไปอยู่ที่วัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องสต๊อคไว้ (ทำเริ่มแรกควรซื้อวัสดุมาให้พอดีกับที่มี Order ?เพราะเราอาจจะมีเงินทุนไม่มาก) ค่าแรงช่าง และเครื่องมือที่ต้องซื้อเพิ่ม โดยเริ่มแรกประมาณลงทุนอยู่ที่ ?50,000 กว่าบาท

 

ไอเดียการทำบ้านสุนัขเเต่ละหลัง

รัตติยาตอบเพิ่มว่า รูปแบบบ้านส่วนมากจะออกแบบตามที่ลูกค้าต้องการหรือลูกค้ามีแบบที่ชอบในใจอยู่แล้ว ทั้งนี้ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่น้องหมา/แมว ?แต่ละตัวอาจมีไม่เหมือนกัน ซึ่งลูกค้าจะเป็นคนบอกเล่าให้เราฟัง เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเราก็จะออกแบบบ้านที่เหมาะกับน้องหมา/แมวและให้ตรงใจลูกค้า

สิ่งที่ต้องคำนึงในการออกแบบ คือ ต้องใส่ใจเรื่องความสำคัญของการเป็นบ้านสุนัข/แมว คือเค้าต้องอยู่แล้วปลอดภัยจากยุง จากสัตว์ร้ายที่หากินตอนกลางคืน และต้องทำความสะอาดได้บ่อยๆ ?เราต้องเข้าใจและรู้จักนิสัยของน้องหมา/แมวแต่ละตัว จะได้ออกแบบให้เหมาะสม ?ลูกค้าสามารถออกแบบได้เอง

ส่วนขั้นตอนการสั่งทำบ้าน ลูกค้าเลือกแบบบ้านจากในเว็บไซต์ หรือเลือกออกแบบเองตามการใช้งาน ?เลือกขนาดบ้านที่ต้องการสำหรับน้องหมา Option ของบ้านสุนัขเพิ่มเติม พัดลม มีให้เลือก 2 รุ่น คือ Honey well และ AIKO ?ติดโคมไฟกิ่งหน้าบ้าน ติดไฟแสงสว่างในบ้าน ปูฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาปูพื้นกระเบื้อง ?ลูกค้าระบุสีบ้านที่ต้องการ อย่าง สีหลังคา สีตัวบ้าน สีตัดขอบต่างๆ ** ภายในบ้านจะไม่ทาสี เป็นสีธรรมชาติจากวัสดุเดิมๆ โครงสร้างเป็นไม้เนื้อแข็ง คุณสมบัติ เป็นไม้ที่มีความเหนียวและแข็งแรง เหมาะที่จะนำมาใช้ทำโครงสร้างรับน้ำหนัก และใช้ในการก่อสร้างทั่วไป โดยเฉพาะงานไม้กลางแจ้ง ไม้เนื้อแข็งทั่วไปที่ใช้ได้ก็มี ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียน ไม้ยาง เป็นต้น

หลักการออกแบบบ้านหมา/แมว

รัตติยาตอบแบบเล่าให้ฟังว่า สุนัขกับที่อยู่อาศัยดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะชินต่อสภาพการปล่อยให้สุนัขเดินไปเดินมาในบ้านนอกบ้าน นึกจะนอนตรงไหน กินตรงไหนก็ตามแต่ใจ เพราะสุดท้ายคุณก็คือผู้ที่ต้องทำความสะอาด มักจะเป็นปัญหายุ่งยากที่จะตามมา ในต่างประเทศ การมีบ้านสุนัขไม่ใช่เพื่อเจตนาจะเลี้ยงสุนัขให้อยู่ข้างในตลอดเวลา เพราะเช่นนี้จะทำให้พฤติกรรมของเค้าเปลี่ยนไปเป็นก้าวร้าว" ? ธรรมชาติของสุนัขจะอยากอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าของโดยเฉพาะเมื่อตอนอายุได้ 2 - 5 เดือนแรกไม่ควรกักขังให้อยู่แต่ในกรงเด็ดขาดเพราะจะทำให้สุนัขขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และสัตว์อื่นได้เป็นไปได้ควรจัดหาที่นอนให้อยู่ภายในบ้านหน้าห้องนอน หรือที่ๆ ใกล้ชิดเจ้าของ ? ?แต่เมื่อสุนัขโตขึ้นการฝึกสอนให้สุนัขเกิดความเคยชินและรักที่อยู่อาศัย การเข้า-ออกจากที่อยู่อาศัยเป็นเวลา ไม่ทำเลอะเทอะจะช่วยให้สุนัขรู้ดี ว่านั่นหมายถึงเวลาขับถ่ายของเสียเวลาทานอาหาร เวลานอน ซึ่งควรปฏิบัติและทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้สุนัขของคุณมีนิสัยที่ดี" หรือเวลาที่น้องหมามีกิจกรรมในบ้านหลังน้อย ?จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษาความเป็นอยู่ของน้องหมา รวมทั้งหลักในการออกแบบบ้านสุนัขตามสุขลักษณะที่ดีในทุกๆ กิจกรรมด้วยรูปแบบของบ้านโปร่งสบาย ไม่อับ อากาศถ่ายเทได้สะดวกขนาดของบ้าน ประตูและหน้าต่างต้องเป็นไปตามพฤติกรรมโดยรวมทั้งในขณะนอน ยืน หรือนั่ง ก็ต้องให้มีมุมมองและทัศนวิสัยที่ดีต่อการมองเห็นและระวังภัยของน้องหมาด้วย"

[caption id="attachment_832" align="alignleft" width="227" caption="ไอเดียมอบรักแด่สังคม"]ไอเดียมอบรักแด่สังคม[/caption]

รับ Made to Order

รัตติยาตอบเพิ่มต่อไปอีกว่า Made to Order มีมาตลอดแบบต่อเนื่อง มีบางช่วงที่แน่นแต่ส่วนมากจะพอดีๆ จะไม่ค่อยรับงานซ้อนๆ กันค่ะ หากต้องรอคิวก็จะแจ้งลูกค้าก่อน ยอดขายอย่างที่บอกว่าต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ?ถือเป็นรายได้ที่ดี ? บ้านที่ขายดีจะเป็น ?บ้านสุนัขพันธุ์โต / พันธุ์เล็ก แต่ส่วนมากสั่งทำบ้านน้องหมาพันธุ์ใหญ่มากกว่าเพราะต้องเลี้ยงนอกบ้าน ?ส่วนพันธุ์เล็กๆ ลูกค้าก็มักจะเลี้ยงในบ้านมากกว่า

 

 

ช่องทางการประหยัดงบทำการตลาดผ่านเว็บไซต์

รัตติยาตอบเพิ่มต่ออีกว่า เราเน้นที่จะทำการตลาดผ่านเว็บไซต์เพราะข้อดีของการตลาดบนเว็บไซต์ ก็คือประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่ ค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้างพนักงาน รวมทั้งค่าการโฆษณาสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประหยัดพลังงานเพราะลูกค้าสามารถเลือกดูได้จากทางอินเตอร์ก่อนที่ต้องสตาร์ทรถไปตระเวนหา และปัจจุบันเทคโนโลยีด้าน IT เข้ามามีผลอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตเราต้องใช้ประโยชน์ด้านอินเตอร์เน็ตให้คุ้มค่าที่สุด

ถ้าเขียนเองมีค่าใช้จ่าย เสียค่าเช่าพื้นที่ Hosting ปีละไม่ถึง 2,000 บาท ?และค่าจด Domain name รายปีละ 550 บาท ถ้าเป็นเว็บสำเร็จรูป จะขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ต้องการด้วย หากมี Animation หรือลูกเล่นมากหน่อย ก็น่าจะราคาสูงเหมือนกัน แต่ถ้าทั่วๆ ไป ก็เริ่มต้นที่เกือบหน้าละ 1,000 บาท การตลาดบนเว็บไซต์ ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น หาข้อมูลหรืออยากรู้อะไรก็หาได้ แทบทุกบ้านจะต้องมีอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ?แต่ก็จะมีทั้งข้อดี และข้อเสีย

อย่างข้อดี ?ก็คือประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่ ค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้างพนักงาน รวมทั้งค่าการโฆษณาสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประหยัดพลังงานเพราะลูกค้าสามารถเลือกดูได้จากทางอินเตอร์ก่อนที่ต้องสตาร์ทรถไปตระเวนหา ? ซึ่งทางเราเสียค่าเช่าพื้นที่ Hosting ปีละไม่ถึง 2,000 บาทส่วนข้อเสีย ลูกค้าไม่สามารถจับต้องและเห็นสินค้าจริงได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมของลูกค้าที่ต้องเห็นของก่อนการสั่งซื้อ ?และบางครั้งก็ยังเข้าไม่ถึงลูกค้าบางกลุ่ม แต่ทางทีมงานก็กำลังพยายามปรับปรุงการบริการให้คลอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า

ข้อเสนอเเนะนำ การทำธุรกิจบนเว็บไซต์

รัตติยาตอบสรุปอีกว่า อย่างที่ได้บอกไว้ว่าการทำธุรกิจบนเว็บไซต์มีข้อเสียตรงที่ลูกค้า ไม่เห็นสิ่งของ จับต้องไม่ได้ และบางคนก็กลัวไม่กล้าตัดสินใจสั่งซื้อ ข้อนี้ถือเป็นอุปสรรคของธุรกิจบนเว็บไซต์ ?ซึ่งทางเราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ก็พยายามสร้างความน่าเชื่อถือให้ได้มากที่สุด ตอนนี้เว็บมาสเตอร์ก็สร้างเป็นชุมชนออนไลน์ขึ้นในเว็บไซต์และมี Twitter ให้คอยติดตามข่าวสาร หรือความเคลื่อนไหวของ DogGetHome ?ได้ที่ ?www.doggethome.com ? โทร.081-9228875

และนี้ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เกิดจากวิสัยทัศย์และไอเดีย ที่น่าเป็นแบบอย่าง ถือเป็นหัวใจในการสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและบริการ หากรู้จักหยิบองค์ความรู้ที่สร้างสมมาใช้ ผลที่ได้รับก็คงตอบได้ว่าเป็น ?เม็ดเงินมหาศาล? ขอแค่คุณอย่าดูถูก หรือปฏิเสธความคิด หรือ ?ไอเดีย? ของตัวคุณเอง ??(ล้อมกรอบ)?ข้อแนะนำเรื่องขนาดตัวบ้าน?Small : Size 80 x 80 x 115 CM.(กว้างxยาวxสูง)เหมาะสำหรับสุนัขขนาดเล็กเช่น พุดเดิ้ล ปอมเมอเรเนียน ชิท์สุ ปั๊ก มินิเจอร์ ยอร์คเชียร์เทอเรีย เป็นต้นMedium : Size 100 x 100 x 135. เหมาะสำหรับสุนัขขนาดกลางเช่น บางแก้ว บีเกิล คอกเกอร์ ดัชชุน เป็นต้นLarge : Size 100 x 130 x 150 CM. เหมาะสำหรับสุนัขขนาดใหญ่เช่น โกลเด้นท์ ลาบราดอร์ ไซบีเรียนฮัสกี้ เป็นต้นExtra : Size 180 x 120 x 160 CM. เหมาะสำหรับสุนัขขนาดใหญ่พิเศษเช่น ร็อตไวเลอร์ เยอรมันเช็พเพอด เซนต์เบอร์นาร์ต เป็นต้น

ไอเดียมอบรักแด่สังคม 4 ขา

[caption id="attachment_830" align="alignleft" width="227" caption="ไอเดียมอบรักแด่สังคม"]
ไอเดียมอบรักแด่สังคม
[/caption]

ตีตลาดแตก...ผ่านเว็ปไซด์DogGetHome?

ไอเดียมอบรักแด่สังคม 4 ขาในแต่ละปีจะมีกลุ่มคนผู้ถือครองสิทธิ์ในการดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักไว้นับล้านรายทั่วโลกบนพื้นฐานของจุดปรสงค์เดียวกันคือ ?ความรัก? อาจบอกได้ว่าคนเราอาจต่างจิตต่างใจ บ้างเลี้ยงเพื่อแก้เหงา บางเลี้ยงเพราะสงสาร จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความรักเป็นความรู้สึก...ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งแต่ละคนย่อมมีการให้และการแสดงออกที่แตกต่างกันไป?แต่กลุ่มผู้รักสัตว์เลี้ยง หมา และแมว ต่างหยิบยื่นสิ่งสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคม 4 ขา เพื่อต่างตอบแทนกันและกันบนนิยามแห่งคำว่า ?รัก? กับนิยามสั้นๆ คำนี้ จึงทำให้เกิดธุรกิจจากความรัก ?DogGetHome? บ้านหลังโปรดของสุนัข ไอเดียมอบรักแต่สังคม 4 ขา โดยมีคุณ รัตติยา อยู่ประเทศ เจ้าของไอเดีย รับสร้างบ้านให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของสุนัขแต่ละสายพันธ์เข้าอยู่ แบบอบอุ่นใจผู้ให้ สบายใจผู้อยู่

 

เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณรัตติยา ?อยู่ประเทศ ?เจ้าของไอเดีย ?DogGetHome? ที่จบการศึกษา วิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ?และปริญญาโท การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ?แต่ปัจจุบันรับทำบ้านน้องหมาเป็นอาชีพ ?มีหน้าที่หลักในส่วนของลูกค้าสัมพันธ์ ?ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุสร้างบ้านและแนะนำทั่วไปๆ ในการออกแบบบ้านให้เหมาะสมกับน้องหมา/แมว ทำการออกแบบบ้าน และประเมินราคาให้กับลูกค้าโดยเริ่มต้นทำธุรกิจผ่านทางเว็ปไซด์ doggethome

เเรงบันดาลใจ ที่ทำให้สนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับ สุนัข / เเมว

รัตติยาบอกว่า ?ในหลายๆ บ้านที่เลี้ยงน้องหมา ?และเห็นว่าปัจจัย 4 เกือบทุกข้อ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค ?ทุกบ้านจะรู้และเลือกที่เหมาะสมให้กับพวกเค้า และที่สำคัญมีให้เลือกมากมายสารพัด ? รู้ว่าอาหารยี่ห้อเหมาะกับเค้า เครื่องนุ่งห่มก็หาที่ชอบมากมาย ?ส่วนยารักษาโรคเราก็มีหมอที่รักษาประจำอยู่แล้ว ?และที่อยู่อาศัยล่ะ กลางคืนเค้าควรนอนในบ้านกับเราหรือเปล่า ?มีหลายครอบครัวที่เลี้ยงเค้านอกบ้านเพื่อแยกสัดส่วนให้ชัดเจน ?แล้วจะหาที่อยู่อย่างไรให้เหมาะสมและดีกับเค้า กรงสุนัขก็ดีต่อเค้า เพียงแต่ว่ามันยังไม่โดนใจเพราะก็เหมือนๆ กันหมดและเมื่อผุอาจเป็นอันตรายต่อเค้าได้เพราะเหล็กจะมีความคมอยู่ เพราะอยากให้น้องหมาที่เรารักและเค้ารักเรามีความสุข มีบ้านสวยๆ และน่ารักในแบบที่เราชอบ ?เราจึงใส่ความต้องการของเราให้ทั้งหมดลงไปในการออกแบบบ้าน ?แต่ก็ไม่ลืมใส่ใจเรื่องความสำคัญและความเหมาะสมกับการเป็นบ้านของน้องหมา/แมว

ที่มา DogGetHome

[caption id="attachment_831" align="alignright" width="283" caption="ไอเดียมอบรักแด่สังคม"]ไอเดียมอบรักแด่สังคม[/caption]

รัตติยาตอบต่ออีกว่า โดยพื้นฐานงานช่างทางบ้านทำอยู่ก่อนแล้ว เริ่มจากคุณพ่อมีความรู้ด้านงานก่อสร้าง เครื่องไม้เครื่องมือที่บ้านก็งานช่างทั้งนั้น เลยซึมซับมาและก็ได้รับความรู้ทั่วไปๆ เกี่ยวกับงานช่างจากคุณพ่อมาด้วย เราเริ่มขายบ้านหลังแรกได้ตอนปลายปี 2547 แต่ก็ยังไม่มีงานมากนัก เพราะยังไม่ได้ทำตลาด ตอนนั้นลูกค้ารู้ได้จากที่เราเอารูปบ้านที่ทำให้น้องหมาที่บ้านไปโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ ?โอกาสนั้นโชคดีที่ได้คุณปกาศิตมาช่วย เพราะเราเริ่มจากที่ทำให้น้องหมาที่บ้านอยู่แล้วเค้าชอบ ข้างบ้านเห็นก็ให้ทำให้บ้าง คุณปกาศิตก็เลยถ่ายรูปแล้วเอาไปโพสต์ในเว็บไซต์ (ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเว็บเป็นของตัวเอง) ? อาจจะไม่ดีสำหรับคนที่คิดจะเริ่มธุรกิจ เพราะการสำรวจตลาดถือเป็นเรื่องสำคัญ ทุกอย่างที่บอก ดูเหมือนง่าย แต่ก็เหนื่อยและใช้เวลานานกว่าจะลงตัว และก็ต้องอดทนด้วยเงินลงทุนตอนนั้นก็ยังไม่มี ?แต่พอช่วงเกือบปลายปี 2548 ได้ไปออกบูธ ตอนนั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นอย่างจริงจัง ?คุณประกาศิตได้ดูแล DogGetHome ในเรื่องรูปแบบบ้านน้องหมาที่จะไปแสดง มีการลงทุนเรื่องค่าเช่าพื้นที่ ?แผ่นพับ และ ป้ายต่างๆ ?ซึ่งผลตอบรับจากการออกบูธครั้งนั้นประสบความสำเร็จมาก มีลงสื่อสิ่งพิมพ์และรายการโทรทัศน์ หลายสื่อ เพราะเป็นธุรกิจที่ยัง Unseen จนทำให้ DogGetHome เป็นที่รู้จัก ?เมื่อเริ่มธุรกิจอย่างจริงจัง เงินลงทุนจะไปอยู่ที่วัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องสต๊อคไว้ (ทำเริ่มแรกควรซื้อวัสดุมาให้พอดีกับที่มี Order ?เพราะเราอาจจะมีเงินทุนไม่มาก) ค่าแรงช่าง และเครื่องมือที่ต้องซื้อเพิ่ม โดยเริ่มแรกประมาณลงทุนอยู่ที่ ?50,000 กว่าบาท

 

ไอเดียการทำบ้านสุนัขเเต่ละหลัง

รัตติยาตอบเพิ่มว่า รูปแบบบ้านส่วนมากจะออกแบบตามที่ลูกค้าต้องการหรือลูกค้ามีแบบที่ชอบในใจอยู่แล้ว ทั้งนี้ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่น้องหมา/แมว ?แต่ละตัวอาจมีไม่เหมือนกัน ซึ่งลูกค้าจะเป็นคนบอกเล่าให้เราฟัง เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเราก็จะออกแบบบ้านที่เหมาะกับน้องหมา/แมวและให้ตรงใจลูกค้า

สิ่งที่ต้องคำนึงในการออกแบบ คือ ต้องใส่ใจเรื่องความสำคัญของการเป็นบ้านสุนัข/แมว คือเค้าต้องอยู่แล้วปลอดภัยจากยุง จากสัตว์ร้ายที่หากินตอนกลางคืน และต้องทำความสะอาดได้บ่อยๆ ?เราต้องเข้าใจและรู้จักนิสัยของน้องหมา/แมวแต่ละตัว จะได้ออกแบบให้เหมาะสม ?ลูกค้าสามารถออกแบบได้เอง

ส่วนขั้นตอนการสั่งทำบ้าน ลูกค้าเลือกแบบบ้านจากในเว็บไซต์ หรือเลือกออกแบบเองตามการใช้งาน ?เลือกขนาดบ้านที่ต้องการสำหรับน้องหมา Option ของบ้านสุนัขเพิ่มเติม พัดลม มีให้เลือก 2 รุ่น คือ Honey well และ AIKO ?ติดโคมไฟกิ่งหน้าบ้าน ติดไฟแสงสว่างในบ้าน ปูฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาปูพื้นกระเบื้อง ?ลูกค้าระบุสีบ้านที่ต้องการ อย่าง สีหลังคา สีตัวบ้าน สีตัดขอบต่างๆ ** ภายในบ้านจะไม่ทาสี เป็นสีธรรมชาติจากวัสดุเดิมๆ โครงสร้างเป็นไม้เนื้อแข็ง คุณสมบัติ เป็นไม้ที่มีความเหนียวและแข็งแรง เหมาะที่จะนำมาใช้ทำโครงสร้างรับน้ำหนัก และใช้ในการก่อสร้างทั่วไป โดยเฉพาะงานไม้กลางแจ้ง ไม้เนื้อแข็งทั่วไปที่ใช้ได้ก็มี ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียน ไม้ยาง เป็นต้น

หลักการออกแบบบ้านหมา/แมว

รัตติยาตอบแบบเล่าให้ฟังว่า สุนัขกับที่อยู่อาศัยดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะชินต่อสภาพการปล่อยให้สุนัขเดินไปเดินมาในบ้านนอกบ้าน นึกจะนอนตรงไหน กินตรงไหนก็ตามแต่ใจ เพราะสุดท้ายคุณก็คือผู้ที่ต้องทำความสะอาด มักจะเป็นปัญหายุ่งยากที่จะตามมา ในต่างประเทศ การมีบ้านสุนัขไม่ใช่เพื่อเจตนาจะเลี้ยงสุนัขให้อยู่ข้างในตลอดเวลา เพราะเช่นนี้จะทำให้พฤติกรรมของเค้าเปลี่ยนไปเป็นก้าวร้าว" ? ธรรมชาติของสุนัขจะอยากอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าของโดยเฉพาะเมื่อตอนอายุได้ 2 - 5 เดือนแรกไม่ควรกักขังให้อยู่แต่ในกรงเด็ดขาดเพราะจะทำให้สุนัขขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และสัตว์อื่นได้เป็นไปได้ควรจัดหาที่นอนให้อยู่ภายในบ้านหน้าห้องนอน หรือที่ๆ ใกล้ชิดเจ้าของ ? ?แต่เมื่อสุนัขโตขึ้นการฝึกสอนให้สุนัขเกิดความเคยชินและรักที่อยู่อาศัย การเข้า-ออกจากที่อยู่อาศัยเป็นเวลา ไม่ทำเลอะเทอะจะช่วยให้สุนัขรู้ดี ว่านั่นหมายถึงเวลาขับถ่ายของเสียเวลาทานอาหาร เวลานอน ซึ่งควรปฏิบัติและทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้สุนัขของคุณมีนิสัยที่ดี" หรือเวลาที่น้องหมามีกิจกรรมในบ้านหลังน้อย ?จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษาความเป็นอยู่ของน้องหมา รวมทั้งหลักในการออกแบบบ้านสุนัขตามสุขลักษณะที่ดีในทุกๆ กิจกรรมด้วยรูปแบบของบ้านโปร่งสบาย ไม่อับ อากาศถ่ายเทได้สะดวกขนาดของบ้าน ประตูและหน้าต่างต้องเป็นไปตามพฤติกรรมโดยรวมทั้งในขณะนอน ยืน หรือนั่ง ก็ต้องให้มีมุมมองและทัศนวิสัยที่ดีต่อการมองเห็นและระวังภัยของน้องหมาด้วย"

[caption id="attachment_832" align="alignleft" width="227" caption="ไอเดียมอบรักแด่สังคม"]ไอเดียมอบรักแด่สังคม[/caption]

รับ Made to Order

รัตติยาตอบเพิ่มต่อไปอีกว่า Made to Order มีมาตลอดแบบต่อเนื่อง มีบางช่วงที่แน่นแต่ส่วนมากจะพอดีๆ จะไม่ค่อยรับงานซ้อนๆ กันค่ะ หากต้องรอคิวก็จะแจ้งลูกค้าก่อน ยอดขายอย่างที่บอกว่าต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ?ถือเป็นรายได้ที่ดี ? บ้านที่ขายดีจะเป็น ?บ้านสุนัขพันธุ์โต / พันธุ์เล็ก แต่ส่วนมากสั่งทำบ้านน้องหมาพันธุ์ใหญ่มากกว่าเพราะต้องเลี้ยงนอกบ้าน ?ส่วนพันธุ์เล็กๆ ลูกค้าก็มักจะเลี้ยงในบ้านมากกว่า

 

 

ช่องทางการประหยัดงบทำการตลาดผ่านเว็บไซต์

รัตติยาตอบเพิ่มต่ออีกว่า เราเน้นที่จะทำการตลาดผ่านเว็บไซต์เพราะข้อดีของการตลาดบนเว็บไซต์ ก็คือประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่ ค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้างพนักงาน รวมทั้งค่าการโฆษณาสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประหยัดพลังงานเพราะลูกค้าสามารถเลือกดูได้จากทางอินเตอร์ก่อนที่ต้องสตาร์ทรถไปตระเวนหา และปัจจุบันเทคโนโลยีด้าน IT เข้ามามีผลอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตเราต้องใช้ประโยชน์ด้านอินเตอร์เน็ตให้คุ้มค่าที่สุด

ถ้าเขียนเองมีค่าใช้จ่าย เสียค่าเช่าพื้นที่ Hosting ปีละไม่ถึง 2,000 บาท ?และค่าจด Domain name รายปีละ 550 บาท ถ้าเป็นเว็บสำเร็จรูป จะขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ต้องการด้วย หากมี Animation หรือลูกเล่นมากหน่อย ก็น่าจะราคาสูงเหมือนกัน แต่ถ้าทั่วๆ ไป ก็เริ่มต้นที่เกือบหน้าละ 1,000 บาท การตลาดบนเว็บไซต์ ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น หาข้อมูลหรืออยากรู้อะไรก็หาได้ แทบทุกบ้านจะต้องมีอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ?แต่ก็จะมีทั้งข้อดี และข้อเสีย

อย่างข้อดี ?ก็คือประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่ ค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้างพนักงาน รวมทั้งค่าการโฆษณาสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประหยัดพลังงานเพราะลูกค้าสามารถเลือกดูได้จากทางอินเตอร์ก่อนที่ต้องสตาร์ทรถไปตระเวนหา ? ซึ่งทางเราเสียค่าเช่าพื้นที่ Hosting ปีละไม่ถึง 2,000 บาทส่วนข้อเสีย ลูกค้าไม่สามารถจับต้องและเห็นสินค้าจริงได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมของลูกค้าที่ต้องเห็นของก่อนการสั่งซื้อ ?และบางครั้งก็ยังเข้าไม่ถึงลูกค้าบางกลุ่ม แต่ทางทีมงานก็กำลังพยายามปรับปรุงการบริการให้คลอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า

ข้อเสนอเเนะนำ การทำธุรกิจบนเว็บไซต์

รัตติยาตอบสรุปอีกว่า อย่างที่ได้บอกไว้ว่าการทำธุรกิจบนเว็บไซต์มีข้อเสียตรงที่ลูกค้า ไม่เห็นสิ่งของ จับต้องไม่ได้ และบางคนก็กลัวไม่กล้าตัดสินใจสั่งซื้อ ข้อนี้ถือเป็นอุปสรรคของธุรกิจบนเว็บไซต์ ?ซึ่งทางเราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ก็พยายามสร้างความน่าเชื่อถือให้ได้มากที่สุด ตอนนี้เว็บมาสเตอร์ก็สร้างเป็นชุมชนออนไลน์ขึ้นในเว็บไซต์และมี Twitter ให้คอยติดตามข่าวสาร หรือความเคลื่อนไหวของ DogGetHome ?ได้ที่ ?www.doggethome.com ? โทร.081-9228875

และนี้ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เกิดจากวิสัยทัศย์และไอเดีย ที่น่าเป็นแบบอย่าง ถือเป็นหัวใจในการสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและบริการ หากรู้จักหยิบองค์ความรู้ที่สร้างสมมาใช้ ผลที่ได้รับก็คงตอบได้ว่าเป็น ?เม็ดเงินมหาศาล? ขอแค่คุณอย่าดูถูก หรือปฏิเสธความคิด หรือ ?ไอเดีย? ของตัวคุณเอง ??(ล้อมกรอบ)?ข้อแนะนำเรื่องขนาดตัวบ้าน?Small : Size 80 x 80 x 115 CM.(กว้างxยาวxสูง)เหมาะสำหรับสุนัขขนาดเล็กเช่น พุดเดิ้ล ปอมเมอเรเนียน ชิท์สุ ปั๊ก มินิเจอร์ ยอร์คเชียร์เทอเรีย เป็นต้นMedium : Size 100 x 100 x 135. เหมาะสำหรับสุนัขขนาดกลางเช่น บางแก้ว บีเกิล คอกเกอร์ ดัชชุน เป็นต้นLarge : Size 100 x 130 x 150 CM. เหมาะสำหรับสุนัขขนาดใหญ่เช่น โกลเด้นท์ ลาบราดอร์ ไซบีเรียนฮัสกี้ เป็นต้นExtra : Size 180 x 120 x 160 CM. เหมาะสำหรับสุนัขขนาดใหญ่พิเศษเช่น ร็อตไวเลอร์ เยอรมันเช็พเพอด เซนต์เบอร์นาร์ต เป็นต้น
ทุกคนที่คิดจะขายแฟรนไชส์ สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือ อยากจะได้สัญญาแฟรนไชส์ เพื่อที่จะขายแฟรนไชส์ได้ทันที แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรและในสัญญาระหว่างกันนั้น ควรพูดถึงเรื่องอะไรกันบ้าง ซึ่งในเรื่องนี้จะมีคำตอบ

แต่ก่อนอื่น สิ่งที่เราทำผิดกันเสมอก็คือ ความต้องการหาสัญญามาเซ็นต์ก่อน ก่อนที่จะมีระบบแฟรนไชส์เสียอีก ซึ่งที่จริงแล้วสัญญาจะเป็นเรื่องทีหลังสุด ในการเตรียมระบบแฟรนไชส์? คุณควรมีระบบงานแล้ว มีคู่การทำธุรกิจเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่ต้องการจะรู้ในเรื่องนี้เป็นจำนวนมากๆจึงให้ข้อแนะนำเป็นไกล์ไลน์ ?เพื่อให้ผู้กำลังจะทำแฟรนไชส์อยู่ หรือคิดว่าในอนาคต ใช้เป็นแนวทางของสัญญาแฟรนไชส์

วิธีการทำสัญญา
หน้าที่สัญญา จะเป็นงานของนักกฎหมายทนายความเป็นคนทำ เป็นคนร่าง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะทราบดีกว่า ว่าเรื่องใด ข้อความใดในสัญญา ใช้บังคับตามกฎหมายได้ ข้อสัญญาใดบังคับไม่ได้? และทนายความแต่ละคนก็อาจจะมีประสบการณ์ ในการร่างสัญญาที่ถนัดกันคนละอย่าง ดังนั้นผู้ประกอบการที่ขายแฟรนไชส์ก็จะต้องเป็นผู้ให้แนวทางกับทนายความว่าต้องการให้สัญญาแฟรนไชส์ บังคับใช้ในเรื่องอะไรบ้าง แต่ปัญหาของทุกคนจะตอบเหมือนๆกัน คือ ?ไม่ทราบเหมือนกันว่า ควรจะมีเรื่องอะไรอยู่ในสัญญา?
รูปแบบสัญญาแฟรนไชส์นี้เป็นข้อแนะนำจากทนายความของบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แมคแคนซี่ ที่จะนำมาปรับ และพูดถึงทีละประเด็น เพื่อช่วยให้มีความเข้าใจง่ายขึ้น

การให้สิทธ์
ในการขายแฟรนไชส์ คือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งก่อนที่คุณจะทำสัญญาเรื่องแฟรนไชส์ คุณจะต้องคิดว่าคุณมีสิทธิ์ หรือทรัพย์สินใดบ้างที่จะต้องให้แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปด้วย เช่น
-เครื่องหมายการค้า เป็นสิ่งที่แน่นอนที่คุณจะต้องมีข้อผูกพันที่จะต้องกล่าวถึงในสัญญาว่าคุณจะต้องอนุญาตให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ของคุณใช้เครื่องหมายโลโก้ของคุณ แค่ไหนและอย่างไร
-ไลเซ่นส์ คือสิทธิประโยชน์ที่ใช้เป็นผลในทางการค้าได้ เช่น เครื่องหมายการค้า ข้อมูลการค้า ที่ใช้เพื่อดำเนินธุรกิจนั้น คุณมีอยู่หรือไม่ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ต้องพูดถึง และอนุญาตให้ใช้ไลเซ่นส์ที่คุณมี
-ผลิตภัณฑ์ คุณอาจจะมีสินค้าที่ให้ผู้ซื้อของคุณเป็นผู้แทนจำหน่ายด้วย นี่ก็เป็นสิทธิ์อีกอย่างหนึ่งที่คุณจะต้องพูดถึงไว้ในสัญญา ว่าคุณจะให้แฟรนไชซี่ของคุณเป็นตัวแทนขายสินค้าของคุณในระดับใด

การแต่งตั้ง
คือการกำหนดอาณาเขต ที่คุณจะให้แก่แฟรนไชซี่ของคุณ ที่ในสัญญา ก็จะมีระบุว่า คุณจะอนุญาตให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ได้รับสิทธิการดำเนินธุรกิจ สิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญา หรือการขายสินค้า ในอาณาเขตใด ภายใต้เงื่อนไขอย่างไร ซึ่งคุณต้องคิดก่อน และกำหนดเอาไว้ในสัญญา

ประเภทของการได้รับสิทธิ์
ผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์ของคุณจะได้รับสิทธิ์รูปแบบไหน เป็นสิทธิ์ได้เพียงรายเดียวในประเทศไทย หรือได้สิทธิ์ในภูมิภาค หรือได้สิทธิ์จำกัดแค่ในห้าง เป็นต้น
ซึ่งในสัญญา ควรจะต้องมีการระบุว่าแฟรนไชส์รายนี้ ได้รับสิทธิ์เพียงผู้เดียวหรือไม่ เช่นในกรณี ที่จะให้สิทธิ์ รายเดียวในภาคเหนือที่คลอบคลุม 10 จังหวัด คือเชียงใหม่,เชียงราย,แม่ฮ่องสอน ฯลฯ จะมีเงื่อนไขต่อไปตามที่จะตกลงกันเช่นไร เช่น ผู้ที่ได้สิทธิ์รายเดียวอาจต้องมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการให้ได้ตามข้อที่ตกลงกัน ในระยะเวลาที่กำหนด ก็ยังมีที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์(ทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า) ก็จะยกเลิกสัญญาได้ เช่นนี้เป็นต้น

ข้อกำหนดเรื่องการเลือกสถานที่
โดยส่วนใหญ่แล้ว ธุรกิจแฟรนไชส์บริษัทแม่มักมีส่วนในการช่วยเลือกสถานที่ ดังนั้นในสัญญาอาจจะมีการกำหนดไว้ในเรื่องนี้ว่า บริษัทแม่จะมีส่วนในการช่วยเลือกสถานที่หรือไม่อย่างไร เนื่องจากผู้ขายแฟรนไชส์ที่ดีส่วนมากจะต้องไม่ทำให้ธุรกิจที่ตั้งขึ้นไม่ว่าจะเป็นของบริษัทแม่เอง หรือของบริษัทแฟรนไชซี่ล้มเหลว จึงมักมีความประสงค์ ในการมีส่วนในการเลือกสถานที่ตั้ง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจดำเนินกิจการไปได้

การโฆษณาส่งเสริมการขาย
การโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขาย เป็นอันดับหนึ่งที่สำคัญที่มักจะสับสนกันที่ควรจะมีการพูดถึงในสัญญา โดยระบุว่าใครเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมการขาย และการโฆษณา ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย จะมีค่าใช้จ่ายส่วนรวมในการโฆษณาหรือไม่อย่างไร หรือมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณาท้องที่ของร้านแฟรนไชซี่หรือไม่ เป็นการระบุให้เข้าใจตรงกัน

ระเบียบในการดำเนินธุรกิจ
ในธุรกิจแฟรนไชส์ จะต้องมีการกำหนดระเบียบในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรักษามาตรฐานของร้าน ดังนั้นในสัญญาอาจจะมีการระบุคือ ระเบียบที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติเอาไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของ การให้ตรวจสอบการดำเนินงานร้าน เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของร้าน เป็นต้น

ข้อกำหนดในการเก็บรักษา/และการควบคุมคุณภาพ
เรื่องการกำหนดให้ซื้อสินค้าจากบริษัทแม่ เป็นเรื่องที่มีปัญหาระหว่างกันเสมอ และในกฎหมายแฟรนไชส์ที่กำลังจะออกมาในเร็วๆนี้ ก็จะมีการกล่าวถึงในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นการทำสัญญาแฟรนไชส์ที่ระบุให้มีการซื้อสินค้าใด จะต้องอยู่ในขอบเขตเพื่อการคงรักษา ตัวมาตรฐานและคุณภาพเท่านั้น จะกำหนดให้ซื้อจากบริษัทแม่ทุกอย่าง หรือปราศจากเหตุผลที่เหมาะสมจะไม่สามารถทำได้
แต่ท่านสามารถระบุในเรื่องของวิธีการเก็บรักษาสินค้า หรือเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อช่วยในการรักษามาตรฐานด้วยได้
ส่วนการควบคุมคุณภาพนั้นมักจะมีอยู่ในคู่มือ ซึ่งข้อกำหนดของสัญญาเรื่องนี้ มักจะสอดคล้องกับแนวทางของการควบคุมคุณภาพต่างๆที่อยู่ในคู่มือ

การเลือกพนักงานและการอบรม
แน่นอนที่สุด การทำระบบแฟรนไชส์ จะต้องมีหน้าที่ในการฝึกฝนบุคคลากรจนกระทั่งสามารถดำเนินธุรกิจเหมือนกับบริษัทแม่ได้
ดังนั้นในสัญญาจะต้องมีการระบุถึงเรื่องนี้ว่า ใครจะเป็นผู้คัดเลือกพนักงาน กำหนดระยะเวลาของการฝึกฝน และความช่วยเหลือ ว่าจะมีอย่างไร และระยะเวลายาวนานเพียงใด ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น ถึงความไม่ชัดเจนในเรื่องนี้

การโอนสัญญา
หากมีการทำธุรกิจแฟรนไชส์ไปแล้ว เกิดไม่อยากทำขึ้นมา ผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์จะมีสิทธิ์โอนต่อให้คนอื่นได้หรือไม่ ประเด็นนี้ผู้ขายแฟรนไชส์ควรคิดเอาไว้ก่อน แล้วระบุกฎเกณฑ์เรื่องนี้ไว้ในสัญญา และการโอนจะโอนได้ในเรื่องอะไรบ้าง

รายได้ค่าสิทธิ์
ในสัญญา ควรระบุคือ วิธีการชำระค่าสิทธิ์ รวมถึงวัน เวลา และอัตราค่าสิทธิ์ ที่แน่นอนเอาไว้
การชำระค่ารอยัลตี้ หรือค่าแฟรนไชส์ อาจจะมีการกำหนดในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย หรือผลกำไร หรือกำหนดเป็นอัตราที่แน่นอนรายเดือน ซึ่งควรมีการบอกเอาไว้ และกำหนดให้ชัดเจนว่าคำนวณรายได้ จากอะไร จากรายได้สุทธิ หรือจากรายได้ที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายเป็นต้น
นอกจากนี้อาจจะมีการกำหนดเป็นสกุลเงินใดในการรับชำระ (ในกรณีที่ขายแฟรนไชส์ต่างประเทศ รวมถึงกำหนดด้วยว่าใครเป็นผู้ชำระภาษี)

สมุดบัญชี
ระเบียบในการลงแบบฟอร์มบัญชี ที่อาจจะมีการระบุให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ เก็บหลักฐานทางบัญชี อย่างพร้อมทุกข้อมูลและลงรายละเอียดรายรับ-รายจ่าย อย่างถูกต้องซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ ควรจะปฏิบัติ ส่วนผู้ขายแฟรนไชส์ก็จำเป็นจะต้องมีระบบงานทางด้านรายงานทางการเงินที่ดี เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลต่างๆ รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ซื้อแฟรนไชส์ให้มีระบบงานที่ดีขึ้นด้วย

สิทธิในการตรวจสอบบัญชี
แฟรนไชส์ส่วนใหญ่ จะมีการจ่ายค่ารอยัลตี้ฟีตามเปอร์เซ็นต์ หรือยอดกำไร ซึ่งส่วนนี้จะเป็นยอดเงินเท่าไร ก็อาจจำเป็นต้องมีการตรวจสอบบัญชีของผู้ซื้อแฟรนไชส์? สิ่งนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนไหวที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ให้ตรวจสอบ ที่จะต้องมีการตกลงกันตั้งแต่เริ่มแรกและระบุในสัญญาว่า จะอนุญาตให้มีการตรวจสอบบัญชีในการทำธุรกิจ หรืออาจมีการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีพิเศษขึ้นมาอีกก็ได้

การแข่งขัน
เป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอ ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ เมื่อซื้อแฟรนไชส์ไปได้ระยะหนึ่งเมื่อทำธุรกิจเองได้แล้ว ก็อาจอยากเป็นผู้ขายแฟรนไชส์เสียเอง หรือไม่อยากชำระค่ารอยอตี้ฟีอีกต่อไป ทำให้คู่ค้ากลายเป็นคู่แข่ง ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเสมอ ดังนั้น สัญญาแฟรนไชส์ ก็อาจจะมีการทำความเข้าใจในประเด็นนี้โดยอาจจะมีเงื่อนไขระบุในการห้ามค้าแข่งในธุรกิจเดียวกัน ในระยะเวลาที่กำหนดเป็นต้น

การไม่เปิดเผยความลับ
การขายแฟรนไชส์ จำเป็นจะต้องถ่ายทอดวิชาเฉพาะธุรกิจนั้นๆให้ผู้ซื้อ เช่นร้านอาหาร อาจจะมีเคล็ดลับเรื่องสูตรอาหาร หรือกลยุทธพิเศษในเรื่องของการทำการตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปิดเผยคู่มือในการทำธุรกิจที่มีรายละเอียดทุกอย่าง ที่เจ้าของแฟรนไชส์ได้ศึกษาขึ้นมา ด้วยประสบการณ์เป็นเวลานาน เมื่อได้ถ่ายทอดให้แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปแล้วอาจจะมีโอกาสที่จะถูกนำไปเปิดเผยได้ ดังนั้นในสัญญาควรมีการกำหนดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่จะต้องรักษาความลับ แม้กระทั่งเลิกสัญญาต่อกันไปแล้ว

ระยะเวลาสัญญาแฟรนไชส์
แน่นอนว่าในการให้สิทธิแฟรนไชส์ จะต้องกำหนดระยะเวลา ของการให้สิทธิเอาไว้ จะเป็นกี่ปีผู้ขายแฟรนไชส์ อาจจะต่อกันครั้งละ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ก็ตาม หากไม่ได้กำหนดไว้อาจจะเสมือนว่าจะได้สิทธิตลอดไป ซึ่งในกรณีที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ละเลยในการต่อค่าสิทธิ หรือประพฤติไม่เหมาะสม ก็จะแก้ไขได้ยากแต่ถ้ามีระยะเวลาก็อาจจะไม่มีการต่อสัญญาในรอบต่อไปได้

การเลิกสัญญา
ในสัญญาควรจะระบุในกรณีที่เลิกสัญญาเอาไว้ด้วยว่ามีกรณีใดบ้างที่จะเลิกสัญญาแฟรนไชส์อีกต่อกัน เช่น อาจจะเสียชีวิต หรือมีคดีผิดกฎหมาย หรือกรณีผิดสัญญาร้ายแรง เช่นไม่ชำระค่าสิทธิ เป็นต้น

ผลของการเลิกสัญญา
ผลของการเลิกสัญญาแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ผู้ขายแฟรนไชส์ควรจะกล่าวถึงไว้ในสัญญาด้วย เช่นเมื่อเลิกสัญญาแล้วก็ไม่มีสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า เป็นต้น

เหตุสุดวิสัย
ในบางครั้งอาจมีสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ภัยธรรมชาติ สงคราม เป็นต้น ก็อาจจะมีการกำหนดผ่อนผันสิทธิ และหน้าที่ของแต่ละฝ่ายในช่วงเวลาดังกล่าวได้

การอนุมัติและการอนุญาต
ในการทำธุรกิจแฟรนไชส์ จำเป็นต้องควบคุมมาตรฐานในการดำเนินงานให้เท่ากันทุกแห่ง ดังนั้นอาจจะมีการสับสนว่าเรื่องใดบ้างอนญาติให้แฟรนไชส์ดำเนินงานเองได้ เรื่องใดจะต้องขออนุญาตจากบริษัทแม่เสียก่อน ซึ่งจะทำให้มีความเข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

เอกสารแนบท้าย
ในการทำสัญญา อาจมีข้อสัญญาหลายเรื่อง เป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้า หรือเอกสารรายละเอียดอื่น ๆที่แนบท้าย ซึ่งอาจจะระบุอ้างอิงถึงเอกสารแนบท้าย และระบุว่าส่วนใดอยู่ภายใต้สัญญาฉบับนี้ด้วย
ในเรื่องของการค้าสัญญาระหว่างกันนี้ จุดที่ดีที่สุดก็คือ ควรจะมีความเป็นธรรม ที่ให้โอกาสอีกฝ่ายหนึ่ง ได้อ่านทบทวนโดยละเอียดและได้ต่อรองในข้อตกลงต่างๆ กันก่อน ซึ่งการทำสัญญา ถ้าผู้ขายแฟรนไชส์จะสร้างระเบียบต่างๆขึ้นมาโดยที่ดูเป็นการเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมาก็อาจจะไม่สามารถบังคับใช้ได้เลย เพราะอาจจะอยู่ในลักษณะของสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม เรื่องของการเขียนสัญญาย่อมเป็นหน้าที่ของนักกฎหมาย ทนายความ ซึ่งข้อแนะนำในเรื่องนี้เป็นเรื่องการให้แนวทางว่า ควรจะมีการระบุ และพูดถึงในเรื่องใดบ้าง ซึ่งอาจจะมีการเพิ่มเติมมากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ ก็ขึ้นกับความต้องการของผู้ขายแฟรนไชส์และลักษณะของแต่ละธุรกิจ และกรยอมรับของผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีจุดลงตัวซึ่งกันและกัน

Credit : โอกาสธุรกิจและแฟรนไชส์

ทำสัญญาแฟรนไชส์กันอย่างไร

ทุกคนที่คิดจะขายแฟรนไชส์ สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือ อยากจะได้สัญญาแฟรนไชส์ เพื่อที่จะขายแฟรนไชส์ได้ทันที แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรและในสัญญาระหว่างกันนั้น ควรพูดถึงเรื่องอะไรกันบ้าง ซึ่งในเรื่องนี้จะมีคำตอบ

แต่ก่อนอื่น สิ่งที่เราทำผิดกันเสมอก็คือ ความต้องการหาสัญญามาเซ็นต์ก่อน ก่อนที่จะมีระบบแฟรนไชส์เสียอีก ซึ่งที่จริงแล้วสัญญาจะเป็นเรื่องทีหลังสุด ในการเตรียมระบบแฟรนไชส์? คุณควรมีระบบงานแล้ว มีคู่การทำธุรกิจเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่ต้องการจะรู้ในเรื่องนี้เป็นจำนวนมากๆจึงให้ข้อแนะนำเป็นไกล์ไลน์ ?เพื่อให้ผู้กำลังจะทำแฟรนไชส์อยู่ หรือคิดว่าในอนาคต ใช้เป็นแนวทางของสัญญาแฟรนไชส์

วิธีการทำสัญญา
หน้าที่สัญญา จะเป็นงานของนักกฎหมายทนายความเป็นคนทำ เป็นคนร่าง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะทราบดีกว่า ว่าเรื่องใด ข้อความใดในสัญญา ใช้บังคับตามกฎหมายได้ ข้อสัญญาใดบังคับไม่ได้? และทนายความแต่ละคนก็อาจจะมีประสบการณ์ ในการร่างสัญญาที่ถนัดกันคนละอย่าง ดังนั้นผู้ประกอบการที่ขายแฟรนไชส์ก็จะต้องเป็นผู้ให้แนวทางกับทนายความว่าต้องการให้สัญญาแฟรนไชส์ บังคับใช้ในเรื่องอะไรบ้าง แต่ปัญหาของทุกคนจะตอบเหมือนๆกัน คือ ?ไม่ทราบเหมือนกันว่า ควรจะมีเรื่องอะไรอยู่ในสัญญา?
รูปแบบสัญญาแฟรนไชส์นี้เป็นข้อแนะนำจากทนายความของบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แมคแคนซี่ ที่จะนำมาปรับ และพูดถึงทีละประเด็น เพื่อช่วยให้มีความเข้าใจง่ายขึ้น

การให้สิทธ์
ในการขายแฟรนไชส์ คือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งก่อนที่คุณจะทำสัญญาเรื่องแฟรนไชส์ คุณจะต้องคิดว่าคุณมีสิทธิ์ หรือทรัพย์สินใดบ้างที่จะต้องให้แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปด้วย เช่น
-เครื่องหมายการค้า เป็นสิ่งที่แน่นอนที่คุณจะต้องมีข้อผูกพันที่จะต้องกล่าวถึงในสัญญาว่าคุณจะต้องอนุญาตให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ของคุณใช้เครื่องหมายโลโก้ของคุณ แค่ไหนและอย่างไร
-ไลเซ่นส์ คือสิทธิประโยชน์ที่ใช้เป็นผลในทางการค้าได้ เช่น เครื่องหมายการค้า ข้อมูลการค้า ที่ใช้เพื่อดำเนินธุรกิจนั้น คุณมีอยู่หรือไม่ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ต้องพูดถึง และอนุญาตให้ใช้ไลเซ่นส์ที่คุณมี
-ผลิตภัณฑ์ คุณอาจจะมีสินค้าที่ให้ผู้ซื้อของคุณเป็นผู้แทนจำหน่ายด้วย นี่ก็เป็นสิทธิ์อีกอย่างหนึ่งที่คุณจะต้องพูดถึงไว้ในสัญญา ว่าคุณจะให้แฟรนไชซี่ของคุณเป็นตัวแทนขายสินค้าของคุณในระดับใด

การแต่งตั้ง
คือการกำหนดอาณาเขต ที่คุณจะให้แก่แฟรนไชซี่ของคุณ ที่ในสัญญา ก็จะมีระบุว่า คุณจะอนุญาตให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ได้รับสิทธิการดำเนินธุรกิจ สิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญา หรือการขายสินค้า ในอาณาเขตใด ภายใต้เงื่อนไขอย่างไร ซึ่งคุณต้องคิดก่อน และกำหนดเอาไว้ในสัญญา

ประเภทของการได้รับสิทธิ์
ผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์ของคุณจะได้รับสิทธิ์รูปแบบไหน เป็นสิทธิ์ได้เพียงรายเดียวในประเทศไทย หรือได้สิทธิ์ในภูมิภาค หรือได้สิทธิ์จำกัดแค่ในห้าง เป็นต้น
ซึ่งในสัญญา ควรจะต้องมีการระบุว่าแฟรนไชส์รายนี้ ได้รับสิทธิ์เพียงผู้เดียวหรือไม่ เช่นในกรณี ที่จะให้สิทธิ์ รายเดียวในภาคเหนือที่คลอบคลุม 10 จังหวัด คือเชียงใหม่,เชียงราย,แม่ฮ่องสอน ฯลฯ จะมีเงื่อนไขต่อไปตามที่จะตกลงกันเช่นไร เช่น ผู้ที่ได้สิทธิ์รายเดียวอาจต้องมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการให้ได้ตามข้อที่ตกลงกัน ในระยะเวลาที่กำหนด ก็ยังมีที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์(ทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า) ก็จะยกเลิกสัญญาได้ เช่นนี้เป็นต้น

ข้อกำหนดเรื่องการเลือกสถานที่
โดยส่วนใหญ่แล้ว ธุรกิจแฟรนไชส์บริษัทแม่มักมีส่วนในการช่วยเลือกสถานที่ ดังนั้นในสัญญาอาจจะมีการกำหนดไว้ในเรื่องนี้ว่า บริษัทแม่จะมีส่วนในการช่วยเลือกสถานที่หรือไม่อย่างไร เนื่องจากผู้ขายแฟรนไชส์ที่ดีส่วนมากจะต้องไม่ทำให้ธุรกิจที่ตั้งขึ้นไม่ว่าจะเป็นของบริษัทแม่เอง หรือของบริษัทแฟรนไชซี่ล้มเหลว จึงมักมีความประสงค์ ในการมีส่วนในการเลือกสถานที่ตั้ง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจดำเนินกิจการไปได้

การโฆษณาส่งเสริมการขาย
การโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขาย เป็นอันดับหนึ่งที่สำคัญที่มักจะสับสนกันที่ควรจะมีการพูดถึงในสัญญา โดยระบุว่าใครเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมการขาย และการโฆษณา ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย จะมีค่าใช้จ่ายส่วนรวมในการโฆษณาหรือไม่อย่างไร หรือมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณาท้องที่ของร้านแฟรนไชซี่หรือไม่ เป็นการระบุให้เข้าใจตรงกัน

ระเบียบในการดำเนินธุรกิจ
ในธุรกิจแฟรนไชส์ จะต้องมีการกำหนดระเบียบในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรักษามาตรฐานของร้าน ดังนั้นในสัญญาอาจจะมีการระบุคือ ระเบียบที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติเอาไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของ การให้ตรวจสอบการดำเนินงานร้าน เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของร้าน เป็นต้น

ข้อกำหนดในการเก็บรักษา/และการควบคุมคุณภาพ
เรื่องการกำหนดให้ซื้อสินค้าจากบริษัทแม่ เป็นเรื่องที่มีปัญหาระหว่างกันเสมอ และในกฎหมายแฟรนไชส์ที่กำลังจะออกมาในเร็วๆนี้ ก็จะมีการกล่าวถึงในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นการทำสัญญาแฟรนไชส์ที่ระบุให้มีการซื้อสินค้าใด จะต้องอยู่ในขอบเขตเพื่อการคงรักษา ตัวมาตรฐานและคุณภาพเท่านั้น จะกำหนดให้ซื้อจากบริษัทแม่ทุกอย่าง หรือปราศจากเหตุผลที่เหมาะสมจะไม่สามารถทำได้
แต่ท่านสามารถระบุในเรื่องของวิธีการเก็บรักษาสินค้า หรือเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อช่วยในการรักษามาตรฐานด้วยได้
ส่วนการควบคุมคุณภาพนั้นมักจะมีอยู่ในคู่มือ ซึ่งข้อกำหนดของสัญญาเรื่องนี้ มักจะสอดคล้องกับแนวทางของการควบคุมคุณภาพต่างๆที่อยู่ในคู่มือ

การเลือกพนักงานและการอบรม
แน่นอนที่สุด การทำระบบแฟรนไชส์ จะต้องมีหน้าที่ในการฝึกฝนบุคคลากรจนกระทั่งสามารถดำเนินธุรกิจเหมือนกับบริษัทแม่ได้
ดังนั้นในสัญญาจะต้องมีการระบุถึงเรื่องนี้ว่า ใครจะเป็นผู้คัดเลือกพนักงาน กำหนดระยะเวลาของการฝึกฝน และความช่วยเหลือ ว่าจะมีอย่างไร และระยะเวลายาวนานเพียงใด ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น ถึงความไม่ชัดเจนในเรื่องนี้

การโอนสัญญา
หากมีการทำธุรกิจแฟรนไชส์ไปแล้ว เกิดไม่อยากทำขึ้นมา ผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์จะมีสิทธิ์โอนต่อให้คนอื่นได้หรือไม่ ประเด็นนี้ผู้ขายแฟรนไชส์ควรคิดเอาไว้ก่อน แล้วระบุกฎเกณฑ์เรื่องนี้ไว้ในสัญญา และการโอนจะโอนได้ในเรื่องอะไรบ้าง

รายได้ค่าสิทธิ์
ในสัญญา ควรระบุคือ วิธีการชำระค่าสิทธิ์ รวมถึงวัน เวลา และอัตราค่าสิทธิ์ ที่แน่นอนเอาไว้
การชำระค่ารอยัลตี้ หรือค่าแฟรนไชส์ อาจจะมีการกำหนดในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย หรือผลกำไร หรือกำหนดเป็นอัตราที่แน่นอนรายเดือน ซึ่งควรมีการบอกเอาไว้ และกำหนดให้ชัดเจนว่าคำนวณรายได้ จากอะไร จากรายได้สุทธิ หรือจากรายได้ที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายเป็นต้น
นอกจากนี้อาจจะมีการกำหนดเป็นสกุลเงินใดในการรับชำระ (ในกรณีที่ขายแฟรนไชส์ต่างประเทศ รวมถึงกำหนดด้วยว่าใครเป็นผู้ชำระภาษี)

สมุดบัญชี
ระเบียบในการลงแบบฟอร์มบัญชี ที่อาจจะมีการระบุให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ เก็บหลักฐานทางบัญชี อย่างพร้อมทุกข้อมูลและลงรายละเอียดรายรับ-รายจ่าย อย่างถูกต้องซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ ควรจะปฏิบัติ ส่วนผู้ขายแฟรนไชส์ก็จำเป็นจะต้องมีระบบงานทางด้านรายงานทางการเงินที่ดี เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลต่างๆ รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ซื้อแฟรนไชส์ให้มีระบบงานที่ดีขึ้นด้วย

สิทธิในการตรวจสอบบัญชี
แฟรนไชส์ส่วนใหญ่ จะมีการจ่ายค่ารอยัลตี้ฟีตามเปอร์เซ็นต์ หรือยอดกำไร ซึ่งส่วนนี้จะเป็นยอดเงินเท่าไร ก็อาจจำเป็นต้องมีการตรวจสอบบัญชีของผู้ซื้อแฟรนไชส์? สิ่งนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนไหวที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ให้ตรวจสอบ ที่จะต้องมีการตกลงกันตั้งแต่เริ่มแรกและระบุในสัญญาว่า จะอนุญาตให้มีการตรวจสอบบัญชีในการทำธุรกิจ หรืออาจมีการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีพิเศษขึ้นมาอีกก็ได้

การแข่งขัน
เป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอ ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ เมื่อซื้อแฟรนไชส์ไปได้ระยะหนึ่งเมื่อทำธุรกิจเองได้แล้ว ก็อาจอยากเป็นผู้ขายแฟรนไชส์เสียเอง หรือไม่อยากชำระค่ารอยอตี้ฟีอีกต่อไป ทำให้คู่ค้ากลายเป็นคู่แข่ง ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเสมอ ดังนั้น สัญญาแฟรนไชส์ ก็อาจจะมีการทำความเข้าใจในประเด็นนี้โดยอาจจะมีเงื่อนไขระบุในการห้ามค้าแข่งในธุรกิจเดียวกัน ในระยะเวลาที่กำหนดเป็นต้น

การไม่เปิดเผยความลับ
การขายแฟรนไชส์ จำเป็นจะต้องถ่ายทอดวิชาเฉพาะธุรกิจนั้นๆให้ผู้ซื้อ เช่นร้านอาหาร อาจจะมีเคล็ดลับเรื่องสูตรอาหาร หรือกลยุทธพิเศษในเรื่องของการทำการตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปิดเผยคู่มือในการทำธุรกิจที่มีรายละเอียดทุกอย่าง ที่เจ้าของแฟรนไชส์ได้ศึกษาขึ้นมา ด้วยประสบการณ์เป็นเวลานาน เมื่อได้ถ่ายทอดให้แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปแล้วอาจจะมีโอกาสที่จะถูกนำไปเปิดเผยได้ ดังนั้นในสัญญาควรมีการกำหนดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่จะต้องรักษาความลับ แม้กระทั่งเลิกสัญญาต่อกันไปแล้ว

ระยะเวลาสัญญาแฟรนไชส์
แน่นอนว่าในการให้สิทธิแฟรนไชส์ จะต้องกำหนดระยะเวลา ของการให้สิทธิเอาไว้ จะเป็นกี่ปีผู้ขายแฟรนไชส์ อาจจะต่อกันครั้งละ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ก็ตาม หากไม่ได้กำหนดไว้อาจจะเสมือนว่าจะได้สิทธิตลอดไป ซึ่งในกรณีที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ละเลยในการต่อค่าสิทธิ หรือประพฤติไม่เหมาะสม ก็จะแก้ไขได้ยากแต่ถ้ามีระยะเวลาก็อาจจะไม่มีการต่อสัญญาในรอบต่อไปได้

การเลิกสัญญา
ในสัญญาควรจะระบุในกรณีที่เลิกสัญญาเอาไว้ด้วยว่ามีกรณีใดบ้างที่จะเลิกสัญญาแฟรนไชส์อีกต่อกัน เช่น อาจจะเสียชีวิต หรือมีคดีผิดกฎหมาย หรือกรณีผิดสัญญาร้ายแรง เช่นไม่ชำระค่าสิทธิ เป็นต้น

ผลของการเลิกสัญญา
ผลของการเลิกสัญญาแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ผู้ขายแฟรนไชส์ควรจะกล่าวถึงไว้ในสัญญาด้วย เช่นเมื่อเลิกสัญญาแล้วก็ไม่มีสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า เป็นต้น

เหตุสุดวิสัย
ในบางครั้งอาจมีสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ภัยธรรมชาติ สงคราม เป็นต้น ก็อาจจะมีการกำหนดผ่อนผันสิทธิ และหน้าที่ของแต่ละฝ่ายในช่วงเวลาดังกล่าวได้

การอนุมัติและการอนุญาต
ในการทำธุรกิจแฟรนไชส์ จำเป็นต้องควบคุมมาตรฐานในการดำเนินงานให้เท่ากันทุกแห่ง ดังนั้นอาจจะมีการสับสนว่าเรื่องใดบ้างอนญาติให้แฟรนไชส์ดำเนินงานเองได้ เรื่องใดจะต้องขออนุญาตจากบริษัทแม่เสียก่อน ซึ่งจะทำให้มีความเข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

เอกสารแนบท้าย
ในการทำสัญญา อาจมีข้อสัญญาหลายเรื่อง เป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้า หรือเอกสารรายละเอียดอื่น ๆที่แนบท้าย ซึ่งอาจจะระบุอ้างอิงถึงเอกสารแนบท้าย และระบุว่าส่วนใดอยู่ภายใต้สัญญาฉบับนี้ด้วย
ในเรื่องของการค้าสัญญาระหว่างกันนี้ จุดที่ดีที่สุดก็คือ ควรจะมีความเป็นธรรม ที่ให้โอกาสอีกฝ่ายหนึ่ง ได้อ่านทบทวนโดยละเอียดและได้ต่อรองในข้อตกลงต่างๆ กันก่อน ซึ่งการทำสัญญา ถ้าผู้ขายแฟรนไชส์จะสร้างระเบียบต่างๆขึ้นมาโดยที่ดูเป็นการเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมาก็อาจจะไม่สามารถบังคับใช้ได้เลย เพราะอาจจะอยู่ในลักษณะของสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม เรื่องของการเขียนสัญญาย่อมเป็นหน้าที่ของนักกฎหมาย ทนายความ ซึ่งข้อแนะนำในเรื่องนี้เป็นเรื่องการให้แนวทางว่า ควรจะมีการระบุ และพูดถึงในเรื่องใดบ้าง ซึ่งอาจจะมีการเพิ่มเติมมากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ ก็ขึ้นกับความต้องการของผู้ขายแฟรนไชส์และลักษณะของแต่ละธุรกิจ และกรยอมรับของผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีจุดลงตัวซึ่งกันและกัน

Credit : โอกาสธุรกิจและแฟรนไชส์

5/24/2554

จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 มีนาคม 2554 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการ Porte de Versailles Exhibition Centre กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (พาวิลเลียน 3) โดยในงาน ท่านจะได้พบกับแบรนด์ดังต่างๆ กว่า 450 แบรนด์จากกลุ่มธุรกิจกว่า 75 สาขา และพบกับผู้แสดงสินค้าต่างชาติมากกว่า 100 รายจาก 22 ประเทศ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีโปรแกรมการนัดพบด้านมาสเตอร์แฟรนไชส์ ?Master Franchise Datings? สำหรับผู้ที่มีโครงการที่จะลงทุนในด้านธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสงค์จะนำเสนอโครงการและพบปะกับทางแบรนด์โดยตรง ?แฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส? ถือเป็นเวทีทางการค้าที่สมบูรณ์แบบ เพื่อการค้นหาไอเดียใหม่ๆ อย่างฉับไว และเพื่อการค้นหาเทรนด์ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดในตลาดโลก

นับเป็นปีที่สองแล้วที่งานจัดเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อพบปะกันระหว่างแบรนด์สินค้ากับผู้มาเยี่ยมชม โดยในปี 2553 มีผู้เยี่ยมชมงานถึง 30,981 คน รวมตลอด 4 วัน หรือเพิ่มขึ้น 15.14% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

โปรแกรมของงานปี 2554 นี้ จะเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย พร้อมกับการจัดการประชุมตามกลุ่มธีมของธุรกิจต่างๆ เพื่อสนับสนุนบรรดาผู้มุ่งหวังที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคตและเพื่อตอบโจทย์แก่บรรดาผู้สร้างธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคต เหล่าผู้จัดงานจึงได้จัดตั้งโปรแกรมขึ้น ซึ่งประกอบด้วยการประชุมและการสัมมนาเชิงปฏิบัติการขั้นสูงที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยการประชุมและการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะจัดยิ่งใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผู้สนใจสร้างธุรกิจในอนาคตในระหว่างงานแฟรนไชส์ เอ็กซ์โปครั้งที่ผ่านมา ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดประชุมนี้คือ เพื่อช่วยให้บรรดาผู้เข้าเยี่ยมชมงานบรรลุเป้าหมายในโครงการที่วาดฝันไว้ นั่นก็คือ การสร้างธุรกิจให้กับตนเองและนอกจากนี้แล้ว บรรดาบุคคลสำคัญชั้นนำในธุรกิจแฟรนไชส์ต่างๆ ยังจะจัดการประชุมขึ้นในงานครั้งนี้ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน อีกทั้งยังได้จัดให้มีการประชุมเพื่อการฝึกอบรมฟรีทุกวัน ซึ่งจัดโดยสถาบัน Ecole de la Franchise (การประชุมจัดขึ้นเป็นภาษาฝรั่งเศส) และโดย Master Franchise School (การประชุมจัดขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ)
ประเทศแคนาดา แขกรับเชิญพิเศษ

ประเทศที่ได้รับเกียรติเป็นแขกรับเชิญพิเศษประจำงานแฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส 2554 ได้แก่ ประเทศแคนาดา ซึ่งจะประจำการอยู่ที่พาวิลเลียนพิเศษตลอดงาน โดยแคนาดาเป็นประเทศที่มีธุรกิจแฟรนไชส์จากฝรั่งเศสจำนวนมาก อาทิแบรนด์ Yves Rocher, Maisons Mikit, La Bo?te ? Pizza ฯลฯ ที่ได้เข้าไปตั้งกิจการในแคนาดา ซึ่งทางผู้ประกอบการด้านแฟรนไชส์ของแคนาดาเองก็วางเป้าที่จะขยายธุรกิจทั่วฝรั่งเศสเช่นกัน

ข้อมูลเกี่ยวกับงานมหกรรมแฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ?งานแฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส? เป็นงานที่ส่งเสริมการเติบโตของเครือข่ายต่างๆ ในฝรั่งเศสและของหลายประเทศทั่วโลก โดยได้ช่วยให้บรรดาผู้ประกอบการนับพันๆ ราย สามารถสานฝันในการสร้างธุรกิจให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ โดยเป็นเวทีการประชุมที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการผลักดันให้เหล่าผู้สร้างธุรกิจและบรรดาผู้ค้าปลีกได้มีโอกาสในการพบปะกับแบรนด์ของฝรั่งเศสและจากทั่วโลกมากกว่า 400 แบรนด์

เพื่อช่วยให้บรรดาผู้ที่ต้องการทำธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคตทั้งหลายได้บรรลุผลสำเร็จในการปั้นโครงการของตน "แฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส? จึงได้รวบรวมเอาบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดมาไว้ในงาน เพื่อคอยช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องการทำธุรกิจเหล่านี้ ด้วยการให้การสนับสนุน คำแนะนำและข้อมูล ตลอดจนคอยให้ความช่วยเหลือในการค้นหาแหล่งเงินทุนที่จำเป็น

ด้วยการนำเสนอที่ไม่เหมือนใครจากแบรนด์ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งแนวคิดในการลงทุนในตลาดใหม่ๆ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถทำการเปรียบเทียบได้ และวางแผนงานให้กับตนเองในการเสาะแสวงหาลู่ทางเพื่อลงทุนในแบรนด์ที่มีอยู่หลากหลาย และการเข้าร่วมในเครือข่ายแฟรนไชส์ก็คือหนทางที่ดีที่สุดที่ตรงกับเจตนารมย์ของผู้ประกอบการเหล่านี้
www.franchiseparis.com

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ

Reed Expositions France

France Delaporte, International Communication and Exhibitor Relations Manager

โทรศัพท์: +33 (0)1 47 56 50 96

อีเมล: France.delaporte@reedexpo.fr

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ :

ฝ่ายการพาณิชย์ - UBIFRANCE สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

แผนกข่าวและการสื่อสาร

โทร 0 2352 4119 อีเมล ratchaneekorn.mekchai@ubifrance.fr

 

แฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส

จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 มีนาคม 2554 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการ Porte de Versailles Exhibition Centre กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (พาวิลเลียน 3) โดยในงาน ท่านจะได้พบกับแบรนด์ดังต่างๆ กว่า 450 แบรนด์จากกลุ่มธุรกิจกว่า 75 สาขา และพบกับผู้แสดงสินค้าต่างชาติมากกว่า 100 รายจาก 22 ประเทศ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีโปรแกรมการนัดพบด้านมาสเตอร์แฟรนไชส์ ?Master Franchise Datings? สำหรับผู้ที่มีโครงการที่จะลงทุนในด้านธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสงค์จะนำเสนอโครงการและพบปะกับทางแบรนด์โดยตรง ?แฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส? ถือเป็นเวทีทางการค้าที่สมบูรณ์แบบ เพื่อการค้นหาไอเดียใหม่ๆ อย่างฉับไว และเพื่อการค้นหาเทรนด์ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดในตลาดโลก

นับเป็นปีที่สองแล้วที่งานจัดเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อพบปะกันระหว่างแบรนด์สินค้ากับผู้มาเยี่ยมชม โดยในปี 2553 มีผู้เยี่ยมชมงานถึง 30,981 คน รวมตลอด 4 วัน หรือเพิ่มขึ้น 15.14% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

โปรแกรมของงานปี 2554 นี้ จะเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย พร้อมกับการจัดการประชุมตามกลุ่มธีมของธุรกิจต่างๆ เพื่อสนับสนุนบรรดาผู้มุ่งหวังที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคตและเพื่อตอบโจทย์แก่บรรดาผู้สร้างธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคต เหล่าผู้จัดงานจึงได้จัดตั้งโปรแกรมขึ้น ซึ่งประกอบด้วยการประชุมและการสัมมนาเชิงปฏิบัติการขั้นสูงที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยการประชุมและการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะจัดยิ่งใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผู้สนใจสร้างธุรกิจในอนาคตในระหว่างงานแฟรนไชส์ เอ็กซ์โปครั้งที่ผ่านมา ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดประชุมนี้คือ เพื่อช่วยให้บรรดาผู้เข้าเยี่ยมชมงานบรรลุเป้าหมายในโครงการที่วาดฝันไว้ นั่นก็คือ การสร้างธุรกิจให้กับตนเองและนอกจากนี้แล้ว บรรดาบุคคลสำคัญชั้นนำในธุรกิจแฟรนไชส์ต่างๆ ยังจะจัดการประชุมขึ้นในงานครั้งนี้ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน อีกทั้งยังได้จัดให้มีการประชุมเพื่อการฝึกอบรมฟรีทุกวัน ซึ่งจัดโดยสถาบัน Ecole de la Franchise (การประชุมจัดขึ้นเป็นภาษาฝรั่งเศส) และโดย Master Franchise School (การประชุมจัดขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ)
ประเทศแคนาดา แขกรับเชิญพิเศษ

ประเทศที่ได้รับเกียรติเป็นแขกรับเชิญพิเศษประจำงานแฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส 2554 ได้แก่ ประเทศแคนาดา ซึ่งจะประจำการอยู่ที่พาวิลเลียนพิเศษตลอดงาน โดยแคนาดาเป็นประเทศที่มีธุรกิจแฟรนไชส์จากฝรั่งเศสจำนวนมาก อาทิแบรนด์ Yves Rocher, Maisons Mikit, La Bo?te ? Pizza ฯลฯ ที่ได้เข้าไปตั้งกิจการในแคนาดา ซึ่งทางผู้ประกอบการด้านแฟรนไชส์ของแคนาดาเองก็วางเป้าที่จะขยายธุรกิจทั่วฝรั่งเศสเช่นกัน

ข้อมูลเกี่ยวกับงานมหกรรมแฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ?งานแฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส? เป็นงานที่ส่งเสริมการเติบโตของเครือข่ายต่างๆ ในฝรั่งเศสและของหลายประเทศทั่วโลก โดยได้ช่วยให้บรรดาผู้ประกอบการนับพันๆ ราย สามารถสานฝันในการสร้างธุรกิจให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ โดยเป็นเวทีการประชุมที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการผลักดันให้เหล่าผู้สร้างธุรกิจและบรรดาผู้ค้าปลีกได้มีโอกาสในการพบปะกับแบรนด์ของฝรั่งเศสและจากทั่วโลกมากกว่า 400 แบรนด์

เพื่อช่วยให้บรรดาผู้ที่ต้องการทำธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคตทั้งหลายได้บรรลุผลสำเร็จในการปั้นโครงการของตน "แฟรนไชส์ เอ็กซ์โป ปารีส? จึงได้รวบรวมเอาบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดมาไว้ในงาน เพื่อคอยช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องการทำธุรกิจเหล่านี้ ด้วยการให้การสนับสนุน คำแนะนำและข้อมูล ตลอดจนคอยให้ความช่วยเหลือในการค้นหาแหล่งเงินทุนที่จำเป็น

ด้วยการนำเสนอที่ไม่เหมือนใครจากแบรนด์ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งแนวคิดในการลงทุนในตลาดใหม่ๆ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถทำการเปรียบเทียบได้ และวางแผนงานให้กับตนเองในการเสาะแสวงหาลู่ทางเพื่อลงทุนในแบรนด์ที่มีอยู่หลากหลาย และการเข้าร่วมในเครือข่ายแฟรนไชส์ก็คือหนทางที่ดีที่สุดที่ตรงกับเจตนารมย์ของผู้ประกอบการเหล่านี้
www.franchiseparis.com

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ

Reed Expositions France

France Delaporte, International Communication and Exhibitor Relations Manager

โทรศัพท์: +33 (0)1 47 56 50 96

อีเมล: France.delaporte@reedexpo.fr

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ :

ฝ่ายการพาณิชย์ - UBIFRANCE สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

แผนกข่าวและการสื่อสาร

โทร 0 2352 4119 อีเมล ratchaneekorn.mekchai@ubifrance.fr